หามเด็กนักเรียน 70 ชีวิตส่งโรงพยาบาลวุ่น หลังเกิดอาการอาหารเป็นพิษ

หามเด็กนักเรียน 70 ชีวิตส่งโรงพยาบาลวุ่น หลังเกิดอาการอาหารเป็นพิษ นายอำเภอบางละมุงสั่งช่วยเหลือเร่งด่วน ก่อนสั่งการ สธ.ตรวจคุณภาพแหล่งที่มาวัตถุดิบ

เมื่อเวลา 17.30 น. วันนี้ 1 มิ.ย. 61 นายนริศ นิรามัยวงศ์ นายอำเภอบางละมุง จ.ชลบุรี สั่งการให้เจ้าหน้าที่จากเทศบาลตำบลหนองปลาไหล เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างบริบูรณ์พัทยา ฝ่ายปกครอง นำรถกู้ชีพนับสิบคันเดินทางไปยังโรง เรียนวัดหนองเกตุใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี เพื่อนำตัวเด็กนักเรียนจำนวน 70 คน ส่งแพทย์โรงพยาบาลบางละมุง หลังรับแจ้งว่าเด็กนักเรียนมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนอย่างรุนแรง เนื่องจากรับประทานอาหารกลางวัน

ขณะที่โรงพยาบาลบางละมุงเป็นไปด้วยความโกลาหล เนื่องจากรถกู้ภัยต่างทยอยวิ่งนำเด็กนักเรียนส่งรักษาพยาบาลนับสิบคัน ซึ่งเตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอต่อการให้บริการจนต้องมีการประสานจากมูลนิธิฯ เพื่อขอรับการสนับสนุน ขณะที่เด็กนักเรียนส่วนใหญ่มีอาการอาเจียน หน้ามืด ส่งเสียงร้องไห้กันระงมไปทั่งโรงพยาบาล แพทย์และพยาบาลต้องเร่งให้น้ำเกลือและฉีดยาแก้อาเจียน

ก่อนนำตัวไปนอนพักเพื่อรอดูอาการ ทั้งนี้พบว่านักเรียนส่วนใหญ่มีสภาพร่างกายอ่อนเพลีย แต่ยังไม่มีอาการสถานการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น อีกทั้งผู้ปกครองของนักเรียนบางส่วนก็เดินทางมารับตัวกลับเมื่ออาการดีขึ้นแล้ว

นางนพวรรณ คนซื่อ ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดหนองเกตุใหญ่ เปิดเผยว่า ทางโรงเรียนมีเด็กนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 1- มัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 669 คน ซึ่งทุกวันทางโรงเรียนจะทำอาหารให้รับประทาน โดยมีแม่ครัวและคณะครูช่วยกันจัดทำอาหาร และมีผู้ปกครองส่งวัตถุดิบมาให้ทางโรงเรียน

สำหรับวันนี้ทางโรงเรียนได้จัดทำอาหารแบบมังสวิรัติตั้งแต่ช่วง 09.00 น. โดยมีเมนูหลักเป็นแกงจืดเห็ดและยำไข่ต้ม ซึ่งกินเหมือนกันทั้งโรงเรียนในช่วง 11.30 น. จากนั้นก็ให้เข้าเรียนปกติ กระทั่งช่วงบ่ายปรากฏว่าเด็กชั้น ป.4-ป.6 เกิดมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนอย่างหนัก เกือบ 100 คน ทางครูจึงปฐมพยาบาลแต่เด็กอาการไม่ดีขึ้นจึงแจ้งเจ้าหน้าที่นำส่งโรงพยาบาลดังกล่าว

นายนริศ นิรามัยวงศ์ นายอำเภอบางละมุง กล่าวว่า กรณีนี้ได้มอบหมายให้ทางแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิดจนกว่าเด็กจะหายเป็นปกติ  พร้อมสั่งการให้สาธารณสุขอำเภอบางละมุงเร่งไปนำอาหารมาตรวจสอบว่ามีการบูดเน่าหรือไม่ รวมทั้งแหล่งที่มาของวัตถุดิบซึ่งทราบว่าเป็นตลาดในพื้นที่เมืองพัทยาถึงมาตรฐานความสะอาด ก่อนจะสรุปและหามาตรการแก้ไขที่ยั่งยืนต่อไป

เผยคนไทยแชมป์ดื่มน้ำอัดลมของอาเซียน แต่ดื่มนมเป็นอันดับที่ 68 ของโลก

นายกฯ เผย คนไทยแชมป์ดื่มน้ำอัดลมของอาเซียน แต่ดื่มนมเป็นอันดับที่ 68 ของโลก พร้อมชวนคนไทยงดสูบบุหรี่และหันมาดื่มนม

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับประชาชนผ่านรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า เนื่องในโอกาส วันงดสูบบุหรี่โลก (31 พ.ค. 61) และ วันดื่มนมโลก (1 มิ.ย. 61) ของทุกปี จึงมีการรณรงค์ให้ทำในสิ่งที่ดี คือ การดื่มนม และละเว้นในสิ่งที่ไม่ดี คือ การงดสูบบุหรี่ ซึ่งตรงกับคำสอนของพระพุทธศาสนาที่ว่า “ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์”

ทั้งนี้ ศาสนาอื่นๆ ยังมีคำสอนของพระศาสดาที่ไม่แตกต่างกันนัก มุ่งสอนให้ทุกคนเป็นคนดี อีกทั้งรัฐบาลได้มีแนวทางในการผลักดัน พ.ร.บ.ยาสูบ (ฉบับใหม่) ในปีที่ผ่านมานั้น โดยมีเจตนาที่ต้องการจะปกป้องเยาวชนไม่ให้เป็นนักสูบหน้าใหม่ คุ้มครองผู้คนรอบข้างให้ปลอดภัย ไม่ให้เป็นผู้รับควันบุหรี่มือสอง และลดจำนวนผู้สูบลง อาทิ การห้ามขายบุหรี่ให้เด็ก การจำกัดพื้นที่สูบ การจำกัดช่องทางการเข้าถึง เป็นต้น ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจอยากเลิกบุหรี่ สามารถโทรปรึกษารับคำแนะนำ ได้ที่ “สายด่วน 1600” ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ

สำหรับสถิติที่คนไทยดื่มน้ำอัดลม เป็นอันดับ 1 ของอาเซียนการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นอันดับ 5 ของโลก แต่กลับดื่มนมอยู่ในอันดับที่ 68 ของโลกนั้น รัฐบาลจึงพยายามสนับสนุนให้คนไทยดื่มนมมากขึ้น และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมมือกันพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรโคนม พร้อมเสริมสร้างสุขภาพคนไทยให้แข็งแรง โดยงดเว้นการสูบบุหรี่

รวมทั้งสนับสนุนส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากข้าวให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ตามลำดับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลได้สนับสนุนให้เกษตรกรเพาะปลูกข้าวพันธุ์ กข 43 ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณสมบัติพิเศษ เพราะว่ามีปริมาณน้ำตาลต่ำ โดยได้ผ่านการวิจัยรับรองคุณสมบัติ จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ฯ ของสถาบันอุดมศึกษาแล้ว ซึ่งจะเป็นการขยายผลการค้าให้มีมูลค่าสูงและน่าสนใจเชิงพาณิชย์มากขึ้น

จ่อปลดล็อกอาชีพสงวน วิศวกร – สถาปัตย์ – บัญชี ให้ต่างด้าวทำ

รมว.แรงงาน เผย ผลการหารือยังไม่ได้ข้อสรุปถึงการกำหนดอาชีพให้คนต่างด้าวทำ บัญชี สถาปนิก วิศวกร ได้หรือไม่ ยืนยันยึดถือผลประโยชน์แรงงานไทยและประเทศชาติเป็นสำคัญ

วันนี้ (1 มิ.ย.61) พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพตามข้อตกลงยอมรับร่วมในเรื่องคุณสมบัติของนักวิชาชีพอาเซียน (MRAs) ร่วมกับผู้แทนทั้ง 3 สภา ได้แก่ สภาวิศวกร สภาวิชาชีพบัญชี และสภาสถาปนิก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และทีดีอาร์ไอ ณ ห้องประชุมประสงค์รณะนันทน์ ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน

โดยกล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ปฏิบัติตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 ฉบับแก้ไข พ.ศ.2561 โดยได้ทบทวนอาชีพของคนไทยที่สงวนไว้จำนวน 39 อาชีพ ซึ่งได้ข้อยุติว่าอาชีพสงวนไว้สำหรับคนไทย จำนวน 28 อาชีพ และอนุญาตให้คนต่างด้าวทำได้ภายใต้เงื่อนไข จำนวน 11 อาชีพ ส่วนอาชีพนักบัญชี สถาปนิก และวิศวกร ได้ทำตามเงื่อนไขของข้อตกลงระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนโดยให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานภายใต้เงื่อนไขกฎหมายของแต่ละประเทศ ซึ่งทั้ง 3 อาชีพ แรงงานต่างด้าวจะต้องไม่ได้เป็นนายจ้าง แต่เป็นลูกจ้าง ภายใต้การกำกับโดยนายจ้างคนไทยเท่านั้น

พล.ต.อ.อดุลย์ฯ กล่าวต่อว่า จากการหารือกับทั้ง 3 สภาวิชาชีพในวันนี้ เพื่อต้องการให้เกิดความชัดเจน เบื้องต้นได้รับหลักการจากสภาวิชาชีพแต่ละแห่งไว้ก่อน ซึ่งจะต้องนำข้อคิดเห็นทั้งหมดกลับมาพิจารณาทบทวนให้รอบด้าน โดยคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของแรงงานไทยและประเทศชาติ ซึ่งได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงแรงงานนำข้อคิดเห็นจากทุกฝ่ายไปประมวลและเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาประชุมโต๊ะเล็กอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนภายในเดือนมิถุนายนนี้