พม. ลงพื้นที่เยียวยาจิตใจครอบครัวเด็ก 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง

กระทรวงพัฒนาสังคมฯ ลงพื้นที่ช่วยเหลือเยียวยาจิตใจครอบครัวเด็กและเยาวชน 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย

วันนี้ (27 มิ.ย. 61) เวลา 13.30 น. ที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สะพานขาว กรุงเทพฯ นางสุภัชชา สุทธิพล โฆษกกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เปิดเผยว่า จากกรณีนักฟุตบอลเด็กและเยาวชนอายุ 11-16 ปี 12 คน และผู้ฝึกสอนอายุ 25 ปี 1 คน รวม 13 คน ซึ่งเดินทางไปเที่ยวที่ถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย และหายตัวไปตั้งแต่วันที่ 23 มิ.ย. 2561 ซึ่งขณะนี้ยังไม่พบตัวเด็ก โดยทีมค้นหายังปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง และมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ให้การสนับสนุนเข้าร่วมปฏิบัติการ


กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจดูแลเด็กและเยาวชน มีความห่วงใยเด็กและเยาวชนกลุ่มดังกล่าวโดยทีม One home จังหวัดเชียงราย (ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม.ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย) ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตามภารกิจด้านเด็กและเยาวชน ของกระทรวง พม.

โดยได้การดำเนินการแบ่งเป็น 2 ทีม คือ ทีมที่ 1 ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือดูแลเยียวยาอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านสภาพจิตใจ และด้านร่างกายให้แก่ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และญาติที่ติดตามความคืบหน้าของเด็กและเยาวชนที่สูญหาย ณ จุดเกิดเหตุ ส่วนทีมที่ 2 ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเด็กและเยาวชนที่สูญหาย เพื่อประเมินสภาพความเป็นอยู่ และดำเนินการเยียวยาสภาพจิตใจแก่ญาติของเด็กและเยาวชนที่ติดตามความคืบหน้าอยู่ที่บ้าน

พร้อมทั้งประเมินทางสังคมเพื่อให้การช่วยเหลือด้านอื่นๆ เป็นรายกรณี นอกจากนี้ ยังมีทีมเจ้าหน้าที่กระทรวง พม. ในพื้นที่ร่วมปฏิบัติงานตามแผนการที่ทางจังหวัดฯวางไว้จนกว่าจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนทั้ง 13 คน

ทั้งนี้ ในช่วงฤดูฝนและมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ขอความร่วมมือให้พ่อแม่ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด และหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดภัยธรรมชาติต่างๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะดังกล่าวขึ้นอีก

ศิริมีเดีย จับมือ มศว. ผลิตบัณฑิตพันธ์ใหม่สู่อุตสาหกรรม 4.0

ศิริมีเดีย จับมือ มศว. ตั้งศูนย์ปฏิบัติการเชิงรุกด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการตลาด ผลิตบัณฑิตพันธ์ใหม่สู่อุตสาหกรรม 4.0

สภาพเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันประเทศไทยประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะ จึงส่งผลต่อการพัฒนาไปสู่ “อุตสาหกรรม 4.0” หากไทยไม่สามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ ส่งผลให้เกิดการชะลอการลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศจะลดลงได้ ดังนั้นการพัฒนาทุนมนุษย์นอกจากเป็นเป้าหมายหลักสำคัญแล้ว ยังถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนา และขับเคลื่อนการดำเนินงานในทุกมิติ

จึงมีนโยบายในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เริ่มจากการร่วมมือพัฒนาตั้งแต่ในระดับของสถาบันการศึกษาที่มีการผลิตนักเรียนนิสิตให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน สามารถประกอบอาชีพได้และต่อเนื่องมาสู่การพัฒนาแรงงานในตลาดแรงงานให้มีทักษะและเพิ่มขีดสมรรถนะในการปฏิบัติงาน ตลอดจนให้ประชาชนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจความตระหนักและทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์ (Digital Literacy) ต่อไป

จากเหตุผลข้างต้นรัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการพัฒนาทุนมนุษย์เช่นกัน จึงกำหนดนโยบาย “มหาวิทยาลัย 4.0” เป็นหนึ่งในวาระชาติโดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างคนที่มีความพร้อม มีความคิดสร้างสรรค์ ตรงตามความต้องการตลาด และเพื่อสร้างคนที่จะไปสร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และสร้างสังคมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลให้ได้นั้น การเปิดโลกทัศน์การเรียนรู้ การพัฒนาทักษะต่าง ๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่นิสิตจากประสบการณ์การทางานจริงในตลาดแรงงาน จึงเป็นภารกิจสำคัญ ของสถาบันการศึกษาในยุคเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลขณะนี้

ล่าสุดบริษัท ศิริมีเดีย จำกัด บริษัทในเครือ บริษัท ศิริวัฒนาอินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มีความพร้อมและศักยภาพในการผลิตนิสิตที่มีคุณภาพสู่ตลาดแรงงาน เห็นความสำคัญของการมีประสบการณ์การทางานจริงของนิสิตก่อนก้าวไปสู่การเป็นแรงงานที่มีศักยภาพและคุณภาพต่อตลาดแรงงานเช่นกัน

จึงตัดสินใจร่วมมือกับมหาวิทยาลัยดำเนินการภายใต้ “โครงการความร่วมมือจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการเชิงรุกด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการตลาดระหว่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และบริษัท ศิริมีเดีย จำกัด” ซึ่งก่อให้เกิดการบูรณาการการทำงานเชิงรุกร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน มีการบริหารงานเชิงธุรกิจ มีการนาเทคโนโลยีสากลที่ทันสมัยมาใช้ในการสร้างสรรค์ พัฒนานวัตกรรมที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อสังคม

คุณธาวินี สามัตถิยดีกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มีเดีย จำกัด กล่าวว่า การร่วมมือครั้งนี้เป็นการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้แบบพลวัตจากผู้เชี่ยวชาญที่ศูนย์ฯ คัดสรรทั้งด้านความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะแก่นิสิตที่เข้าร่วมโครงการ และฝึกประสบการณ์จริง บริหารจัดการกลไกในการสอนงาน (Coaching) มอบหมายงาน ติดตาม ประเมินผลงานของนิสิตภายในศูนย์ฯ

สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดเพิ่มโอกาสทางการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ และเป็นหน่วยงานที่เปิดโอกาส ให้นิสิตได้เข้ามามีส่วนร่วมตามกลไกการทางานของศูนย์ฯ ในการฝึกประสบการณ์การทางานจริง สามารถสะสมผลงาน (Portfolio) เพิ่มศักยภาพและความเข้มแข็งก่อนก้าวสู่ตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ กลไกการทางานของศูนย์ฯ ยังสามารถต่อยอดและขยายผลให้เกิด ความยั่งยืนในการดาเนินการ และขยายฐานในการนาเทคโนโลยีไปสู่งานวิจัยและถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนการบริการทางวิชาการแก่ชุมชน สังคม ร่วมพัฒนาศักยภาพผลิตบัณฑิตพันธ์ใหม่ 4.0 ให้กับมหาวิทยาลัยมาร่วมพัฒนาประเทศชาติได้ต่อไปในอนาคต

นายกฯ ยินดีไทยติดอันดับ 4 ว่างงานน้อยที่สุดในโลก

นายกฯ ยินดีไทยติดอันดับ 4 ว่างงานน้อยที่สุดในโลก ย้ำรัฐบาลส่งเสริมการมีงานทำอย่างจริงจัง พร้อมอธิษฐานให้เด็กติดถ้ำ 13 ชีวิต และเจ้าหน้าที่แคล้วคลาดปลอดภัย

วันนี้ (27 มิ.ย. 61) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยินดีที่ได้รับทราบข้อมูลจากเว็บไซต์ Trading Economics.com และ Index mundi.com ซึ่งได้นำเสนออัตราการว่างงานของ 215 ประเทศทั่วโลก และปรากฏว่าประเทศไทยมีอัตราการว่างงานน้อยที่สุดเป็นอันดับที่ 4 ของโลก โดยมีอัตราการว่างงานเพียงร้อยละ 1.2 จากจำนวนประชากรทั้งหมดราว 66.2 ล้านคน

นายกฯ เน้นย้ำว่ารัฐบาลพยายามควบคุมอัตราการว่างงานให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำ เข้าถึงการจ้างงานที่สะดวกรวดเร็ว เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว เช่น จัดตั้งศูนย์บริการจัดหางานเพื่อคนไทยทั่วประเทศ จัดกิจกรรมนัดพบแรงงาน จ้างงานผู้สูงอายุ คนพิการ และนักศึกษา บริการแนะแนวอาชีพ จัดตั้งกองทุนเพื่อผู้รับงานไปทำที่บ้าน และบริการจัดหางานบนมือถือผ่าน Smart Job Application เป็นต้น จึงถือเป็นข่าวดี ๆ อีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้กระทรวงแรงงานบูรณาการร่วมกับทุกฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาการว่างงานโดยเฉพาะผู้ที่จบปริญญาตรีให้มีงานทำโดยเร็วด้วย