การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่วเพิ่มเติมให้กับทีมแพทย์

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเผย พร้อมเป็นหน่วยงานหลักด้านระบบไฟฟ้าและสนับสนุนทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติภารกิจ ณ ถ้ำหลวง จังหวัดเชียงราย

วันนี้ (วันที่ 30 มิถุนายน 2561 เวลา 14.30 น.) นายธีรพงษ์ บุรีรักษ์ ผู้อำนวยการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 1 (ภาคเหนือ) จังหวัดเชียงใหม่ ประชุมเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติงานและสรุปผลการดำเนินการที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยกับเจ้าหน้าที่ทุกคน

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ขอให้ความมั่นใจว่ามีสายไฟฟ้าเตรียมพร้อมอย่างเพียงพอในการสนับสนุนทุกหน่วยงาน ดังนี้

1. สายไฟฟ้าพิเศษชนิดกันนำ้ nyy จำนวน 13,700 เมตร เพื่อใช้กับระบบสูบน้ำ เพียงอย่างเดียว

2. ระบบแสงสว่างบริเวณถ้ำ
– การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคติดตั้งหม้อแปลงขนาด 30 เควีเอ เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้ระบบแสงสว่าง บริเวณสถานที่ปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน รวมถึงบริเวณปากถ้ำและทางเดิน

3. การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้า จำนวน 4 เครื่อง เพื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับเครื่องสูบน้ำภายในถ้ำ ดังนี้

▪ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด 500 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง จ่ายไฟให้ระบบสูบน้ำภายในถ้ำ

▪ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด 120 กิโลวัตต์ จำนวน 1 เครื่อง สำหรับสำรองจ่ายกระแสไฟฟ้า

▪ เครื่องกำเนิดไฟฟ้า ขนาด 60 กิโลวัตต์ จำนวน 2 เครื่อง จ่ายกระแสไฟฟ้าให้เครื่องสูบน้ำในถ้ำ จำนวน 1 เครื่องและสำรองจ่ายกระแสไฟฟ้า จำนวน 1 เครื่อง

▪ ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้ารั่ว (RCD) เพิ่มเติมให้กับทีมแพทย์ เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจัดกำลังเจ้าหน้าที่จำนวน 30 คน และชุดปฏิบัติงาน 3 ชุด จำนวน 30 คน พร้อมจัดชุดสับเปลี่ยนปฏิบัติงาน จำนวน 40 คน รวม 100 คน โดยปฏิบัติงานตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ความช่วยเหลือในการค้นหาอย่างต่อเนื่อง

ภาพและข้อมูล
– การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอแม่สาย
– การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคสาขาแม่จัน

​เร่งฝึกครู! เพิ่มทักษะความปลอดภัยทางน้ำ นำร่อง 30 โรงเรียน

ฝึกครูเพิ่มทักษะความปลอดภัยทางน้ำ นำร่อง 30 โรงเรียน หลังสำรวจพบเด็กรู้วิธีเอาตัวรอดแค่ 5%

วันที่ ( 30 มิ.ย.61 ) ที่ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดครูฝึกทักษะการว่ายน้ำและความปลอดภัยทางน้ำ ในหัวข้อ “ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ Stop Drowning Start Doing”

จากนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ห่วงใยเรื่องสถิติผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานดำเนินงานอย่างเข้มข้นตลอดปี เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของเด็ก จึงเกิดโครงการต่างๆ เช่น โครงการชุมชนปลอดภัย โครงการเด็กไทยปลอดภัย โดยมีครูจากโรงเรียน 20 โรง เข้าร่วม

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล เปิดเผยว่า การเสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็กวัยเรียนกลุ่มอายุ 5-9 ปี ในปี 2558 อัตราการตาย 6 ต่อ 100,000 คน ซึ่งเด็กวัยนี้ส่วนใหญ่เสียชีวิตในแหล่งน้ำชุมชนที่เด็กอาศัยอยู่ หรือในเส้นทางจากบ้านไปโรงเรียน ขณะเกิดเหตุผู้ดูแลหรือพ่อแม่ไม่ได้เฝ้าดูใกล้ชิด

เพราะเห็นว่าเป็นวัยเริ่มวิ่งเล่นกับเพื่อนนอกบ้านได้ และคิดว่าเด็กรู้ความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงภัยได้ด้วยตนเอง ปัจจัยที่เสียชีวิตจากการจมน้ำของเด็ก พบว่า สาเหตุมาจาก

1. ความรู้เท่าไม่ถึงความเสี่ยงของแหล่งน้ำนั้น และไปเล่นในพื้นที่เสี่ยง เช่น ไปเล่นน้ำในแม่น้ำ ลำคลองขนาดใหญ่ กว้าง ลึก มีกระแสน้ำเชี่ยวแรง เล่นน้ำบ่อขุด ไม่รู้ความลึกของน้ำ สระว่ายน้ำที่ไม่มีผู้ใหญ่เฝ้าดูแล รวมทั้งพื้นที่ใกล้แหล่งน้ำแล้วเกิดพลัดตก

2. เด็กขาดทักษะช่วยตนเองและช่วยผู้อื่นเมื่อตกน้ำ เช่น ว่ายน้ำไม่เป็นและเล่นน้ำโดยไม่คิดว่าเป็นอันตราย ว่ายน้ำคนเดียวโดยไม่มีผู้ใหญ่ไปด้วย กระโดดลงไปช่วยเหลือคนตกน้ำจนจมน้ำเอง

“ผลสำรวจจากศูนย์วิจัยฯ พบว่า นักเรียนชั้นประถมปีที่ 1 ช่วงอายุ 6-7 ปี ในโรงเรียนกลุ่มขาดโอกาสและยากจนที่จัดเป็นกลุ่มวัยเสี่ยงต่อการจมน้ำเสียชีวิตนั้น ไม่มีทักษะชีวิตที่จะป้องกันตนเองให้รอดปลอดภัยจากการจมน้ำ มีนักเรียนเพียง ร้อยละ 5 ที่สามารถบอกความเสี่ยงที่นำไปสู่การตกน้ำจมน้ำได้ และยังไม่รู้จักและวิธีการใช้เสื้อชูชีพ และหากเห็นเพื่อนตกน้ำกำลังจะจมน้ำ จะพยายามกระโดดไปช่วยด้วยตนเอง โดยไม่รู้จักการร้องขอความช่วยเหลือก่อน ซึ่งถือว่าเด็กขาดทักษะการป้องกันตนเองและการช่วยเหลือตนเองเมื่อตกน้ำ” รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมสนับสนุน 30 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อดำเนินงานทักษะความปลอดภัยทางน้ำ ที่เป็นทักษะชีวิต เพื่อให้รอดจากการจมน้ำเสียชีวิตได้ กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่จัดเป็นกลุ่มเสี่ยง โดยมีการเรียนรู้และสร้างทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5 เรื่อง ได้แก่

1. เรียนรู้สิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการจมน้ำ

2. รู้จักอุปกรณ์ความปลอดภัยและใส่เสื้อชูชีพก่อนทุกครั้ง เมื่อเดินทางทางเรือหรือมีกิจกรรมทางน้ำ

3. ไม่กระโดดลงไปช่วยคนตกน้ำ ให้ใช้การตะโกน ยื่นไม้ โยนเชือก

4. ลอยตัวในน้ำได้อย่างน้อย 3 นาที เพื่อรอการช่วยเหลือ

5. เคลื่อนตัวหรือว่ายจากท่าลอยตัว เข้าสู่ฝั่งได้อย่างน้อย 15 เมตร โดยคาดหวังว่าจะมีตัวอย่างโรงเรียนที่มีการจัดการความปลอดภัยและรูปแบบการเรียนการสอนเรื่องนี้อย่างหลากหลาย ทั้งนี้เพื่อช่วยลดอัตราการเสียชีวิตการจมน้ำในกลุ่มอายุ 5-9 ปี ได้รวดเร็วและยั่งยืน

วิกฤตเต่าทะเลอ่าวไทย พบตายแล้ว 30 ตัว

วิกฤตเต่าทะเลอ่าวไทย พบตายแล้ว 30 ตัว สาเหตุการตายของเต่าทะเลที่เพิ่มมากขึ้นมาจากเครื่องมือทำประมง ขยะทะเล เช่น เศษเชือก เศษอวน ถุงพลาสติก

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 61 สพ.ญ.วัชรา ศากรวิมล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จังหวัดชุมพร พร้อมทีมงานได้ลงมาผ่าพิสูจน์ตรวจกระเพาะอาหาร และเก็บตัวอย่างอวัยวะเพื่อหาสาเหตุการตายของเต่าทะเล 3 ตัวที่พบลอยมาเกยชายหาดบนเกาะสมุย และจากที่ผ่าพิสูจน์พบว่าเต่าบางตัวที่กระเพาะอาหารมีเศษถุงพลาสติก เศษอวนอยู่ภายในด้วย

สพ.ญ.วัชรา ศากรวิมล นายสัตวแพทย์ปฏิบัติการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จังหวัดชุมพร เปิดเผยว่า จากสถิติของศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จังหวัดชุมพร พบซากเต่าทะเลตายในปี พ.ศ. 2561 ถึง 30 ตัว และในเดือนมิถุนายนนี้ ที่เกาะสมุยพบเต่าทะเลตายเกยชายหาดถึง 3 ตัว ทำให้บ่งบอกได้ว่าสถานการณ์การตายของเต่าทะเลในอ่าวไทยเข้าขั้นวิกฤต อีกทั้งเต่าทะเลยังขึ้นมาว่างไข่บนฝั่งได้น้อยลง

สำหรับสาเหตุการตายของเต่าทะเลที่เพิ่มมากขึ้นมาจากเครื่องมือทำประมง ขยะทะเล เช่น เศษเชือก เศษอวน ถุงพลาสติก ทั้งนี้ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยตอนกลาง จังหวัดชุมพร ยังทำหน้าที่ปฐมพยาบาล โลมา เต่าทะเล และสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งจากถูกอวนประมง หรือเครื่องมือทำประมง ถ้ามีการแจ้งเข้ามา หรือชาวบ้านพบเห็นนำมาส่งมอบให้ ทางศูนย์ฯ ก็จะทำการรักษาก่อนปล่อยคืนสู่ทะเลต่อไป