เปิดไทม์ไลน์ 13 ชีวิต สูญหายถ้ำหลวง จ.เชียงราย

โค้ชและนักเตะเยาวชน รวม 13 ชีวิต เข้าไปติดอยู่ภายในถ้ำหลวง ในวนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ได้อย่างไร ไปติดตามได้จากรายงาน

ย้อนกลับไปเมื่อ 23 มิถุนายน เวลาประมาณ 09.00 น. ทีมฟุตบอล “หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย” เดินทางมาฝึกซ้อมฟุตบอล ที่สนามบ้านจ้อง ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย จนประมาณ 11.30 น. ทีมได้เลิกซ้อม ก่อนที่นายเอกพล จันทรวงค์ วัย 25 ปี ผู้ฝึกสอน พร้อมนักเตะเยาวชน วัยตั้งแต่ 11 – 16 ปี รวม 13 ชีวิต จะพากันขี่จักรยานไปเที่ยว “วนอุทยานถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน” ก่อนเข้าไปในถ้ำหลวง แต่ปรากฏว่าเกิดฝนตกหนัก ระดับน้ำในถ้ำเพิ่มขึ้นสูง ทั้งหมดจึงติดอยู่ภายใน ไม่สามารถออกมาได้

ประมาณ 19.00 น. ทางผู้ปกครองได้แจ้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ว่าเด็กๆที่ไปฝึกซ้อมฟุตบอล ยังไม่กลับบ้าน กระทั่งตำรวจภูธรแม่สาย ได้รับแจ้งมีเด็กๆหายเข้าไปในถ้ำ จึงมีการระดมกำลังหน่วยกู้ภัย และผู้เชี่ยวชาญ เข้าค้นหาตลอดทั้งคืน จนพบรองเท้าแตะ 12 คู่ และกระเป๋า ตกอยู่กับพื้น บริเวณที่ทีมกู้ภัยเข้าไปค้นหา

ล่วงเลยเข้าสู่วันที่ 24 มิถุนายน ปฏิบัติการช่วยเหลือ ยังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางอุปสรรค จากสภาพพื้นที่ ตลอดจนกระแสน้ำในถ้ำที่ไหลแรงและเพิ่มสูง จนกระทั่ง 21.00 น. นักประดาน้ำชุดแรกที่เข้าไป ออกมาเผยว่า เห็นรอยนิ้วมือคน ตามจุดที่สำรวจ

25 มิถุนายน / การค้นหาคืบหน้าไปอีกขั้น เมื่อหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ ส่งหน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือ “หน่วยซีล” 18 นาย ร่วมปฏิบัติการ กระทั่งมีรายงาน พบรอยเท้า, รอยฝ่ามือ, เศษเชือก รวมไปถึงโทรศัพท์มือถือ ท่ามกลางความหวังว่า ทุกคนจะปลอดภัย

ขณะที่ครอบครัวผู้ประสบเหตุ และประชาชนทั่วไป ยังลุ้นระทึก-เอาใจช่วย ทั้งผู้ที่ติดอยู่ในถ้ำและทีมช่วยเหลือ นอกจากนี้ ก็มีการเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ นายเอกพล ผู้เป็นโค้ช เคยพาเด็กๆเข้าไปในในถ้ำแห่งนี้มาแล้ว เมื่อ 30 ธันวาคม 2559 จากหลักฐานภาพถ่ายที่ถูกโพสต์ลงเฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดีย จึงตั้งข้อสงสัยว่า ด้วยอุสรรคทางธรรมชาติที่มีมากมาย เหตุใดผู้เป็นโค้ช จึงยังพาเด็กๆเข้าไปในถ้ำ ทั้งที่เป็นหน้าฝน

สำหรับสภาพธรณีวิทยาภายในถ้ำหลวง พบว่า เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่ ปากถ้ำเป็นโถงกว้าง / ภายในมีหินงอก หินย้อยสวยงาม, มีน้ำซับตลอดทั้งปี และมีน้ำไหลในช่วงฤดูฝน / ถ้ำแห่งนี้ มีเส้นทางคดเคี้ยว บางช่วงเดินเข้าถึงได้ง่าย บางช่วงมีเพดานต่ำ ทำให้สำรวจมักสิ้นสุดที่ “ห้องลับแล” เนื่องจากทางไปโถงอื่น เต็มไปด้วยอุปสรรค / ด้านนักธรณีวิทยาจัดลำดับให้ถ้ำหลวง เป็นถ้ำที่ยาวเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย จากระยะทาง 10,316 เมตร

แพทย์เผยร่างกายขาดอาหารได้กว่า 30 วัน -น้ำ 1 สัปดาห์

รองอธิบดีกรมอนามัย เผยร่างกายคนเรา สามารถอดอาหารได้กว่า 30 วัน ส่วนน้ำได้ไม่เกิน 1 สัปดาห์

นายแพทย์ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีการค้นหาทีมนักเตะเยาวชน “หมูป่า” พร้อมโค้ช รวม 13 คน จากตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ที่ผลัดหลงอยู่ภายในถ้ำหลวง เขตวนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ตั้งแต่เย็นวันที่ 23 มิถุนายนที่ผ่านมา ว่า โดยปกติร่างกายของคนทั่วไปจะทนต่อภาวะขาดอาหารได้ 30 – 60 วัน อาจทำให้น้ำหนักตัวลดลงร้อยละ 30 ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล ยิ่งอายุน้อยความแข็งแรงของร่างกาย มีมากกว่าคนอายุ 40 ปีขึ้นไป

นอกจากนี้ ร่างกายคนปกติทั่วไปจะทนต่อภาวะขาดน้ำได้ 3-7 วัน หรือไม่เกิน 1 สัปดาห์ ซึ่งคาดว่าในถ้ำยังพอมีน้ำให้ดื่มประทังชีวิต ยืดระยะเวลาการมีชีวิตอยู่ได้และหากมีความจำเป็นสามารถดื่มน้ำปัสสาวะได้ เนื่องจากน้ำปัสสาวะเกิดจากสารบางอย่าง เช่น โซเดียมคลอไรด์ อิเล็กโทรไลต์ ที่เกินความจำเป็นในร่างกายที่ขับออกมา จึงไม่ใช่ของเสีย

นายแพทย์ดนัย ยังกล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคืออากาศหายใจ เพราะคนทั่วไปจะหมดสติ หากขาดอากาศหายใจเกิน 2 นาที ยิ่งอยู่ด้วยกันจำนวนมาก ออกซิเจนจะยิ่งลดน้อยลงทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย แต่เชื่อว่าสภาพในถ้ำมีช่องให้ลมผ่านเข้าออก ย่อมส่งผลดีต่อผู้ประสบภัย โดยหลังจากช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้แล้ว ทีมแพทย์ในพื้นที่ ต้องเตรียมพร้อมสำหรับในการตรวจร่างกาย และเยียวยาสภาพจิตใจ

หน่วยซีลลุยค้นหา 13 ชีวิตติดถ้ำอีกครั้งเช้านี้ เชื่อยังรอด

ผู้บัญชาการหน่วยซีล เชื่อมั่นว่านักฟุตบอลเยาวชน พร้อมโค้ช ที่หลงในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน 13 ชีวิต ยังคงปลอดภัย แม้ฝนตกต่อเนื่อง พร้อมส่งกำลังเข้าค้นหาต่อในเช้าวันนี้ (26 มิ.ย.61)

หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ ได้ส่งหน่วยทำลายใต้น้ำจู่โจม หรือหน่วยซีล เข้าปฏิบัติการค้นหา 13 ชีวิต ที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง วนอุทยานถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดของวานนี้ (25 มิ.ย.) และออกจากถ้ำชุดแรก เวลา 13 นาฬิกา เนื่องจากถังออกซิเจนหมด เปลี่ยนให้ชุด 2 ปฏิบัติการต่อเนื่อง และยุติการปฏิบัติการแล้ว ในช่วงเวลาประมาณ 18 นาฬิกา หลังในพื้นที่มีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระดับน้ำภายในถ้ำยังเพิ่มสูงขึ้นเฉลี่ยชั่วโมงละ 10 เซนติเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ ขณะที่ตลอดทั้งวันของการค้นหา พบเพียงร่องรอยเท้าของกลุ่มผู้สูญหาย แต่ยังไม่พบตัว

โดยพลเรือตรี อาภากร อยู่คงแก้ว ผู้บัญชาการ หน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองเรือยุทธการ หรือหน่วยซีล เปิดเผยว่า การดำเนินภารกิจภายในถ้ำมีความซับซ้อน โดยมีปัญหาเรื่องปริมาณน้ำฝนที่ท่วมปิดปากถ้ำ และมีเม็ดกรวด เม็ดทรายทับถมกันเป็นจำนวนมาก จนทำให้นักประดาน้ำชุดอื่นเข้าไปช่วยได้ยาก ซึ่งหน่วยซีลสามารถเข้าไปในระยะที่ 3 กิโลเมตร เป็นจุดที่แคบที่สุด และมีน้ำท่วมในระดับความลึกประมาณ 5 เมตรได้แล้ว พร้อมได้ทะลุทะลวงผ่านช่องทางดังกล่าวไปจนสำเร็จ แต่อุปสรรคที่พบคือ มืดสนิท แต่โชคดีที่ยังมีอากาศหายใจ จึงเชื่อได้ว่าทุกคนยังปลอดภัยแน่นอน

ขณะที่นาวาเอกอนันต์ สุราวรรณ ผู้บัญชาการ กรมรบพิศษที่ 1 ทหารเรือ ซึ่งเป็นหัวหน้าชุดชีล คาดว่าจุดที่เด็กๆ เข้าไปยังคงเป็นจุดเดิม คือสามแยกและมีโพรงเข้าไปภายใน โดยมีน้ำท่วมเป็นแอ่งใหญ่ น้ำสูงไม่ถึง 2 เมตร แต่ช่วงเพดานนั้นต่ำ ทำให้ยากลำบากที่ต้องหมอบเข้าไป แต่ในโถงกลางนั้นจะมีความกว้าง ประมาณ 50 คูณ 50 จากจำนวนวันที่หายไปคาดว่าตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่

แต่ปัญหาอยู่ที่การตามต่อในเส้นทางจะต้องดำน้ำไป เมื่อไปได้ประมาณ 300 เมตรก็ต้องกลับมา โดยระหว่างลอดไปจะมีเนินทราย ซึ่งจะเห็นร่องรอยอยู่ สันนิฐานว่าตอนเด็กเข้าไปน้ำอาจจะยังไม่มี แต่พอน้ำมามากก็ไม่กล้าข้ามกลับมา ทำให้ต้องเดินต่อไป ทำให้ระยะที่พวกเขาอยู่ห่างจากปากถ้ำไปเรื่อยๆ

และนอกจากหน่วยซีลแล้ว ยังมีปฏิบัติการจาก ตชด. , ป่าไม้ และฝ่ายปกครอง ที่สำรวจภูมิประเทศด้านบน เพื่อหาช่องทางเข้าไปในถ้ำอีกให้ได้ นอกเหนือไปจากช่องทางเข้าถ้ำตามปกติ รวมทั้งทาง ตชด.จะนำ ฮ.บิน สำรวจช่องทางอื่นอีก

ขณะที่พ่อแม่ผู้ปกครองรวมทั้งญาติของเด็กและโค้ชทีมฟุตบอล หมูป่าอะคาเดมีแม่สาย ทั้ง 13 คนที่ติดอยู่ในถ้ำหลวง ยังคงรออยู่ด้านนอกด้วยความหวัง ไม่ยอมกลับบ้าน

และล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าค้นหาช่วยเหลือทั้ง 13 ชีวิต อีกครั้งในช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยคาดว่าเด็กๆ ยังคงปลอดภัย