เตรียมขยายลาคลอดบุตรจาก 90 เป็น 98 วัน

กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เตรียมเสนอร่างกฎหมายปรับเพิ่มสิทธิวันลาคลอดบุตรให้ลูกจ้างหญิงตั้งครรภ์จาก 90 วัน เป็น 98 วัน พร้อมให้สิทธิลาตรวจครรภ์ก่อนคลอดเป็นวันลาเพื่อคลอดบุตรด้วย

นายอนันต์ชัย อุทัยพัฒนาชีพ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า กสร. ได้เตรียมผลักดันในการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน โดยเฉพาะการให้ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์มีสิทธิลาเพื่อตรวจครรภ์ก่อนคลอดบุตรโดยให้ถือเป็นวันลาเพื่อคลอดบุตร และปรับเพิ่มสิทธิวันลาเพื่อคลอดบุตร จากเดิมที่สามารถลาคลอดบุตรหนึ่งครรภ์ได้ 90 วัน เป็น 98 วัน

ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 183 ว่าด้วยสิทธิการคุ้มครองความเป็นมารดาซึ่งได้กำหนดให้ภาครัฐต้องดูแลผู้หญิงตั้งครรภ์ ระหว่างและหลังคลอด และต้องให้วันหยุดมารดาหลังคลอด 14 สัปดาห์ โดยให้นับรวมการลาเพื่อตรวจครรภ์และลาคลอดบุตรใน 98 วัน เนื่องจากเป็นสิทธิการลาประเภทเดียวกัน

ขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงานกรรมการกฤษฎีกาและหากร่างดังกล่าวผ่านก็จะนำเสนอให้ สนช. พิจารณาเพื่อประกาศเป็นกฎหมายต่อไป

อธิบดีกสร. กล่าวต่อไปว่า สำหรับประเด็นที่มีการเสนอให้ออกกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดสวัสดิการตามมาตรา 95 แห่งพ.ร.บ.บัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เกี่ยวกับการจัดสิ่งแวดล้อมให้สิ่งแวดล้อม ให้ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นั้น ที่ผ่านมา กสร. ได้ดำเนินการส่งเสริมให้มีการจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้นายจ้าง ลูกจ้างเห็นความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ซึ่งการจัดสวัสดิการนอกเหนือกฎหมายกำหนดและเป็นการดำเนินการโดยความสมัครใจและขึ้นอยู่กับความพร้อมของนายจ้างทั้งในเรื่องสถานที่ การบริหารจัดการและค่าใช้จ่าย ดังนั้นการจะออกกฎหมายดังกล่าวจะต้องมีการศึกษาและรับฟังความคิดเห็นจากนายจ้าง ลูกจ้างและผู้ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อน

สกัดจับกลุ่มเด็กแว้น ยึดจักรยานยนต์และอุปกรณ์แต่งรถจำนวนมาก

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล สนธิกำลังสกัดจับกลุ่มเด็กแว้นพร้อมยึดจักรยานยนต์และอุปกรณ์แต่งรถจำนวนมาก

เมื่อเวลา 03.00 น.วันที่ 30 มิ.ย.61 พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.พร้อมด้วย พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบก.จ.ปทุมธานี พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวร่วมกับ ตำรวจภูธรภาค 1 ตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ร่วมกันจับกุมกลุ่มเด็กแว้น พร้อมยึดรถจยย.ของกลางได้กว่า 200 คัน นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ท่อไอเสียชุดแต่งรถที่ไม่ได้มาตรฐานอีกจำนวนมาก

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. เปิดเผยว่า กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 แถลงผลการปฏิบัติการกวดขันและป้องกันการแข่งขันรถในทางสาธารณะและเด็กหรือเยาวชนประพฤติตนไม่สมควรฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.22 และ 46/2558 รัฐบาลได้มีนโยบายให้หน่วยงานต่างๆแก้ไขปัญหาเยาวชนรวมกลุ่มกันแข่งขันรถจักรยานยนต์ในทางสาธารณะ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนผู้ใช้รถในทางและที่พักอาศัยตามพื้นที่ต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้สนองนโยบายของรัฐบาลเรื่องมาตรการในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแข่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ในทางโดยการจัดตั้งคณะทำงานเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาอันเกิดจากการขับขี่ยานพาหนะ เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินการและแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะการชักชวนเยาวชนออกมาแข่งขันรถในทางสาธารณะในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี

ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนได้บูรณาการสนธิกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการปราบปรามการแข่งรถในทางในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี การปฏิบัติการปราบปรามกลุ่มเยาวชนที่มีพฤติการณ์ในการรวมกลุ่มมั่วสุมแข่งขันรถในทางสาธารณะในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีจากการสืบสวนทราบว่ามี นายธีระพล บัวจตุรัส อายุ 24 ปี

ซึ่งเป็นเจ้าของเฟซบุ๊กชื่อพิ๊มอส ฮัลโหลลล และ Teeraphol Buajaturat ซึ่งเป็นเพจที่มีผู้ติดตามจำนวน 1,250 คน ได้ชักชวนเยาวชนแข่งรถจักรยานยนต์ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงในบริเวณที่มีการร้องเรียนมากที่สุด สร้างความเดือดร้อนเดือดร้อนรำคาญกับพี่น้องประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนและผู้ที่พักอาศัยอยู่บริเวณริมถนนเป็นจำนวนมาก

และ นายปราโมทย์ อายุ 18 ปี ซึ่งเป็นเจ้าของเพจเฟซบุ๊กชื่อ จิ๊กโก๋’ สองโล และ Mote Sdong ที่มีผู้ติดตามจำนวน 1,500 คน ซึ่งมีการชักชวนเยาวชนออกมารวมตัวแข่งขันรถในทางบริเวณถนนสายรังสิต-นครนายกในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีเป็นประจำ สร้างความเดือนร้อนรำคาญให้กับผู้ใช้รถใช้ถนนเส้นดังกล่าวเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นเส้นทางหลักเข้าสู่จังหวัดนครนายก

และจากสถิตการร้องเรียนผ่านศูนย์วิทยุจังหวัดปทุมธานีได้มีประชาชนร้องเรียนผ่านศูนย์วิทยุฯ ว่ามีกลุ่มวัยรุ่นออกมารวมตัวแข่งรถในทางสาธารณะในระยะเวลา 3 เดือนที่ผ่านมามีมากถึง 350 ครั้ง

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้รวบรวมพยานหลักฐานและได้ขออนุมัติหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรีในข้อหา“เป็นผู้สนับสนุนให้มีการแข่งขันรถในทางสาธารณะ”ที่ จ.636/61 และ จ.637/61 ต่อมาเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2561 เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมสนธิกำลังเข้าจับกุมนายปราโมทย์ฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรีที่ จ.636/61 และจับกุม นายธีระพลฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี ที่ จ.637/61 นำส่ง สน.มีนบุรี ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

พล.ต.ต.สุรพงษ์ ถนอมจิตร ผบก.จ.ปทุมธานี กล่าวว่า ประชาชนร้องเรียนผ่านศูนย์วิทยุฯ โดยทางเจ้าหน้าที่ได้ลงพื้นที่กวดขันป้องกันปราบปรามการแข่งขันรถในทางและได้ตรวจร้านจำหน่ายท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ผลการปฏิบัติการตรวจร้านจำหน่ายท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมจำนวน 131 ร้าน พบร้านที่กระทำความผิดจำนวน 42 ร้าน ยึดท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐานรวมจำนวน 277 อัน

ผลการยึดรถจักรยานยนต์ต้องสงสัยจำนวน 150 คัน ตรวจปัสสาวะผู้ขับขี่เพื่อหาสารเสพติดจำนวน 152 ราย แบ่งเป็นเยาวชน 15 ราย ผู้ใหญ่ 137 ราย พบสารเสพติดในปัสสาวะ จำนวน 29 ราย แบ่งเป็นพบสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีนในผู้ใหญ่ 23 ราย และพบสารเสพติดประเภทกัญชาในผู้ใหญ่ 6 ราย

และนอกจากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้อีก 2ราย คือนายอนุชา ศรทอง อายุ 27 ปีและนายมารุต สืบถิ่น อายุ 18 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรี ที่ 459/61 ลงวันที่ 26 มิ.ย. 61 และ 465/61 ลงวันที่ 29 มิ.ย. 61 ซึ่งผู้ต้องหาทั้งสองเป็นหัวโจกกลุ่มเด็กแว้น 2 กลุ่มที่มีปัญหากันมานาน เมื่อทั้งสองกลุ่มมาพบกันครั้งใดจะมีการทะเลาะวิวาทกันเป็นประจำ จนกระทั่งวันที่ 20 มิ.ย. 16 กลุ่มเด็กแว้นทั้ง 2 กลุ่ม ได้ออกไปแข่งรถกันในทางและได้พบกันจนเกิดการปะทะกันขึ้น

โดยนายอนุชา ศรทอง ได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่กลุ่มของนายมารุตฯ จำนวน 3 นัด มีเพื่อนนายมารุตฯ โดนลูกหลงได้รับบาดเจ็บ นายมารุตสืบถิ่น จึงใช้ระเบิดปิงปองประดิษฐ์เองปาใส่กลุ่มของนายอนุชา ศรทอง ทำให้กลุ่มของนายอนุชา ศรทองโดยลูกหลงได้รับบาดเจ็บหลายราย

เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงรวมรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งสองในความผิดฐาน“ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น , มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร” และผู้ต้องหาทั้งสองได้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัวได้ในวันนี้(29 มิ.ย.61)

ทนายชี้ เจาะผนังถ้ำ – การใช้โดรนบินขึ้นลง มีกฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการได้

แฟนเพจ ทนายคู่ใจ เผย กรณีเจาะผนังถ้ำ – การใช้โดรนบินขึ้นลง มีกฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการได้อยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะมีความผิด

แฟนเพจ ทนายคู่ใจ ซึ่งมีทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ เป็นเจ้าของเพจ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับกฎหมายการเจาะผนังถ้ำในเขตอุทยาน การใช้โดรนบินขึ้นลง หลังเรื่องดังกล่าวได้รับความสนใจ เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงท่านนึง ท้วงติงให้ดูข้อกฎหมายด้วย ว่าสามารถทำได้หรือไม่ เรื่องดังกล่าวจึงได้รับความสนใจและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ทนายคู่ใจ ระบุว่า ถ้ำขุนน้ำนางนอนนั้น เป็นเขตอุทยาน ดังนั้น ก็ต้องไปดูกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั่นคือพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งเรื่องที่ห้ามทำ หลักๆ เลยในเขตอุทยานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ตามมาตรา 16 (10 ) คือ ห้ามนำอากาศยานขึ้นลง การใช้โดรนบินขึ้นลงนี่ ก็ผิดนะครับ ถ้าไม่ได้รับอนุญาต

เพราะโดรนนี่ถือว่าเป็นอากาศยานประเภทไร้คนขับ (ประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง หลักเกณฑ์การอนุญาตและเงื่อนไขในการบังคับหรือปล่อยอากาศยานซึ่งไม่มีนักบินประเภทอากาศยานที่ควบคุมการบินจากภายนอก พ.ศ. 2558) กรณีที่ฝ่าฝืน มีโทษจำคุกไม่เกิน หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 25 )

กรณีต่อมาคือการระเบิด หรือเจาะผนังถ้ำ ตามมาตรา 16(4) คือ ทำด้วยประการใด ๆ ให้เป็นอันตรายหรือทำให้เสื่อมสภาพแก่ดิน หิน กรวด หรือทราย มีโทษจำคุกสูงถึงห้าปี หรือปรับสูงสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ คือถ้าจะยกกันแต่เรื่องกฎหมายอย่างเดียวมันก็หาเรื่องเอาผิดจนได้นั่นแหละครับ แต่ทุกเรื่องก็มีทางแก้นะครับ

อย่างเรื่องการนำโดรนเข้าไปสำรวจ หรือการเจาะผนังถ้ำเนี่ย ก็มีบทยกเว้นโทษตาม พ.ร.บ.อุทยานอยู่ มาตรา 19 ได้กล่าวว่าไว้ว่า มาตรา 16 ไม่ให้นำมาใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติการไปเพื่อความปลอดภัย เห็นไหมละครับว่า มันทำได้ มีอำนาจทำ

อีกกรณีนึงคือ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 67 ถ้าเป็นการกระทำความผิดด้วยความจำเป็น เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นพ้นจากภยันตรายที่ใกล้จะถึงและไม่สามารถหลีกเลี่ยงให้พ้นโดยวิธีอื่นใดได้ เมื่อภยันตรายนั้นตนมิได้ก่อให้เกิดขึ้นเพราะความผิดของตน ถ้าการกระทำนั้นไม่เป็นการเกินสมควรแก่เหตุแล้ว ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ

จะเห็นได้ว่า กฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการได้อยู่แล้วครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีความผิด ฉะนั้นควรคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของน้องๆ มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายนะครับ

ภาพข่าวจาก Mono29 News – ข่าวโมโน29