แกะกล่องนวัตกรรมสู้อากาศร้อนในญี่ปุ่น

พาชมนวัตกรรมสู้ความร้อนในงานเอ็กซ์โปที่ญี่ปุ่น ทั้งเสื้อติดพัดลม และสเปรย์พ่นไอน้ำบนถนน เพื่อช่วยแก้ปัญหาอากาศร้อนจัดที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 คน

ญี่ปุ่นจัดงาน “ฮีท โซลูชั่นส์ เอ็กซ์โป” (Heat Solutions Expo) ที่กรุงโตเกียว ซึ่งรวบรวมนวัตกรรมสู้ความร้อนหลากหลายประเภท ท่ามกลางปัญหาคลื่นความร้อนที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญในขณะนี้

หนึ่งในไอเดียที่น่าสนใจ คือ เสื้อแจ็กเกตคลายร้อนที่พัฒนาโดยนายมาซาโนริ ฮาระ ประธานฝ่ายพัฒนาของบริษัท เอ็นเอสพี คอร์ป ซึ่งติดตั้งพัดลมขนาดเล็ก 2 ตัว เพื่อระบายความร้อนและเหงื่อ

นอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ของบริษัท ฟูจิตะ โร้ด คอนสตรัคชั่น ที่พัฒนาสเปรย์พ่นไอน้ำบนถนนยางมะตอยและคอนกรีต ช่วยสะท้อนความร้อนและรังสีอัลตร้าไวโอเลต เพื่อลดอุณหภูมิบนทางเท้าลง 10-15 องศาเซลเซียส และทำให้คนเดินถนนรู้สึกเย็นขึ้นราว 1-2 องศาเซลเซียส

นายทาเคชิ คาเมกูชิ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค บริษัท ฟูจิตะ โร้ด คอนสตรัคชั่น กล่าวว่า เขาหวังให้นวัตกรรมนี้ได้ใช้ในหมู่บ้านนักกีฬา หรือสนามกีฬาหลักในระหว่างมหกรรมโอลิมปิก โตเกียว 2020

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังเผชิญกับปัญหาคลื่นความร้อนที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 ราย และมีผู้ที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเพราะเจ็บป่วยจากความร้อนอีกหลายพันคน

มีรายงานว่า อุณหภูมิในเกียวโต เมืองหลวงเก่าของญี่ปุ่น อยู่ที่ 39.8 องศาเซลเซียส นับเป็นวันที่ 6 ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นนับตั้งแต่เก็บข้อมูล ส่วนอุณหภูมิที่กรุงโตเกียวอยู่ที่ 36.5 องศาเซลเซียส

จ่อเรียกลูกชาย อบจ.ลพบุรี ซิ่งปอร์เช่ชนจยย. สาววัย 25 ดับ

ตำรวจเตรียมเรียกลูกชาย อบจ.ลพบุรี ซิ่งปอร์เช่ชนรถจักรยานยนต์ สาววัย 25 ดับคาที่

จากกรณีเหตุลูกชายนายก อบจ. แห่งหนึ่ง ใน จ.ลพบุรี ขับรถยนต์ปอร์เช่ สีดำ ทะเบียน ขค 10 กรุงเทพฯ พุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์ ของนางสาวสุพัตรา บุญยืน อายุ 25 ปี จนเสียชีวิต และนายณรงค์ฤทธิ์ ทองกระเปาะ อายุ 24 ปี ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส โดยผู้ก่อเหตุอ้างว่า คู่กรณีขี่รถตัดหน้า ทำให้เบรกไม่ทันนั้น

ล่าสุดวันนี้(20 ก.ค.) เพจเฟซบุ๊ก เรื่องเด่นเย็นนี้ ช่อง 3 ได้รายงานว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เปิดเผยว่า สามารถบันทึกภาพขณะรถยนต์ปอร์เช่ขับมุ่งหน้ามาจาก อ.พัฒนานิคม มุ่งหน้าเข้าตัวเมืองลพบุรี โดยมีรถจักรยานยนต์คู่กรณีขี่ตามมา และได้เปลี่ยนเลนกะทันหันจึงเป็นเหตุให้รถชนกันดังกล่าว

ทั้งนี้ เบื้องต้นมีการสอบปากคำผู้บาดเจ็บ ก่อนจะมีการเชิญตัวคนขับรถปอร์เช่ มารับทราบข้อหาขับรถยนต์โดยประมาท ทำให้มีผู้บาดเจ็บสาหัส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณภาพจาก เรื่องเด่นเย็นนี้ ช่อง3

กรมควบคุมโรค แนะเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์

กรมควบคุมโรค แนะประชาชนเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เพราะมีส่วนที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

วันนี้ (20 กรกฎาคม 2561) นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ภายหลังจากราชกิจจานุเบกษาได้ลงประกาศกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2561 ที่ผ่านมาเรื่อง การห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่าย ระบุว่าโดยปรากฏหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า กรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acids) จากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated Oils) ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

กรมควบคุมโรคมีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน เพราะไขมันทรานส์มีส่วนที่ก่อให้เกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังได้ อาทิ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

สถานการณ์โรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศไทยมีแนวโน้มจะพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุที่ทำให้คนไทยจำนวนมากเสียชีวิตเฉลี่ยปีละประมาณ 20,000 ราย มีผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 30,000 ราย ส่วนโรคความดันโลหิตสูงช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2556-2560) อัตราป่วยต่อประชากรแสนคนเพิ่มขึ้นจาก 12,342 เป็น 14,926 นอกจากนี้โรคเบาหวาน มีผู้ป่วยสะสมเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 8.9 (ประมาณ 5 ล้านคน) จากผลการสำรวจสุขภาพคนไทยครั้งที่ 5 ปี พ.ศ. 2557

ผลการศึกษาทางระบาดวิทยาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า ไขมันทรานส์ในอาหาร ทำให้ระดับ LDL (low density lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดเลวในเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับ HDL (high density lipoprotein) ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีในเลือด การศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาบ่งชี้ว่า การไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันทรานส์ สามารถป้องกันการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันประมาณ 10,000 – 20,000 ราย/ปี และป้องกันการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ 3,000 -7,000 ราย/ปี

อาหารหลายชนิดที่มีโอกาสพบไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เช่น มันฝรั่ง โดนัท เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว ครีมเทียม วิปปิ้งครีม เนยขาว มาร์การีน และคุกกี้ เป็นต้น ผู้บริโภคจึงควรอ่านฉลากโภชนาการให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อหรือรับประทาน โดยสังเกตที่ส่วนประกอบและตารางโภชนาการ (Nutrition Facts) ช่องไขมันรวม (Total fat) หากมีการใช้ไขมันทรานส์ จะชี้แจงไว้บริเวณนี้

ทั้งนี้ ยังพบไขมันทรานส์ในน้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาระหว่างน้ำมันกับไฮโดรเจนที่อยู่ในอาหารและน้ำ การลดโอกาสการเกิดไขมันทรานส์ในน้ำมัน คือ ต้องเลือกใช้น้ำมันให้ถูกกับประเภทของอาหาร เช่น ผัด หรือทานสด ควรเลือกน้ำมันมะกอก หรือน้ำมันถั่วเหลือง อาหารประเภททอด ควรเลือกใช้น้ำมันปาล์มหรือน้ำมันมะพร้าว เพราะสามารถทนความร้อนได้สูง รวมถึงไม่ควรใช้น้ำมันทอดซ้ำไปมาหลายรอบ

นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวอีกว่า องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลกแนะนำประชาชนไม่ควรบริโภคไขมันทรานส์เกินร้อยละ 1 ของพลังงานทั้งหมดที่ได้รับใน 1 วัน (ประมาณ 2.2 กรัม) การหลีกเลี่ยงการได้รับไขมันทรานส์ที่สามารถทำได้ คือ

1. เพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ให้มากขึ้น

2. ควรลด/เลี่ยงการกินอาหารประเภทเบเกอรี่ต่าง ๆ โดยเฉพาะ พัฟ และเพรสตี้

3.ควรลด/เลี่ยงอาหารทอด อาหารผัดที่ใช้นํ้ามันในปริมาณมาก

4.อ่านฉลากโภชนาการให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อหรือรับประทาน

หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ข้อมูลจาก: สำนักโรคไม่ติดต่อ/ สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค