สั่งห้าม! เล่นน้ำยามวิกาล หลังจระเข้โผล่ทะเลภูเก็ต

เทศบาลตำบลราไวย์ จ.ภูเก็ต ออกมาประกาศเตือนประชาชน ห้ามลงเล่นน้ำยามวิกาล หลังพบจระเข้โผล่ทะเลภูเก็ตอีกรอบ

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (19 ก.ค. 2561) เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลราไวย์ ได้มีการประกาศเตือนประชาชนห้ามลงเล่นน้ำทะเลในช่วงกลางคืน หลังจากมีคนพบเห็นจระเข้ว่ายน้ำอยู่ในทะเล บริิเวณชายหาด ยะนุ้ย และ หาดในหาน

โดยเพจ Lateefah Laila Tengting ได้มีการโพสต์คลิปพร้อมระบุข้อความว่า “เข้จริงๆ เข้เป็นๆ ฝากเตือนทุกๆคนน่ะ ลงเล่นน้ำระวังๆกันมากๆ อย่าลืมว่าทะเลทุกหาดมันเชื่อมต่อกันและทะเลเป็นของเข้ มันไวกว่าเราเยอะ ประกาศ!!!ห้ามลงเล่นน้ำบริเวณชายหาด”ยะนุ้ย”และ “หาดในหาน” พบจระเข้ยาว 2-3 เมตร ว่ายน้ำอยู่ในบริเวณหาดยะนุ้ยและชายหาดใกล้เคียง”

จระเข้, ข่าวจระเข้, จระเข้ภูเก็ต, ข่าวจังหวัดภูเก็ต, ข่าวสดวันนี้
จระเข้ภูเก็ต

พร้อมกันนี้ เจ้าของทวิตเตอร์  @Nalinee_OPLE ได้มีการโพสต์คลิปและระบุข้อความว่า กลุ่มประมงภูเก็ต ถ่ายคลิปจระเข้ว่ายน้ำในทะเล บริเวณหาดในหาน เมื่อช่วงเช้าวันนี้ (19 ก.ค.61) ว่ายใกล้ฝั่ง เห็นได้ในระยะ 50 เมตร พร้อมระบุว่าหลายรอบที่เห็นจรเข้โผล่ขึ้นเหนือน้ำ

ขณะที่ นายชาติชาย หาญสุด ชาวบ้านที่พบจระเข้ เผยว่า ประมาณช่วงเที่ยงคืนวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ตนกำลังทอดแหอยู่ที่หน้าชายหาดยะนุ้ย เห็นสัตว์ตัวหนึ่งกำลังว่ายน้ำอยู่ในทะเล ลำตัวยาว ตาสีแดงกำลังจ้องมองมาที่ไฟฉายที่อยู่บนศีรษะของตน แต่ตนไม่ได้สนใจอะไร ได้ทอดแหตามปกติ และสัตว์ดังกล่าวได้ว่ายน้ำหายไป

หลังจากนั้น เวลาประมาณ 03.00 น. ขณะที่ตนกำลังลงไปทอดแหอีกครั้ง จู่ๆ มีสัตว์ทะเลคล้ายจระเข้ได้ว่ายน้ำกระโจนเข้ามาตนอย่างรวดเร็ว ตนจึงได้วิ่งหนีขึ้นมาจากน้ำมาอยู่บนฝั่ง และสัตว์ตัวดังกล่าวได้มาหยุดอยู่ที่ชายหาด ตนจึงได้ใช้ไฟส่องไปดู พบว่า เป็นจระเข้ จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

ด้านเจ้าหน้าที่ประมงจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลราไวย์ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมประกาศให้เจ้าหน้าที่ไลฟ์การ์ดหาดยะนุ้ย และหาดในหาน เตือนนักท่องเที่ยวไม่ให้ลงเล่นที่ชายหาดเด้ดขาดเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

แม่ร้อง ‘ปวีณา’ หลังลูกสาวถูกแฟนเก่าเพื่อน ราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งเป็น

แม่ร้อง ปวีณา ลูกสาวถูกหนุ่มแฟนเก่าของเพื่อนราดน้ำมันจุดไฟเผาทั้งเป็นอาการสาหัส ชาวบ้านช่วยกันจับกุมตัวคนร้ายส่งตำรวจ ก่อนได้รับการประกันตัว ตามขู่อาฆาต

วันนี้(19 ก.ค. 61) เวลา 14.00 น. ที่มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี ถ.รังสิต-นครนายก (คลอง 7) ต.ลำผักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี นางมล (นามสมมติ) อายุ 44 ปี อาชีพรับราชการ เดินทางมาจาก จ.อุบลราชธานี เข้าร้องเรียนต่อนางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ

จากกรณี น.ส.เมย์ (นามสมมติ) อายุ 22 ปี ลูกสาว ซึ่งทำงานเป็นพนักงานออกแบบเสื้อผ้าอยู่บริษัทแห่งหนึ่งย่านถนนเจริญกรุง แขวง-เขต บางคอแหลม กรุงเทพฯ ถูกนายเก่ง (นามสมมติ) อายุ 23 ปี แฟนเก่าของเพื่อนราดน้ำมันจุดไฟเผาได้รับบาดเจ็บสาหัส รักษาตัวอยู่ที่ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ ส่วนผู้ก่อเหตุได้รับการประกันตัวในชั้นศาล เมื่อได้รับการปล่อยตัวกลับออกมาข่มขู่อาฆาตจะทำร้ายลูกสาวและเพื่อน จึงขอให้นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ ประสานตำรวจช่วยคุ้มครอง และดำเนินการถอนประกันผู้ต้องหา เนื่องจากทุกวันนี้ลูกสาวที่นอนรักษาตัวมีอาการเครียดจัด อยู่ในอาการหวาดผวา เพราะกลัวจะถูกทำร้ายซ้ำ

นางมล เล่าว่า เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะตนเองอยู่บ้านที่ จ.อุบลราชธานี เพื่อนลูกสาวโทรมาแจ้งข่าวร้ายว่า ลูกสาวถูกทำร้าย โดยแฟนเก่าของเพื่อนเอาน้ำมันราดตัวแล้วจุดไฟเผาอาการสาหัส เพื่อนๆ เพิ่งช่วยกันนำตัวส่งรพ.เจริญกรุงประชารักษ์ กระทั่งรุ่งเช้าตนจึงรีบเดินทางมาเยี่ยมลูกที่รพ. พบลูกสาวอยู่ในห้องปลอดเชื้อ มีบาดแผลถูกไฟไหม้ที่ลำคอ หน้าอก ลำตัว และแขนขา แพทย์บอกว่าบาดแผลไฟไหม้อยู่ระดับ 2 ต้องระวังเรื่องการติดเชื้อให้มาก และจะต้องรักษาตัวอย่างน้อยประมาณ 1 เดือน ตนสงสารลูกมากที่ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ อยากให้มูลนิธิปวีณาฯ ช่วยนำตัวคนผิดมารับโทษ

จากการสอบถาม น.ส.เมย์ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุได้ไปนั่งกินอาหารกับเพื่อนอีก 4-5 คนที่ร้านส้มตำใกล้ที่ทำงาน บังเอิญไปเจอกับนายเก่ง แฟนเก่าของเพื่อนคนหนึ่งที่ไม่ได้มาด้วยซึ่งอยู่ในอาการมึนเมาเดินตรงเข้ามานั่งคุยพร้อมต่อว่า เรื่องสัปดาห์น.ส.เมย์พาแฟนเก่าของตนมานั่งกินด้วยทำไม ต้องการจะเยาะเย้ยตนอย่างนั้นหรือ? น.ส.เมย์ จึงตอบไปว่า เลิกกันแล้วก็ต่างคนต่างอยู่ไม่เห็นเป็นอะไร ทำให้นายเก่งไม่พอใจลุกจากโต๊ะแล้วพูดว่า “เดี๋ยวกูจะเผา”

ก่อนจะขี่รถจักรยานยนต์ออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งทุกคนที่ได้ยินก็งงไม่รู้ว่านายเก่งหมายถึงอะไร จึงไม่ได้สนใจและนั่งกินกันต่อ ผ่านไปประมาณ 30 นาที นายเก่งได้กลับมาพร้อมกับขวดเหล้าแบน ใส่น้ำมันเบนซิน เดินมาที่ด้านหลังน.ส.เมย์ แล้วล็อกคอเทน้ำมันราดบนตัวจุดไฟเผาทั้งเป็น ท่ามกลางความตกใจของทุกคนที่นั่งร่วมวงกินข้าวกันอยู่

จากนั้นเพื่อนๆ ก็ช่วยกันดับไฟที่ตัวน.ส.เมย์ แล้วรีบนำส่งรพ.เจริญกรุงประชารักษ์ หลังเกิดเหตุนายเก่งถูกชาวบ้านช่วยกันจับกุมตัวส่งตำรวจ ก่อนได้รับการประกันตัวในชั้นศาล ออกมากลับไม่สำนึกผิด ตามขู่อาฆาตฝากเพื่อนไปบอกลูกสาวให้ระวังตัว แถมขู่เพื่อนให้ผวา “มึงจะเป็นรายต่อไป” จึงเกรงว่าลูกสาวกับเพื่อนจะไม่ปลอดภัย ขอมูลนิธิปวีณาฯ ช่วยประสานตำรวจคุ้มครองและถอนประกันนายเก่งด้วย” นางมล กล่าว

นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ เปิดเผยว่า ได้ประสาน พ.ต.อ.โฆษิต บุญทวี ผกก.สน.วัดพระยาไกร ขอให้เร่งสอบปากคำผู้เสียหาย และติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็ว พร้อมประสาน นพ.สุกิจ ศรีทิพยวรรณ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ เพื่อจะเดินทางไปเยี่ยมอาการ น.ส.เมย์ ที่รพ. ในวันพรุ่งนี้ (20 ก.ค.) จากนั้นจะพาเพื่อนของน.ส.เมย์ ที่ถูกนายเก่งข่มขู่ไปแจ้งความที่ สน.วัดพระยาไกร

ตามหามา 100 ปี พบซากเรือรบรัสเซีย เชื่อขนทองหลักหมื่นล้านบาท

บริษัทกู้เรือเกาหลีใต้ พบซากเรือรบของรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้เคยพยายามค้นหามานานนับร้อยปี ว่ากันว่าเรือลำนี้ขนทองคำมาเป็นจำนวนมาก

วันที่ 19 ก.ค. 2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า บริษัทกู้เรือ ‘ชินิล กรุ๊ป’ ของเกาหลีใต้ ประกาศการค้นพบเรือลาดตระเวนหุ้มเกราะ ‘ดีมิทรี ดอนสคอย’ ของกองทัพรัสเซีย ใต้ทะเลใกล้เกาะ อึลอุงโด ทางตะวันออกของเกาหลีใต้ ซึ่งจมลงในทะเลและสูญหายไปเมื่อปี 2448 หรือตามระยะเวลา 113 ปีที่แล้ว โดยชินิล กรุ๊ป จะจัดงานแถลงข่าวขึ้นในเร็ว ๆ นี้ เพื่ออธิบายเกี่ยวกับข้อมูลของเรือลำนี้

ดีมิทรี ดอนสคอย ประจำการในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและบอลติก ครั้งแรกในปี 2428 ก่อนจะถูกส่งไปมหาสมุทรแปซิฟิก และได้เข้าร่วมในสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่น ในศึกที่ทสึชิมะ ในช่วงปี 2447-2448 โดยครั้งนั้นญี่ปุ่นเป็นผู้ได้รับชัยชนะ ทำให้ดีมิทรี ดอนสคอย ได้รับความเสียหายจนตามกองเรือฝ่ายตัวเองไม่ทัน ลูกเรือจึงตัดสินใจจมเรือลำนี้ลงสู่ทะเล

เกิดข่าวลือมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า เรือดีมิทรี ดอนสคอย เป็นเรือบรรทุกทองคำของกองเรือแปซิฟิกรัสเซีย เพื่อใช้จ่ายเงินเดือนลูกเรือและจ่ายค่าเทียบเรือ นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับมูลค่าของทองคำ หากคิดตามค่าเงินในปัจจุบัน อาจมีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีข้อพิสูจน์ว่าข่าวลือนี้เป็นเรื่องจริงหรือไม่

ส่วนทางด้าน คิริลล์ โคเลสนิเชนโก ศาสตราจารย์สาขาสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยฟาร์ อีสเทิร์น เฟเดอรัล ของรัสเซีย ไม่เชื่อว่ามีทองคำบนเรือดีมิทรี ดอนสคอย เพราะรัสเซียสามารถขนทองด้วยรถไฟไปยังเมืองวลาดิวอสตอคได้โดยไม่มีความเสี่ยง รวมถึงการเก็บเงินทั้งหมดไว้บนเรือลำเดียวนั้นอันตรายเกินไป

ก่อนหน้านี้บริษัทญี่ปุ่นและเกาหลีใต้หลายแห่ง พยายามค้นหา‘ดีมิทรี ดอนสคอย’มานานนับร้อยปี ก่อนหน้านี้บริษัทก่อสร้าง ‘ดอน-เอ’ ของเกาหลีใต้ต้องประกาศล้มละลายเมื่อปี 2544 หลังอ้างว่าพบซากเรือลำนี้แต่ไม่สามารถกู้ขึ้นมาได้

อย่างไรก็ตาม บริษัท ชินิล กรุ๊ป ที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาโดยมีเงินทุนจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเพียง 100 ล้านวอน หรือ ราว 2.9 ล้านบาท แต่การขอสิทธิ์ในการกู้เรือลำนี้จากกระทรวงกิจการทางทะเลและการประมง จำเป็นต้องจ่ายเงิน 10% ของมูลค่าซากเรือซึ่งหากดีมิทรี ดอนสคอย หากมีทองคำจริง พวกเขาก็ต้องจ่ายเงินมากกว่ามูลค่าของบริษัทหลายเท่า ทำให้นักวิเคราะห์ตั้งข้อสงสัยหลายอย่างเกี่ยวกับบริษัท

ที่มา www.news.com.au