โดนัลด์ ทรัมป์ จ่ายค่าโฆษณาบนเฟซบุ๊กกว่า 9 ล้านบาท

นับตั้งแต่เดือน พ.ค. เป็นต้นมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ จ่ายเงินกว่า 274,000 ดอลลาร์ หรือราว 9 ล้านบาท เพื่อซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊ก

หนังสือพิมพ์ เดอะ นิว ยอร์ก ไทมส์ รายงานข่าว หลังจากเฟซบุ๊ก ปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อโฆษณาพบว่า หนึ่งในหน่วยงานที่ซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ได้แก่ หน่วยงาน Great America PAC ซึ่งเป็นคณะกรรมการดำเนินการทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ จ่ายค่าโฆษณาบนเฟซบุ๊กกว่า 274,000 ดอลลาร์ หรือราว 9 ล้านบาท ทำให้ทรัมป์เป็นนักการเมืองที่ใช้เงินซื้อโฆษณาบนเฟซบุ๊กมากที่สุด

ทั้งนี้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (New York University) คัดลอกข้อมูลจากเว็บไซต์ ‘เฟซบุ๊ก’ ซึ่งสร้างที่เก็บข้อมูลสาธารณะ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโฆษณาทางการเมืองบนเฟสบุ๊คในเดือนพฤษภาคม โดยแสดงข้อมูลของผู้ซื้อโฆษณากว่า 37 ล้านคน ทำให้พบว่า มีการซื้อโฆษณาผ่านสื่อเพื่อนัยทางการเมืองเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เฟซบุ๊ก ประสบมรสุมจากการปล่อยข่าวปลอมในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อปี 2016 หลังจากนั้น เฟซบุ๊กจึงพยายามปรับภาพลักษณ์โดยการทำให้เครือข่ายโฆษณาของ บริษัท มีความโปร่งใสมากขึ้นโดยมีการกำหนดให้ผู้ที่ต้องการใช้แคมเปญทางการเมืองหรือโฆษณาขออนุมัติจาก ทางเฟซบุ๊กก่อน

ดูบทความต้นฉบับ : Donald Trump is the biggest political spender on Facebook

เตือน! อย่างหลงเชื่อ กรณีประกาศขายสินค้า อ้างว่าเป็นของกลางจากกรมศุลกากร

กรมศุลกากร เตือน!! อย่างหลงเชื่อ กรณีประกาศขายสินค้าผ่านทางสื่อออนไลน์แอบอ้างว่า เป็นของกลางจากกรมศุลกากร

แฟนเพจ กรมศุลกากร : The Customs Department โพสต์ภาพพร้อมข้อความเตือนผู้คน กรณีการประกาศขายสินค้าผ่านทางสื่อออนไลน์แอบอ้างว่า เป็นของกลางจากกรมศุลกากร และเงินที่ได้จะนำไปบริจาคให้องค์กรการกุศล กรมศุลกากร ขอชี้แจงว่ากรณีดังกล่าว ไม่เป็นความจริง

โดยทาง กรมศุลกากรยืนยันว่า การจำหน่ายสินค้าของกลาง จะต้องมีการประกาศขายทอดตลาดอย่างเป็นทางการ และจะรับชำระเงิน ณ ที่ทำการศุลกากรโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรเท่านั้น

หากมีข้อสงสัย หรือไม่แน่ใจเกี่ยวกับการดำเนินการใดๆ ทางกรมศุลกากร สามารถติดต่อสอบถาม ข้อมูลทางศุลกากรได้ที่ Customs Call Center 1164 หรือทาง e-mail : 1164@customs.go.th

ย้อนรอย คดีสะเทือนขวัญ ฉุดข่มขืน “น้องสโนว์”

คดีทำร้ายและข่มขืนน้องสโนว์ เมื่อปี 2558 กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ประหารชีวิตผู้ต้องหา ส่วนคดีนี้ จะมีที่มาที่ไปอย่างไร ย้อนไปติดตามกัน

ย้อนกลับไปช่วงเย็นวันที่ 23 ธันวาคม 2558 นายกฤษณ์ และนางลำใย พลประสิทธิ์ ต่างไม่คาดคิดว่า จะเกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นกับ น.ส.ฤดีวัลย์ พลประสิทธิ์ หรือ “น้องสโนว์” บุตรสาวผู้เป็นที่รัก วัย 18 ปี นักเรียน ม.6 โรงเรียนร่องคำ อำเภอร่องคำ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังถูกคนร้ายตามสะกดรอย ระหว่างขี่จักรยานยนต์กลับจากโรงเรียน ก่อนจู่โจม-ฉุดกระชากลงข้างทาง และทำร้ายร่างกายหวังข่มขืน

ด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด  น้องสโนว์ ฮึดสู้-กัดมือและบีบอัณฑะคนร้าย จนสามารถหนีมาได้ พร้อมรีบโทรศัพท์หาพ่อ เพื่อขอความช่วยเหลือ ก่อนถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลกมลาไสย, โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ และโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น หลังมีอาการบาดเจ็บสาหัส

กระทั่ง 25 ธันวาคม เด็กสาวอนาคตไกล ก็เสียชีวิตลงด้วยภาวะตับ และเส้นเลือดในท้องแตก เหตุสลดที่เกิดขึ้น นอกจากจะทำให้ครอบครัวพลประสิทธิ์ เศร้าโศกอย่างหนักแล้ว ยังสร้างความสะเทือนใจแก่สังคม ถึงขั้นที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับให้ตำรวจเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

ด้านตำรวจภูธรภาค 4 และตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์ เดินหน้าจัดชุดไล่ล่าคนร้าย พร้อมรวบรวมพยานหลักฐาน และสอบปากคำผู้ต้องสงสัยหลายราย กระทั่ง 4 เมษายน 2559 / ได้มีการจับกุม นายกฤติเดช ระเวงวรรณ วัย 34 ปี ผู้ใหญ่บ้านสีถาน หมู่ 15 ตำบลดงลิง อำเภอกมลาไสย ในข้อหา ข่มขืนและทำร้ายร่างกาย น้องสโนว์ ขณะนำลูกบ้านไปเกณฑ์ทหาร

แม้ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ แต่เจ้าหน้าที่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ตั้งแต่รอยกัดที่นิ้วหัวแม่มือขวา ที่แพทย์ยืนยันว่าเป็นรอยฟันมนุษย์, รอยข่วนตามร่างกาย, เศษดิน-หญ้าในเสื้อผ้า รวมถึงจักรยานยนต์ของผู้ต้องหา ที่มีร่องรอยเฉี่ยวชนกับรถน้องสโนว์

ภายหลังอัยการ ส่งฟ้องศาลจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2559 กระบวนการพิจารณาคดีได้ดำเนินมาอย่างเนื่อง จนล่วงเลยเข้าวันที่ 30 มีนาคม 2560 วันที่ครอบครัวพลประสิทธิ์ รอคอยก็มาถึง เมื่อศาลชั้นต้นได้ตัดสินประหารชีวิต นายกฤติเดช พร้อมให้ชดใช้ค่าสินไหม กว่า 2 ล้าน 3 แสนบาท กระทั่ง 17 กรกฎาคม 2561 ศาลอุทธรณ์ ได้พิพากษายืนประหารชีวิต

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ครอบครัวพลประสิทธิ์ ยังคงเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้น และแม้คำตัดสินจะเป็นที่พอใจ แต่หัวหน้าครอบครัวยืนยันว่า จะสู้จนคนร้ายถูกประหาร