‘วัฒนา’ ซัด ป.ป.ช.จะเป็นผู้ฟอกขาวให้ ‘บิ๊กป้อม’ จี้เร่งดำเนินการปมนาฬิกาหรู

‘วัฒนา’ ซัด ป.ป.ช.จะเป็นผู้ฟอกขาวให้ ‘บิ๊กป้อม’ จี้เร่งดำเนินการให้มีคำสั่งนาฬิกาหรูทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดิน

วันที่ 15 ก.ค. 2561  อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Watana Muangsook กรณีความคืบหน้าของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องการตรวจสอบ ปมนาฬิกาหรู ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่า

กรณีสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ นั้น ป.พ.พ. มาตรา 1303 บัญญัติว่า ทรัพย์สินตกอยู่ในความครอบครองของบุคคลใด บุคคลนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าบุคคลอื่นๆ ดังนั้น กรณีนาฬิกากว่า 20 เรือนที่พลเอกประวิตรเป็นผู้ครอบครองจึงต้องถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของพลเอกประวิตร การอ้างว่านาฬิกาดังกล่าวมิได้เป็นของตน พลเอกประวิตรมีหน้าที่ที่จะต้องพิสูจน์ให้ได้ตามข้ออ้าง แต่ไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องไปช่วยแสวงหาหลักฐานให้

สิ่งที่ ป.ป.ช. ควรทำคือตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน สั่งให้บุคคลที่พลเอกประวิตรอ้างว่าเป็นเจ้าของนำพยานหลักฐานมายืนยัน หากบุคคลดังกล่าวไม่สามารถหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้ ก็จะต้องถือว่าเป็นนาฬิกาของพลเอกประวิตรที่ได้มาโดยไม่มีเหตุอันสมควร ป.ป.ช. จะต้องส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญากับพลเอกประวิตร และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำสั่งให้นาฬิกาทั้งหมดตกเป็นของแผ่นดินต่อไป

อันเป็นหลักเกณฑ์ที่เคยใช้กับการยึดรถโฟล์คตู้ของอดีตปลัดคมนาคมที่อ้างว่าเป็นรถที่ยืมบุคคลอื่นมาใช้โดยรถคันดังกล่าวจดทะเบียนในนามบุคคลอื่นเช่นกัน

ดังนั้น การที่คณะทำงานสอบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานให้ที่ประชุม ป.ป.ช. รับทราบความคืบหน้าการแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวว่า ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยไม่ยอมให้ข้อมูลทำให้ ป.ป.ช. ไม่สามารถตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนเรื่องดังกล่าวได้ ขอให้ที่ประชุม ป.ป.ช. ทำหนังสือไปยังบริษัทผู้ผลิตที่อยู่ต่างประเทศเพื่อขอข้อมูลมาพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้ซื้อนาฬิกาตัวจริงนั้น

คือการที่ ป.ป.ช. กำลังช่วยเหลือพลเอกประวิตรโดยผลักภาระการพิสูจน์ข้อเท็จจริงมาเป็นของ ป.ป.ช. ทั้งที่ภาระการพิสูจน์ต้องเป็นของพลเอกประวิตร ท้ายสุดเรื่องนี้จะจบลงโดย ป.ป.ช. จะเป็นผู้ฟอกขาวให้กับพลเอกประวิตร โดยอ้างว่าผู้ผลิตต่างประเทศไม่ยอมส่งข้อมูลให้จึงไม่มีพยานหลักฐาน ข้อกล่าวหาแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อนจึงเป็นอันตกไป เอวังประเทศไทยครับ

กรมอุทยานฯ ยืนยัน ให้พื้นที่สร้างอาคารพิพิธภัณฑ์และอนุสาวรีย์ ‘จ่าแซม’

อธิบดีกรมอุทยานฯ ยืนยันให้พื้นที่ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์เพื่อการเรียนรู้และอนุสาวรีย์ จ่าแซม เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเหตุการณ์การช่วยเหลือทีมหมูป่าอคาเดมี่บริเวณ ‘ถ้ำหลวง’

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เดินทางไปยังสมาคมขัวศิลปะ ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อชมผลงานศิลปะภาพวาดบนผืนผ้าใบขนาด 3 เมตรคูณ 13 เมตร ของอาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินแห่งชาติ พร้อมศิลปินชาวเชียงรายกว่า 200 ชีวิต ที่ร่วมกันวาดภาพเหตุการณ์การช่วยเหลือ 13 ชีวิตทีมหมูป่า ให้แล้วเสร็จภายใน 2 วัน

นายธัญญา เนติธรรมกุล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

และสร้างอนุสาวรีย์ให้กับนาวาตรีสมาน กุนัน หรือ จ่าแซม เพื่อเชิดชูความเสียสละและเป็นพิพิธภัณฑ์รวมเหตุการณ์ประวัติศาสตร์และศูนย์เรียนรู้ด้วย หลังจากนั้นได้ไปตรวจดูสถานที่ที่จะใช้ในการก่อสร้างอาคารไม้ ขนาดความสูง 10 เมตร ยาว 20 เมตร หน้ากว้าง 5 เมตร และรูปปั้นจ่าแซม ขนาด 1 5 เมตร

เพื่อเป็นอนุสรณ์ของเหตุการณ์ในครั้งนี้ โดยจะใช้พื้นที่บริเวณลานที่ทำการวนอุทยาน ถ้ำหลวง – ขุนน้ำนางนอน ฝั่งตรงข้ามทางเข้าถ้ำ ซึ่งทางกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้อนุญาตตามระเบียบข้อกำหนดตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมดำเนินการก่อสร้างได้ทันที

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวด้วยว่า ในอนาคตต้องการยกระดับให้ถ้ำหลวงเป็นอุทยานแห่งชาติ โดยมอบหมายให้รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจเพิ่มเติม พร้อมจัดทำประชาพิจารณ์ ซึ่งหากเป็นอุทยานแห่งชาติ จะมีความคล่องตัวในการบริหารจัดการพื้นที่ได้มากขึ้น

เช่น การจัดเก็บรายได้เพื่อนำมาพัฒนาพื้นที่ โดยได้วางแผนพัฒนาพื้นที่ทั้งระยะสั้นและระยะยาว อยู่ระหว่างรอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้อนุมัติ เบื้องต้นจะปิดถ้ำไม่ให้มีการเข้า – ออก จากนั้นจะติดตั้งกระแสไฟฟ้า กล้องวงจรปิด จัดให้ลงทะเบียนเข้า – ออกด้วยเวลาที่ชัดเจน มีระบบดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด

ขอบคุณข้อมูล สวท.เชียงราย