ดินถล่ม น้ำป่าพัดบ้านพัง สะพานหักงอ วอน ผวจ.ช่วยชาวบ้าน

เกิดเหตุภัยพิบัติ น้ำป่าซัดบ้านเรือนประชาชนได้รับความเดือดร้อน บ้านเรือนพังเสียหาย

เมื่อเวลา 13.00 น.วันี่ 14 ก.ค. 61 ที่ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ได้เกิดพายุฝนตกกระหน่ำติดต่อกันมานานกว่า 5 วันที่ผ่านมา ทำให้เกิดสภาวะภัยธรรมชาติในพื้นที่ อ.พะโต๊ะไปทั่วทั้งอำเภอ นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผวจ.ชุมพร พร้อมด้วย นายธีรยุทธ จันทร์ดิษฐ์ทะวงศ์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดชุมพร นายอัครชัย ชัยจิระฉายากุล นายอำเภอพะโต๊ะ รีบรุดไปยังที่เกิดเหตุ จุดต่าง ๆ ใน อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร

ที่หมู่ที่ 1 หมู่ที่ 1 ตำบลพะโต๊ะ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร นายวิบูลย์ รัตนาภรณ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 47 หมู่ที่ 1 ของนางสุจิตรา รอดสุด อายุ 47 ปี ซึ่งถูก ดินจากภูเขาพะโต๊ะ เลื่อนไถลหล่นลงมาทับบ้าน นายวิบูลย์ได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุ พบว่ามีดินจากภูเขาบริเวณไหล่ภูเขาขนาดความสูงร่วม 10 เมตรไหลลงมาทับหลังคาบ้านดังกล่าว ในขณะที่ภายในบ้าน มีนางสุจิตราและลูกสาวอายุ 11 ขวบ หลานสาวอายุ 5 ขวบ 2 คน แต่ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด ปริมาณดินจำนวนมากได้ไหลเข้าสู่ห้องครัว ห้องนอนและบริเวณบ้าน ทำให้ไม่สามารถอยู่อาศัยในจุดดังกล่าวได้ นายวิบูลย์สั่งการให้ นายอำเภอพะโต๊ะ และองค์การบริหารส่วนตำบลพะโต๊ะรวมถึง ปภ.ชุมพร หาแนวทางการให้ความช่วยเหลือแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วนซึ่งได้รับคำชี้แจงว่าต้องรอให้ฝนหยุดตกสักระยะหนึ่งก่อน จึงจะสามารถนำเครื่องมือจักรกลหนักเข้ามาทำการแก้ไขปัญหาได้

ต่อจากนั้นคณะของผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรได้เดินทางไปยังหมู่ที่ 5 บ้านทับขอน ตำบลปากทรง อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพรเพื่อตรวจเยี่ยมชาวบ้านที่ถูกกระแสน้ำป่าพัดลงมาทำให้บ้านจำนวน 10 หลังคาเรือนได้รับความเสียหาย กำนันตำบลปากทรงรายงานต่อผู้ว่า ถึง เหตุการณ์ว่าที่ผ่านมาในช่วงเวลาเช้าได้เกิดน้ำป่าไหลลงมาจากภูเขาปากทรงทำให้บ้านชาวบ้านซึ่งอยู่ริมห้วยทับขอน โดนกระแสน้ำป่ามีความสูงประมาณ 3 ถึง 4 เมตรพัดบ้านเสียหายบางส่วน แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจนถึงเวลานี้เหตุการณ์โดยทั่วไปกับคืนสภาวะปกติ แต่ยังคงมีถนนเส้นปากทรง-ทับขอน ได้รับความเสียหายบางช่วงไม่สามารถสัญจรได้ ในเวลานั้นได้มีนายพิรุณ ศรีสังข์ อายุ 94 ปี บ้านเลขที่ 5/5 หมู่ที่ 5 ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ พยายามเดินถือไม้เท้าเพื่อมาพบ ผวจ.ที่มาเยี่ยม ผู้ประสบภับด้วยความปลื้มปิติที่ ผวจ.ชุมพรไม่ทอดทิ้งชาวบ้าน พร้อมทั้งเล่าเหตุการณ์นาทีชีวิตที่เกิดขึ้นให้ผู้ว่าได้รับทราบ นายวิบูลย์ได้ให้กำลังใจแก่ชาวบ้านและมอบถุงยังชีพแก่ชาวบ้านพร้อมทั้งสั่งการให้มีการสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อหาทางแก้ไขต่อไป

ต่อมาในขณะที่ คณะของนายวิบูลย์ กำลังจะเดินทางกลับ ผวจ.ชุมพรขอเข้าห้องน้ำในร้านอาหาร และกำลังสวมรองเท้า ได้มี นางแคทรียา แพ่งแป้น 57 บ้านเลขที่ 17/2 หมู่ที่ 10 ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร อาชีพทำสวน ได้ตรงเข้า เข้ากราบที่เท้าของนายวิบูลย์ พร้อมทั้งร้องไห้ขอความช่วยเหลือ และนำภาพถ่ายบ้านที่ได้รับความเสียหาย ทำเอา นายอัครชัย นายอำเภอพะโต๊ะ และ ผวจ.ชุมพร รีบประคองให้ ลุกขึ้น และให้ เล่าความเดือดร้อน นางแคทรียา กล่าวว่า “บ้านของตนเอง อยู่ริมคลองจอก ใน ต.พะโต๊ะ อ.พะโต๊ธ ถูกน้ำป่าพัดพังมาหลายครั้ง ทางราชการรับปากจะเข้ามาช่วยซ่อมแซมแต่ไม่เคยมา ต้องควักเงินเองมาตลอดทั้งที่มีความยากจนมาก ต้องกู้หนี้ยืมสิน จนมาเมื่อสองวันที่ผ่านมาก็ ได้เกิดน้ำป่าพัดบ้านหายไปครึ่งหลัง จนไม่สามารถอาศัยได้ และหมดเนื้อหมดตัวแล้วขอให้ ผวจ.ชุมพรช่วยจริงๆสักครั้ง”

ต่อมา คณะของ ผวจ.ชุมพร ได้รับรายงาน จาก นายประภาส อินเกล้า กำนัน ต.พะโต๊ะ ว่า น้ำป่ากำลัง พัดสะพานข้ามแม่น้ำพะโต๊ะ ที่ หมู่ที่6 ต.พะโต๊ะ ได้รับความเสียหายหนักมาก จึงรีบรุดไปตรวจสอบพบ ว่า ที่สะพานบ้านในหยาน มีน้ำป่ากำลังไหลหลากลงมาทะลักเข้าสู่สะพานอย่างรุนแรง ทำให้ สะพานคอนกรีตความยาว ร่วม 200 เมตร 2 ช่องการจราจร เกิดการหักงอ เป็นช่วงๆ จากพื้นถนนเรียบ จึงกลายเป็นถนนที่หักเป็นรูปสามเหลี่ยม ประมาณ 3 ช่วง ราวสะพาน แยกออกจากกัน เมื่อยืนบนสะพานพบว่ามีอาการสั่นสะเทือนจากแรงน้ำกระแทกตลอดเวลา” นายวิบูลย์ ได้สั่งการให้เก็บรายละเอียดไว้และ แจ้งเตือน ชาวบ้านในระมัดระวังในการใช้สะพาน เมื่อเหตุการณ์ปกติ จะได้ เร่งทำการซ่อมแซม” สะพาน ดังกล่าว ข้ามไปยัง บ้านเรือนชาวบ้านอีก 6 หมู่บ้าน 2 ตำบล คือ ตำบลพะโต๊ะ และ ตำบลปากทรง มีชาวบ้านนับพันคนต้องขนสินค้าทางเกษตรเดินทางผ่านสะพานดังกล่าวตลอดเวลา และ ไม่มีเส้นทางหลีกเลี่ยงทางอื่นอีก ทำให้ชาวบ้านต้องยอมเสี่ยงอันตรายเพื่อผ่านสะพานตัวนี้ ชาวบ้านที่ต้องขับนรถข้ามสะพานจะจอดรถดูสถานการณ์ แล้วจึงกล้าขับรถผ่าน ในขณะที่พายุฝนยังคงพัดกระหน่ำใน จ.ชุมพรตลอดเวลา

สาวจนตัวกลัวถูกจับอมไอซ์ไว้ในปาก ไม่ยอมพูดได้แต่กอดสุนัขร้องไห้ (ชมคลิป)

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นจับกุมพ่อค้ายาบ้า ภรรยาจวนตัวกลัวถูกจับอมไอซ์ไว้ในปาก ไม่ยอมพูดได้แต่กอดสุนัขนั่งร้องไห้ สุดท้ายถูกจับกุมตัวทั้งสองคน

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.61 ภายใต้การสั่งการอำนวยการของ พ.ต.อ.มานพ ภุชชงค์ ผกก.สส.ภ.จว.ลำปาง สั่งการให้ พ.ต.ท.ปิยะราช ความเพียร หัวหน้าชุดปปส. ร.ต.อ.อานนท์ผงปง รอง.สว.สส. พ.ต.ท.ประสิทธิ์ หล้าสมศรี สวป.สภ.เมืองลำปาง เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย รส.ที่1 มทบ.32ลำปาง นำโดย ร.ต.ซิทูล วรกุล พร้อมกำลังบุกเข้าตรวจค้นห้องเช่าแห่งหนึ่ง ถ.บุญโยง ต.หัวเวียง อ.เมือง จ.ลำปาง ภายหลังจากสืบสวนทราบว่า มีการลักลอบจำหน่ายยาบ้า ให้กับกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใช้แรงงานทั่วไป จากการตรวจค้นภายในห้องพัก พบนายปู(นามสมมุติ) อายุ43ปี และภรรยาชื่อนางสาวไก่(นามสมมุติ) อายุ21ปี  ทั้งสองคนเป็นคนอำเภอเมือง จ.ลำปาง จากการตรวจค้นพบยาบ้าจำนวน 55 เม็ด บรรจุอยู่ในซองพลาสติกสีดำ วางอยู่บนหัวเตียงนอน โดยนายปู รับสารภาพว่าเป็นของตนเอง

ส่วนนางสาวไก่ ท่าทางมีพิรุธ จากการตรวจค้นในร่างกายไม่พบยาเสพติดแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่ได้สอบถามก็ไม่ยอมตอบ ซึ่งบางครั้งพูดโต้ตอบก็ไม่ชัด คล้ายอมสิ่งของไว้ในปาก เอาแต่ร้องไห้กอดสุนัขสองตัวไว้ จึงได้พยายามเค้น พูดจาเกลี่ยกล่อม หลอกล่อ เพื่อให้คายสิ่งของอยู่ในปากออกมา เนื่องจากเกรงว่าหากกลื่นเข้าไปแล้วทำให้เกิดอันตราย ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาล จนเวลาผ่านไปนานกว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดแล้วก็ยอมคายสิ่งของที่อยู่ในปากออกมา พบว่าเป็นไอซ์ บรรจุอยู่ในซองพลาสติกใส ชั่งน้ำหนักจำนวน 1 กรัม

จากการสอบสวนนายปู ในเบื้องต้นให้การว่า เป็นเพียงคนเก็บยาบ้าให้กับนายต่าย หรือในวงการมีฉายาว่า ต่าย หน่วยเหนือ ซึ่งรู้จักกันขณะถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำ ในคดียาเสพติด(ยาบ้า)ภายหลังจากต่างคนต่างพ้นโทษออกมาแล้ว ก็ได้มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์

โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่10มิ.ย.61 ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากนายต่าย ซึ่งได้หลบหนีคดีหมายจับ เกี่ยวกับยาเสพติด ของหลาย สภ. ไปอาศัยอยู่กับกลุ่มพ่อค้ายาบ้าตามแนวตะเข็บชายแดน ฝั่งประเทศพม่า ให้ตนเองไปเก็บยาบ้า 50 มัด(จำนวน100,000เม็ด) ที่มีคนนำมาวางไว้ให้บริเวณริมถนนเขตบ้านแพะหนองแดง ต.ทุ่งฝาย อ.เมืองลำปาง ก่อนที่นายต่าย จะสั่งให้ตนนำยาบ้า ไปวางไว้ริมถนน ตามจุดต่างๆในเขตตัวเมืองลำปาง เพื่อให้คนมารับต่อไป และทราบว่ามีการจ่ายเงินซื้อขายกันโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ส่วนตนเองจะได้ค่าจ้างในครั้งนั้นเป็นยาบ้า 3 มัด(จำนวน6,000เม็ด) และนำยาบ้าแบ่งขายให้กับลูกค้า ถุงละ6,000บาท(ถุงละ200เม็ด ราคาเม็ดละ30บาท) จนมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร บุกเข้าตรวจค้นจับกุมตัว ได้พร้อมของกลาง ก่อนนำตัวสองสามีภรรยาส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองลำปาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป..

อย. เรียกเก็บคืน “ยาวาลซาร์แทน (Valsartan)” หลังพบสารก่อมะเร็งในวัตถุดิบ

อย. แจ้งเตือนภัยผู้บริโภคและบุคลากรทางการแพทย์ พบสารก่อมะเร็งในวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต “ยาวาลซาร์แทน (Valsartan)” ซึ่งเป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง มาจากแหล่งผลิตจากจีน

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการ อาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่มีการเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์ยา วาลซาร์แทน (Valsartan) ใน 22 ประเทศ ทั่วโลก เนื่องจากพบสารก่อมะเร็งในวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยา โดยบริษัท Zhejiang Huahai Pharmaceuticals ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบวาลซาร์แทน (Valsartan) ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ออกมายอมรับถึง ความผิดพลาดดังกล่าว ว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงกระบวนการ ผลิตวัตถุดิบนั้น

ทั้งนี้ ในประเทศไทย มีบริษัทผู้รับอนุญาตผลิต / นำหรือสั่งยาวาลซาร์แทนเข้ามาในราชอาณาจักร จำนวน 7 บริษัท และมีทะเบียนตำรับยาที่ได้รับอนุญาตให้จำหน่าย จำนวนทั้งสิ้น 14 ตำรับ

ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า มีบริษัทผู้รับอนุญาตที่ใช้วัตถุดิบจาก Zhejiang Huahai Pharmaceuticals เพียง 2 ราย ได้แก่ บริษัท สีลมการแพทย์ จำกัด และ บริษัท ยูนีซัน จำกัด ซึ่งมีเลข ทะเบียนตำรับ รวม 5 ตำรับ ได้แก่

1. บริษัท สีลมการแพทย์ จำกัด จ านวน 2 ทะเบียนตำรับ ได้แก่
(1) ยา VALATAN 80 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 9/54 (NG)
(2) ยา VALATAN 160 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 10/54 (NG)

2. บริษัท ยูนีซัน จำกัด จำนวน 3 ทะเบียนตำรับ ได้แก่
(1) ยา VALSARIN 80 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 4/60 (NG)
(2) ยา VALSARIN 160 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 5/60 (NG)
(3) ยา VALSARIN 320 ทะเบียนตำรับยาเลขที่ 1A 6/60 (NG)

เลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า อย. เล็งเห็นถึงความไม่ปลอดภัยจากการใช้ยาที่มีการปนเปื้อนสารก่อมะเร็ง จึงมีมาตรการให้เรียกเก็บผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทน เลขทะเบียนตำรับดังกล่าวข้างต้น ในทุกรุ่นการผลิตคืนจากท้องตลาดภายใน 15 วัน พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ผู้รับอนุญาตผลิตยาทั้งสองแห่ง ระงับการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทน ทุกทะเบียนที่มีการใช้วัตถุดิบวาลซาร์แทนจากแหล่งผลิตดังกล่าวเป็นการชั่วคราว

รวมทั้งระงับการจำหน่ายเภสัชเคมีภัณฑ์วาลซาร์แทน ที่มาจากแหล่งผลิตดังกล่าว และ อย. จะดำเนินการควบคุมการทำลายต่อไป อีกทั้งให้แจ้งข้อมูลรายละเอียดการนำเข้า และขายเภสัชเคมีภัณฑ์วาลซาร์แทนแต่ละรุ่น จากทุกแหล่งผลิต ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ให้ อย. ทราบภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 นอกจากนี้ ได้ดำเนินการแจ้งเตือนภัยเร่งด่วน (Rapid Alert) ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย

เลขาธิการ ฯ อย. กล่าวในตอนท้ายว่า อย. ขอความร่วมมือผู้ใช้ยาตรวจสอบเลขทะเบียนตำรับของผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทนที่ใช้อยู่ หากตรงกับเลขทะเบียนตำรับข้างต้น ให้ส่งกลับคืนสถานพยาบาลหรือร้านยาที่จ่ายยาให้แก่ท่าน เพื่อดำเนินการท าลายยาต่อไป

อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนสารก่อมะเร็งนี้เกิดจากกระบวนการผลิตวัตถุดิบ มิได้เกิดจากความผิดพลาดในการผลิตยาสำเร็จรูป ดังนั้น หากผู้รับอนุญาตผลิตยาทั้งสองบริษัท สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารก่อมะเร็งนี้ได้แล้วเสร็จ ก็จะสามารถผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทนได้ดังเดิม

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทน (กลุ่ม Angiotensin II Receptor Blocker: ARB) เป็นยารักษาโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่มีความจำเป็นต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยที่เคยได้รับผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทนในการรักษามาอย่างต่อเนื่อง ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ยา รักษาโรคความดันโลหิตสูงตัวอื่น

โดยยังคงสามารถใช้ผลิตภัณฑ์ยาวาลซาร์แทน เลขทะเบียนตำรับอื่นที่ ไม่มีการปนเปื้อนสารก่อมะเร็งดังกล่าวได้ ขอให้ประชาชนอย่าหวั่นวิตกและเชื่อมั่นในการดำเนินงานของ อย. เพราะ อย. ได้มีการตรวจสอบผลจากการใช้ยาที่ขึ้นทะเบียนในไทยอย่างเข้มงวด หากพบการใช้ยาใดมีปัญหา อย. จะรีบรายงานเตือนภัยให้สาธารณชนทราบอย่างเร่งด่วน