ศาลฎีกาสั่งจำคุก 3 ปี ‘วัฒนา อัศวเหม’ ฐานฉ้อโกงซื้อที่ดินคลองด่าน

ศาลฎีกาสั่งจำคุก 3 ปี ‘วัฒนา อัศวเหม’ ฐานฉ้อโกงซื้อที่ดินก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ส่วน 6 ผู้บริหารบริษัทก่อสร้างโดนคนละ 3-6 ปี 

วันนี้ (13 ก.ค.) เมื่อเวลา 13.30 น. ศาลแขวงดุสิตได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ 254/2547 ที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง 1. กิจการร่วมค้า เอ็นวีพีเอสเคจี หรือ NVPSKG (ศาลมีคำสั่งไม่รับฟ้องตั้งแต่ชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์) 2. บริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 3. นายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการบริษัท วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง 4. บริษัท ประยูรวิศว์การช่าง 5. นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการบริษัท ประยูรวิศว์การช่าง

6. บริษัท สี่แสงการโยธา (1979) 7. นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการบริษัท สี่แสงการโยธา 8. บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ 9. นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการบริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ 10. บริษัท เกตเวย์ ดิเวลลอปเมนท์ 11. นายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ 12. บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ 13. นายชาลี ชุตาภา กรรมการบริษัท คลองด่านมารีนฯ 14. นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการบริษัท คลองด่านมารีนฯ

15. นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการบริษัท คลองด่านมารีนฯ 16. บริษัท ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ 17. นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการบริษัท ปาล์ม บีชฯ 18. นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ และ 19. นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย (หนีคดีตั้งแต่ปี 2552 ซึ่งศาลออกหมายจับไว้อยู่แล้ว) เป็นจำเลยที่ 1-19

ในความผิดฐานฉ้อโกงการจัดซื้อที่ดิน อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ เนื้อที่รวม 1,900 ไร่ มูลค่า 1.9 พันล้านบาท เพื่อก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน แต่ที่ดินนั้นกลับเป็นกลุ่มบริษัทจัดหามาแล้ว ที่ดินนั้นเป็นคลอง ถนนสาธารณะ และป่าชายเลน และฉ้อโกงสัญญาก่อสร้างฯ มูลค่าประมาณ 2.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคดีนี้จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธ โดยชั้นไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ ศาลพิพากษายกฟ้องในส่วนของกิจการร่วมค้า NVPSKG จำเลยที่ 1 และสั่งประทับรับฟ้องไว้เฉพาะจำเลยที่ 2-19

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2552 พิพากษาว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2-19 เชื่อมโยงมีการแบ่งหน้าที่กันทำกลุ่มหนึ่งเป็นผู้รวบรวมที่ดินนำขายให้แก่โจทก์ อีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ก่อสร้างโครงการซึ่งมีความสัมพันธ์กัน โดยทราบดีอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวออกโฉนดโดยมิชอบแล้วนำมาขายให้กับโจทก์ใช้ก่อสร้างโครงบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่านโดยไม่มีบริษัทผู้เชี่ยวร่วมดำเนินการ มีเจตนาทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย นำผลประโยชน์ไปแบ่งปันกัน

พยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2-19 ร่วมกันกระทำผิดตาม ม.341 ฐานร่วมกันฉ้อโกง อันเป็นความผิดกรรมเดียว จึงให้จำคุก นายพิษณุ ชวนะนันท์ กก.บ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง, นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กก.บ.ประยูรวิศว์การช่าง, นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กก.บ.สี่แสงการโยธา, นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กก.บ.กรุงธนเอนยิเนียร์, นายรอยอิศราพร ชุตาภา กก.บ.เกตเวย์

นายชาลี ชุตาภา กก.บ.คลองด่านมารีนฯ, นายประพาส ตีระสงกรานต์ กก.บ.คลองด่านมารีนฯ, นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กก.บริษัท คลองด่านมารีนฯ ,นางบุญศรี ปิ่นขยัน กก.บ.ปาล์ม บีชฯ และนายกว๊อกวา โอเยง ผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ และนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย จำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11, 13-15, 17, 18, 19 คนละ 3 ปี

ส่วน บ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง, บ.ประยูรวิศว์การช่าง, บ.สี่แสงการโยธา(1979), บ. กรุงธนเอนยิเนียร์, บ.เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์, บ.คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ และ บ.ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 2, 4, 6, 8, 10, 12, 16 ให้ปรับรายละ 6,000 บาท โดยระหว่างอุทธรณ์คดี จำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11, 13-15, 17, 18 ได้ประกันคนละ 1 ล้านบาท ส่วนนายวัฒนา จำเลยที่ 19 หลบหนีคดีไปก่อน ศาลจึงมีคำสั่งให้ออกหมายจับและปรับนายประกัน

ต่อมาศาลอุทธรณ์อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2556 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าช่วงเวลาที่ บ.ปาล์ม บีชฯ จำเลยที่ 16 ซื้อที่ดินยังไม่แน่ชัดว่าโครงการก่อสร้างบำบัดน้ำเสียจะใช้ที่ดินบริเวณ ใดบ้าง โดย คพ.เพิ่งมีโครงการชัดเจนว่าจะใช้ที่ดิน ต.คลองด่าน ในเดือน ก.พ. 2539 ดังนั้น พยานหลักฐานโจทก์จึงยังไม่มีน้ำหนักรับฟังได้ว่าพวกจำเลยเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือดำเนินการใดๆ ให้คณะกรรมการคัดเลือกของ คพ.ให้เลือกที่ดินของ บ.คลองด่านมารีนฯ จำเลยที่ 12 อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2-19 ฟังขึ้น

ต่อมาโจทก์ ได้ยื่นฎีกา ขอให้ศาลฎีกา กลับพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งหมด โดยวันนี้ นายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 11 , นายชาลี ชุตาภา กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ ที่ 13 , นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ ที่ 15 , นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ที่ 19 ที่ศาลเคยออกหมายจับไว้แล้วเพราะไม่ศาลเมื่อนัดอ่านคำพิพากษาครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ที่ผ่านมา

ซึ่งถือว่าออกหมายจับครบ 1 เดือนแล้ว ยังไม่ได้ตัวมา ศาลจึงให้อ่านคำพิพากษาลับหลังทันทีในวันนี้ โดยเมื่อถึงเวลาองค์คณะศาลแขวงดุสิต ได้อ่านคำพิพากษาของศาลฎีกา ซึ่งศาลฎีกาตรวจสำนวยประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ตามทางนำสืบของ “คพ.” โจทก์ รับฟังได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 2-19 กระทำผิดตามฟ้อง

จึงพิพากษากลับเป็นว่า จำเลยทั้ง 18 ราย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีการซื้อที่ดิน 1.9 พันล้านบาท และฉ้อโกงกรณีสัญญาจ้างก่อสร้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท ฎีกาโจทก์ฟังขึ้น ที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งหมดนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

ซึ่งการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษ จึงให้จำคุก นายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 3 และนายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 11 คนละ 6 ปี ใน 2 กระทง ฐานร่วมกันฉ้อโกงการซื้อที่ดิน 1.9 พันล้านบาท และฉ้อโกงสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการก่อสร้างบ่อบำบัดน้ำเสีย อ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ มูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาท

ส่วนนายชาลี ชุตาภา กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ จำเลยที่ 13 , นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ จำเลยที่ 14 , นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ ที่ 15 , นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการบริษัท ปาล์ม บีชฯ ที่ 17 , นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ ที่ 18 และนายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย (หนีคดีตั้งแต่ปี 2552) ที่ 19 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีการจัดซื้อที่ดิน

สำหรับนายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการบริษัทประยูรวิศว์การช่าง จำเลยที่ 5 , นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการบริษัทสี่แสงการโยธา จำเลยที่ 7 , นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการบริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ จำเลยที่ 9 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีสัญญาการก่อสร้าง (รวมจำคุกผู้บริหารบริษัทก่อสร้างทั้งหมดรวม 11 คน)

สำหรับบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 2 กับ บริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ ที่ 10 นั้นให้ปรับรายละ 2 กระทง รวมเป็นเงิน 12,000 บาท ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีการซื้อที่ดินและฉ้อโกงสัญญาจ้างก่อสร้างงาน และปรับ บริษัท คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ ที่ 12 กับบริษัท ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ ที่ 16 รายละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันฉ้อโกงกรณีการซื้อที่ดิน

สำหรับ บริษัทประยูรวิศว์การช่าง จำเลยที่ , บริษัทสี่แสงการโยธา (1979) ที่ 6 , บริษัท กรุงธนเอนยิเนียร์ จำเลยที่ 8 ให้ปรับรายละ 6,000 บาท ฐานร่วมกันฉ้อโกงสัญญาจ้างก่อสร้างงาน (รวมปรับบริษัทจำเลยทั้งหมด 7 แห่ง)

ซึ่งจำเลยที่ถูกตัดสินจำคุก 11 คนนั้น วันนี้ถูกนำตัวไปคุมขังในเรือนจำ รวม 5 คน คือนายพิษณุ ชวนะนันท์ กรรมการบริษัทวิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง จำเลยที่ 3 ที่ศาลตัดสินจำคุก 6 ปี ,นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กรรมการบริษัทประยูรวิศว์การช่าง จำเลยที่ 5 , นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กรรมการบริษัทกรุงธนเอนยิเนียร์ จำเลยที่ 9 , นายประพาส ตีระสงกรานต์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ ที่ 14 และ นางบุญศรี ปิ่นขยัน กรรมการบริษัท ปาล์ม บีชฯ ที่ 17 ซึ่งศาลให้จำคุกคนละ 3 ปี

ส่วนอีก 4 คน คือ นายรอยอิศราพร ชุตาภา กรรมการบริษัทเกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 11 ที่ศาลตัดสินจำคุก 6 ปี กับนายชาลี ชุตาภา กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ ที่ 13 , นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กรรมการบริษัทคลองด่านมารีนฯ ที่ 15 , นายวัฒนา อัศวเหม อดีต รมช.มหาดไทย ที่ 19 ที่ศาลตัดสินจำคุกคนละ 3 ปีนั้น ตัวจำเลยไม่มาศาลก็ให้ออกหมายจับนำตัวทั้ง 4 คน มารับโทษตามคำพิพากษาฎีกาซึ่งถึงที่สุดแล้วภายในระยะเวลารับโทษที่มีอายุความ 10 ปี นับจากวันที่ออกหมายจับ (ปี พ.ศ.2571)

และอีก 2 คน คือ นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กรรมการบริษัทสี่แสงการโยธา จำเลยที่ 7 ที่วันนี้ไม่มาศาลระบุยังรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล โดยขอให้ศาลเลื่อนการอ่านคำพิพากษาอีกครั้งนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยน่าจะมาศาลได้ พฤจิการณ์เป็นลักษณะการประวิงคดี กรณีไม่มีเหตุให้เลื่อน ส่วนของ นายกว๊อกวา โอเยง สัญชาติฮ่องกง ในฐานะผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ จำเลยที่ 18 ได้รับหมายศาลโดยชอบแล้วไม่มา พฤติการณ์ทั้งสองเชื่อว่าจะหลบหนี จึงให้ออกหมายจับทั้งสองภายในเวลา 1 เดือนเพื่อฟังคำพิพากษาต่อไปในวันที่ 22 ส.ค.นี้ เวลา 09.00 น.

บขส. เปิดตัวรถโดยสาร Super Bus มีระบบปรับนวด พร้อม Free Wifi

บขส. จัดงานวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 88 ปี พร้อมเปิดตัวรถโดยสาร Super Bus เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-ภูเก็ต เริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

วันนี้ (13 ก.ค. 61) นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนาบริษัทฯ ครบรอบปีที่ 88 และพิธีเปิดตัวรถโดยสาร Super Bus เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-ภูเก็ต ณ บริเวณชั้น 1 อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร)

นายจิรศักดิ์ เยาว์วัชสกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) กล่าวว่า วันนี้เป็นวันคล้ายวันสถาปนาบริษัทฯ ครบรอบปีที่ 88 ถือเป็นฤกษ์ดีจึงจัดพิธีเปิดตัวรถโดยสาร Super Bus เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-ภูเก็ต เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้ บขส.ได้นำร่องเปิดตัวรถ Super Bus เส้นทางกรุงเทพฯ-สกลนคร ไปแล้ว และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากผู้ใช้บริการ

สำหรับโครงการ Super Bus บขส. ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กำหนดเส้นทางที่เป็นเมืองแห่งการท่องเที่ยว และ ททท.สนับสนุนการออบแบบลวดลายบนรถโดยสาร พร้อมกันนี้ บขส.ได้ปรับเปลี่ยนมาตรฐานการให้บริการบนรถโดยสาร Super Bus เช่น ให้บริการด้วยรถวีไอพี 15 เมตร

เบาะที่นั่ง Cocoon มีระบบปรับนวด ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้า Free Wifi ที่ชาร์ตแบตส่วนตัว พนักงานต้อนรับบนรถสวมใส่ชุดพื้นมือง ใช้ภาษาท้องถิ่นในการสื่อสาร มีบริการแบบ Full Service และไม่จอดรับประทานอาหารระหว่างทาง เพื่อลดเวลาในการเดินทาง เป็นต้น

เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ออกจากกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ เวลา 21.00 น. เดินรถวันละ 2 เที่ยว (ไป-กลับ) อัตราค่าโดยสาร 759 บาท และกรุงเทพฯ-ภูเก็ต ออกจากกรุงเทพฯ เวลา 17.30 น. ออกจากภูเก็ต เวลา 19.00 น. เดินรถวันละ 2 เที่ยว (ไป-กลับ) อัตราค่าโดยสาร 913 บาท

กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวถึงผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา บขส.ได้ก่อสร้างสถานีขนส่งรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร) ซึ่งอยู่บริเวณใต้ทางด่วนพิเศษศรีรัช ตรงข้ามสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2 เฟส 1 เรียบร้อยแล้ว ซึ่งสามารถรองรับรถตู้โดยสาร และรถโดยสารขนาดเล็กได้กว่า 4,500 เที่ยวต่อวัน

รองรับผู้โดยสารได้สูงสุดประมาณ 30,000 คนต่อวัน ทั้งนี้เพื่อลดความแออัดและสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย บขส.จะดำเนินการย้ายรถตู้โดยสารที่ให้บริการในสถานีขนส่งหมอชิต 2 เข้าใช้พื้นที่สถานีขนส่งรถโดยสารขนาดเล็ก (จตุจักร) อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

สำหรับในปี 2560 ที่ผ่านมา บขส.ได้ผลักดันโครงการสำคัญต่าง ๆ ให้เป็นรูปธรรม อาทิ การเปิดเดินรถโดยสารระหว่างประเทศ เส้นทางน่าน-หลวงพระบาง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของประชาชนและส่งเสริมการท่องเที่ยว การค้า การลงทุนของสองประเทศ โครงการปรับปรุงรถโดยสารที่มีสภาพเก่า จำนวน 146 คัน เพื่อยกระดับการบริการให้ทันสมัย ได้มาตรฐาน สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ

บขส. ได้สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สำหรับการใช้สิทธิ์เดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะในวงเงิน 500 บาท และได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง ธ.ก.ส. บขส. และ TABCO เพื่อสานพลังประชารัฐ สร้างช่องทางจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตร

โดยบริษัทฯ สนับสนุนการตั้งบูธขายสินค้าภายในสถานีขนส่งหมอชิต 2 เพื่อเป็นช่องทางการจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรไปสู่ พนักงาน ผู้ประกอบการ และบุคคลทั่วไป โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และเพื่อยกระดับคุณภาพการบริการในด้านความปลอดภัย บขส. ได้ร่วมมือกับ วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

จัดสร้างหลักสูตรการฝึกอบรมสายอาชีพรถโดยสารสาธารณะ และจัดทำคู่มือด้านความปลอดภัย เพื่อนำมาเป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอนให้แก่พนักงานขับรถของบริษัทฯ และจัดตั้งสถาบันการฝึกอบรมทักษะการขับรถโดยสารสาธารณะขั้นสูงในอนาคต

นอกจากนี้ในปี 2561 บขส.ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างกรมท่าอากาศยาน ในการพัฒนาระบบการขนส่งเชื่อมต่อแบบ Feeder โดยในอนาคต บขส.จะจัดจุดจอดรถรับ-ส่งลูกค้าผู้ใช้บริการ ในบริเวณท่าอากาศยานอุดรธานี และขอเช่าพื้นที่ภายในอาคารจัดตั้งเคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋ว ให้บริการลูกค้า ซึ่งลูกค้าจะสามารถจองตั๋วล่วงหน้าได้เช่นเดียวกับเส้นทางปกติอื่นๆ โดยรถจะออกจาก บขส.อุดรธานี เวลา 08.30 น. และจะแวะรับลูกค้าผู้ใช้บริการที่จุดจอดที่ท่าอากาศยานอุดรธานี ในเวลา 09.00น.

ส่วนบรรยากาศในการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนาบริษัทฯ ครบรอบ 88 ปี บขส.ได้เชิญชวนหน่วยงานร่วมบริจาคเงินสมทบทุนโครงการ “ทุกการเดินทางขับเคลื่อนความสุขสู่คนไทยด้วยวีลแชร์” ปี 3 เพื่อจัดซื้อรถวีลแชร์ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางการเคลื่อนไหว ซึ่ง บขส. ได้ส่งมอบวีลแชร์ให้แก่ผู้ด้อยโอกาสทางการเคลื่อนไหว โรงเรียน วัด และองค์กรสาธารณกุศลทั่วประเทศที่ขอรับบริจาควีลแชร์ผ่าน บขส. รวมกว่า 300 คันแล้ว

ที่มา  กองสื่อสารองค์กรและการตลาด

เพจดังแชร์เรื่องเล่าดึงสติ ก่อนตัดสินใจคิดลาออกจากงาน

เปิดเรื่องเล่าช่วยตัดสินใจ ก่อนคิดลาออกจากงาน  

วันนี้ (13 ก.ค. 2561) เพจ แจ้งข่าวชาวบุรีรัมย์ ได้มีการแชร์ข้อความเรื่องเล่าน่าคิด ของการจะลาออกจากงานประจำ หรืองานข้าราชการ เพื่อเป็นการดึงสติทบทวนให้ดีก่อนตัดสินใจ  โดยข้อความดังกล่าวระบุว่า  💢 เรื่องเล่าชีวิตสาวข้าราชการ 🤦🏻‍♀️

ดิฉันรู้สึกเริ่มเบื่อชีวิตราชการ อยากลองไปประกอบอาชีพอื่นดูบ้าง จึงได้ตัดสินใจ เขียนใบลาออกจากการเป็นข้าราชการ เพื่อเดินทางตามหาความฝันของตัวเอง

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นดี ทีละขั้นตอนตามลำดับชั้น ตามระบบของราชการ 
แต่พอมาถึงขั้นตอนสุดท้าย ที่ยื่นเอกสาร
เพื่อดิฉันจะได้ออกจากราชการอย่างเสร็จสมบูรณ์

เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องได้พูดกับดิฉันคำหนึ่ง
ซึ่งคำนั้นทำให้ดิฉันรู้สึกรักหน่วยงานที่สุด และก็ได้รู้ว่าหน่วยงานก็รักเรามากเหมือนกัน

จนดิฉันต้องพับเอกสารเกี่ยวกับเรื่องการลาออกของดิฉันเก็บไว้
แล้วเดินกลับออกมาอย่างเต็มใจ พร้อมกับต้องอดกลั้นน้ำตาไว้…..

คำพูดที่เจ้าหน้าที่คนนั้นพูดกับดิฉันคือ

“น้องต้องหาเงินมาคืน สหกรณ์…ล้านห้า ออมสิน…ห้าแสน และกรุงไทยอีก..หนึ่งล้าน ก่อนนะครับ …น้องจึงจะลาออกได้” ดิฉันจึงได้ตาสว่างกระจ่างแจ้งโดยพลันว่า “เรามีความผูกพันกับองค์กรของเราแค่ไหน” …..

#สู้ๆนะทุกคน🙋🏼‍♀️