คืบหน้าการกู้ร่างผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย จากเรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต

ศูนย์ข้อมูลร่วมประชาสัมพันธ์ กรมประชาสัมพันธ์รายงานความคืบหน้าการกู้ร่างผู้เสียชีวิตรายสุดท้าย จากเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต ที่ติดใต้ท้องเรือฟินิกซ์ ขณะนี้ชุดปฏิบัติการลงไปแล้ว 4 Dive ทำการติดตั้งอุปกรณ์เครื่องดูดทราย แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ

นาวาเอก ณรงค์ อรภักดี รองผู้อำนวยการกองยุทธการ กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เปิดเผยว่า ขณะนี้ชุดปฏิบัติการกู้ร่างผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต รายสุดท้ายที่ติดค้างอยู่ใต้ท้องเรือเรือฟินิกซ์ ได้เร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ชุดปฏิบัติการดังกล่าวประกอบด้วยทีมดำน้ำจากทหารเรือ 20 นาย นักประดาน้ำจากจีน 10 นาย ตำรวจน้ำ 3 นาย และอาสาสมัครชาวต่างชาติ 5 นาย ประกอบด้วย นิวซีแลนด์ สกอตแลนด์ โปรตุเกสและออสเตรเลีย กำลังเร่งระดมการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เวลา 10.00 น.ที่ผ่านมา

โดยเริ่มปฏิบัติการ ไปแล้ว 4 Dive โดยนำอุปกรณ์เครื่องดูดทราย แบบ portable พร้อมพลั่วไปทำการกู้แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ทีมปฏิบัติการชุดที่ 5 ซึ่งเป็นอาสาสมัครชาวต่างชาติ ตำรวจน้ำ โดยใช้เรือฐานปฏิบัติการดำน้ำ “โชคสมบูรณ์ 5” ลงไปปฏิบัติการโดยใช้เครื่องพ่นทรายและพลั่วไปดำเนินการต่อ ทั้งนี้ชุดปฏิบัติการดังกล่าวจะสามารถอยู่ใต้น้ำได้นานกว่า 2 ชั่วโมง หากไม่มีปัญหาอุปสรรคจากสภาพคลื่นลมแรง น่าจะมีข่าวดี

สมเด็จพระสังฆราช พระราชทานกำลังใจให้ครอบครัว ‘จ่าแซม’

สมเด็จพระสังฆราช พระราชทานกำลังใจให้ครอบครัว ‘จ่าแซม’ พร้อมทั้งประทานผ้าไตรบังสุกุลทอดหน้าหีบศพ

วันนี้ (13 ก.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ได้เผยแพร่ข้อความระบุเจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โปรดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเชิญผ้าไตรบังสุกุลประทาน 5 ไตรไปทอดหน้าหีบศพ จ่าเอก สมาน กุนัน ในพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ณ วัดบ้านหนองคู จังหวัดร้อยเอ็ด ในวันเสาร์ ที่ 14 กรกฎาคม 2561

การนี้โปรดให้ท่านเป็นผู้เชิญผ้าไตรประทานดังกล่าวไปทอดหน้าหีบศพ สำหรับพระสงฆ์จักได้พิจารณาบังสุกุลก่อนการพระราชทานเพลิงศพ เพื่อเป็นพระกุศลประทานแก่ผู้วายชนม์ พร้อมทั้งโปรดให้เชิญรับสั่งทรงเป็นกำลังใจให้ครอบครัวผู้วายชนม์ คลายโศกและให้ถึงพร้อมด้วยศรัทธาในการบำเพ็ญคุณความดีสืบไป

อดีตปธ.นิสิต ติงผู้บริหารมหาวิทยาลัยดัง หลังคิดให้ทุนเรียนฟรี 13ชีวิตถ้ำหลวง

กดแห่กดไลค์ ข้อความอดีตประธานนิสิตมหาวิทยาลัยดัง ไม่เห็นด้วยผู้บริหารเตรียมให้ทุนเรียนฟรีกับ 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง ชี้น้องๆ สมควรได้รับการเยียวยา แต่ไม่ใช่วิธีนี้

วันนี้ (13 ก.ค. 2561) ผู้คนในโลกออนไลน์ได้พากันส่งต่อข้อความของผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ที่ได้แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของผู้บริหารมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง ที่ได้ทำจดหมายส่งถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย เสนอให้ทุนการศึกษาน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมีที่ติดอยู่ภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ฟรี ตั้งแต่ปริญญาตรี จนถึงจบปริญญาเอก ก่อนจะทราบต่อมาว่าผู้โพสต์คืออดีตประธานนิสิตมหาวิทยาลัยดังกล่าว ว่า

หมูป่าอะคาเดมี, มหาวิทยาลัยนเรศวร, ถ้ำหลวง, ข่าวสดวันนี้

“เรียนผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่เคารพ จากที่มีหนังสือจากมหาวิทยาลัยนเรศวรที่ผมรักไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ว่าจะให้ทุนการศึกษาทีมหมูป่าจนจบปริญญาเอกนั้น ผมจึงขอเขียนข้อความนี้โดยคาดหวังว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยจะได้เห็น (หลายๆ ท่านเป็นเพื่อนใน facebook กับผม) และตระหนักถึงปัญหาจากเหตุการณ์ข้างต้นโดยทั้งหมดเป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเล็กๆ ของผมแต่เพียงผู้เดียว


1. ผมเห็นว่าน้องๆ หมูป่า เป็นผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติสมควรได้รับการเยียวยา (น้องๆ หมูป่าเข้าไปในถ้ำช่วง มิ.ย. แต่ถ้ำปิดให้ท่องเที่ยวเดือน ก.ค.)

2. จากข้อ 1 ย่อมมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเยียวยาน้องๆ หมูป่าอยู่แล้ว มิใช่หน้าที่ของมหาวิทยาลัยนเรศวรในบทบาทหน้าที่นี้  ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยนเรศวรสามารถร่วมแสดงน้ำใจเยียวยาน้องๆ หมูป่าอย่างเหมาะสมได้ให้เข้ากับบริบทของมหาวิทยาลัย

3. การให้ทุนการศึกษาควรพิจารณาจากผลงาน ฐานะทางบ้าน ผลการศึกษา และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยต้องมีแนวทางมีชัดเจนในการพิจารณาทุนการศึกษา ไม่ควรใช้การให้ทุนการศึกษาเป็นการเยียวยาผู้ประสบภัยธรรมชาติอันไม่เกี่ยวเนื่องกับการศึกษาแต่อย่างใด

4. มหาวิทยาลัยควรมีบทบาทในการชี้นำสังคมในค่านิยมที่ถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่มุมของวิชาการ ดังนั้นหากมีความประสงค์จะทำกิจกรรมร่วมกับน้องๆ หมูป่าอาจทำได้ในแง่มุมที่เหมาะสม เช่น การเชิญมาร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับภัยธรรมชาติในแง่มุมต่างๆ หรือโครงการใดๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการฟื้นฟูสภาพกายและใจของน้องๆ หมูป่าหลังการเผชิญเหตุร้าย เป็นต้น

5. ผมขอเรียนผู้บริหารมหาวิทยาลัยนเรศวรตรงๆ โดยเฉพาะอาจารย์กาญจนา (อธิการบดี) ที่เคารพ ว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของท่านเป็นเหตุให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และเกิดข้อครหาต่อมหาวิทยาลัยนเรศวรไปในวงกว้าง จึงขอให้ท่านออกมาชี้แจงเหตุผล “อันเหมาะสม” ของเรื่องดังกล่าวต่อสังคมและแสดงรับผิดชอบต่อมหาวิทยาลัยที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อมหาวิทยาลัยในครั้งนี้ จึงเรียนมาเผื่อโปรดพิจารณา

“ผมรัก มน. คณาจารย์ทุกท่านเสมอ บทความนี้เป็นเพียงฉบับร่าง ผมจะร่างเอกสารส่งตามไป มน.นะครับ”

ทั้งนี้ แม้ในวันนี้อาจมีประเด็นที่น่าตำหนิตักเตือน แต่ตลอด 28 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยนเรศวรก็ได้สร้างคุณประโยชน์และผลิตบัณฑิตคุณภาพให้กับประเทศไทยอยู่เสมอ และผมยังคงเชื่อมั่นว่ามหาวิทยาลัยนเรศวรจะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป”

พร้อมกันนี้ผู้โพสต์ยังได้มีการเขียนข้อความเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวว่า 

ล่าสุดผมได้ติดตามข่าวกรณีมหาวิทยาลัยนเรศวรให้ทุนการศึกษาน้องๆหมูป่าจนจบปริญญาเอก…
โดยทางอมรินทร์ทีวีลงข่าวว่า… “เป็นทุนจากโครงการกองทุนบัณฑิตคืนถิ่น เป็นโครงการของมหาวิทยาลัยจัดขึ้นปีนี้เป็นปีแรกได้รับทุนจากเอกชนและรัฐ และหากใครสำเร็จการศึกษาจะต้องกลับไปพัฒนาบ้านเกิดตามภูมิลำเนา” (ในส่วนนี้ผมยังไม่ได้ตรวจสอบกับทางมหาวิทยาลัยว่าจริงหรือไม่)
.
และมีบทสัมภาษณ์อาจารย์กาญจนา(อธิการบดี)โดยอาจารย์ได้กล่าวว่า
“…มองเห็นภาวะผู้นำของหัวหน้าคือโค้ช และดิฉันมองเห็นความมีวินัยของเด็ก คนเหล่านี้เนี่ยบางทีเราก็ควานหาเพชรจากในสังคมไทย

ถ้าหากว่าเด็กชุดนี้เค้าสะท้อนตัวเค้าเองมาแบบนี้ดิฉันก็คิดว่าสังคมน่าจะสนับสนุนเค้านะ ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเค้าเป็นผู้ประสบภัยอย่างเดียว คือไม่ได้ เราไม่อยากเป็นกระแสนะ…ในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยเป็นอุดมศึกษาดิฉันก็เพียงแค่ว่ามีอะไรที่จะตอบแทนแผ่นดินนี้ได้บ้างความจริง เราอยากจะช่วยทายาทจ่าสมานด้วยซ้ำไปแต่เผอิญได้ทราบว่าเค้าไม่มีลูกก็เลยไม่ได้พูดถึง…”
.
ผมจึงขอแสดงความเห็นของผมดังนี้

1.กระบวนการพิจารณาทุนการศึกษา(โดยเฉพาะทุนที่ให้ถึงปริญญาเอก) จำเป็นต้องมีกระบวนที่รัดกุม รอบคอบ และมีกระบวนการทดสอบ สัมภาษณ์ คัดเลือกที่ชัดเจน มิใช่เพียงพิจารณาแค่ว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงภาวะผู้นำของโค้ชและความมีวินัยของเด็กแล้วจึงสมควรเป็นผู้รับทุนได้ ดังที่กล่าวอ้างในบทสัมภาษณ์

2.ทุนการศึกษาดังกล่าวเป็นโครงการที่ดี แต่กระบวนการคัดเลือกนิสิตรับทุนควรเป็นธรรมต่อนักเรียนทุกๆคน ไม่ใช่ให้ทุนเป็นการเยียวยาผู้ประสบภัยธรรมชาติ

3.การตอบแทนบุญคุณแผ่นดินดังที่กล่าวอ้างในบทสัมภาษณ์ ควรทำให้ตรงกับบริบทของมหาวิทยาลัยที่มีหน้าที่ชี้นำค่านิยมที่ถูกต้อง และเป็นผู้นำด้านวิชาการ

ผมเขียนบทความนี้ด้วยความรักและเคารพในคณาจารย์มหาวิทยาลัยนเรศวรเสมอ เพียงแค่หวังให้ผู้บริหารดำเนินการทบทวนเหตุการณ์ดังกล่าว และปกป้องชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยที่ถูกสังคมวิพากวิจารณ์อย่างหนักอย่างกรณีดังกล่าว

ทั้งนี้แม้ในวันนี้อาจมีประเด็นที่น่าตำหนิตักเตือน แต่ตลอด ๒๘ ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยนเรศวรก็ได้สร้างคุณประโยชน์และผลิตบัณฑิตคุณภาพให้กับประเทศไทยอยู่เสมอ และผมเชื่อว่ามหาวิทยาลัยนเรศวรจะสร้างคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติต่อไป

https://www.facebook.com/tubtohkao34/videos/1092500737570870/
(นาทีที่ 1 ชั่วโมง 16นาที)

ข้อมูลข่าวจาก Natthachai Ramphoei