อดีตผู้ว่าฯ เชียงรายแถลง ปมดรามาโดรน -สแกนคลื่นเสียง นาทีลำเลียง 4 หมูป่า

ผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในถ้ำหลวง แจงเรื่องโดรนขึ้นบิน-ดักฟังคลื่นความถี่เจ้าหน้าที่ ระหว่างภารกิจลำเลียง 4 หมูป่า วอนอย่าทำอีก ด้าน ทอ.ยันไม่มีการขออนุญาตใช้โดรน บินถ่ายใกล้เฮลิคอปเตอร์

วันนี้ (9 ก.ค. 2561) นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์อำนวยการร่วมค้นหาผู้สูญหายในวนอุทยานแห่งชาติถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย ได้ออกแถลงการณ์ถึงกรณีที่เกิดเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีสื่อบางสำนัก นำโดรนขึ้นบินถ่ายภาพมุมสูงในระหว่างภารกิจลำเลียง 4 หมูป่าออกมาจากถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน และมีการดักฟังคลื่นความถี่ สัญญาณการสื่อสารของเจ้าหน้าที่ ที่ใช้ในการทำงาน แล้วมาเผยแพร่ นั้นว่า

ถ้ำหลวง, หมูป่าอะคาเดมี, อนุพงษ์ เผ่าจินดา, ข่าวสดวันนี้

เมื่อวานนี้ มีการสแกนความถี่ ซึ่งเอาเผยแพร่ ซึ่งมันไม่จริง ทำให้เกิดความผิดพลาด ตำรวจกำลังตามตัวอยู่ว่าใครเป็นคนทำ สำหรับการช่วยเหลือนั้น ภาพต่างๆ อยากให้ใช้จากส่วนกลาง ไม่อยากให้แข่งกัน ค่ายไหนเลิศ ค่ายไหนดัง เลิกกันซะ ส่วนกรณีที่มีคลิปโดรนบินเคียงข้างเฮลิคอปเตอร์ลำเลียง 4 หมูป่านั้น ตอนนี้กำลังจะตามตัวอยู่ เบื้องต้นได้ทราบตัวแล้ว และเขาอ้างว่าได้มีการขออนุญาตแล้ว

แต่ทั้งนี้การนำโดรนขึ้นบินนี้ถือว่าผิดกฎหมาย เพราะพื้นที่ดังกล่าวถูกประกาศเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งมันเป็นการแทรกแซงกระบวนการต่างๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่กระนั้นก็รู้สึกเสียใจไม่น้อย เพราะได้ขอความร่วมมือไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนฝ่าฝืนอยู่

ด้าน พล.อ.ต.พงษ์ศักดิ์ เสมาชัย รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารอากาศ ในฐานะโฆษกกองทัพอากาศ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องดังกล่าวว่า ตามที่ปรากฏภาพมีโดรนขึ้นบินถ่ายภาพ ขณะเฮลิคอปเตอร์แบบ MI-17 ของกองทัพบกกำลังทำการบินลำเลียงทีมหมูป่าอะคาเดมีชุดแรกออกจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน ไปยังโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 8 กรกฎาคม 2561

โดยผู้ทำการบินอ้างว่าได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ของกองทัพอากาศเรียบร้อยแล้วนั้น ทางกองทัพอากาศขอเรียนชี้แจงว่า กองทัพอากาศโดยศูนย์สนับสนุนทางอากาศโดยตรงที่ 3 (ศสอต.3) ที่รับผิดชอบควบคุมการจราจรทางอากาศเหนือเขานางนอน และฝูงบิน 416 จังหวัดเชียงราย ไม่ได้รับการประสานขออนุญาตนำโดรนขึ้นบินในห้วงเวลาดังกล่าวจากบุคคลที่กล่าวอ้าง

รวบแก๊งขโมย จยย. แฉแยกชิ้นส่วนใส่กล่องพัสดุส่งขายให้ลูกค้า

ตำรวจเมืองนนท์ จับแก๊งขโมยรถจักรยานยนต์ ทั้งต่างด้าวและคนไทย โดยแยกชิ้นส่วนใส่พัสดุส่งขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 9 ก.ค.61 พล.ต.ท.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบช.ภาค 1 พล.ต.ต.สุศักดิ์ ปรักกมะกุล ผบก.ภ.จว.นนทบุรี พ.ต.อ.ณัฐพล ศุกระศร พ.ต.อ.วสันต์ บุญเจริญ พ.ต.อ.พงษ์พันธ์ วงศ์มณีเทศ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ โมรานนท์ ผกก.สส.ภ.จว.นนทบุรี ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมแก๊งต่างด้าวชาวพม่าร่วมกับคนไทย

คือ นายอดุลย์ มีปัทมา อายุ 40 ปี นายประวิทย์ สุกเกษม อายุ 34 ปี พร้อมของกลาง รถจยย.ฮอนด้า รุ่นคลิ๊ก สีเหลือง-ดำ ทะเบียน 7 กธ-6210 กรุงเทพ และรถจยย.รุ่นเดียวกัน สีเขียว-ดำ ทะเบียน 7กก-4871 กรุงเทพ (ถูกก่อเหตุมาจากสน.โคกครามและสน.มีนบุรี) โดยกล่าวหาว่าร่วมกันลักทรัพย์และรับของโจร

ทั้งนี้ก่อนถูกจับกุมตัว พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้สั่งการให้ พ.ต.ท.เมษนนท์ นาขวัญ รอง ผกก.ป. พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีศักดิ์ สว.สส. วางกำลังชุดปราบปรามและสืบสวน โดยการนำรถจยย.ฮอนด้า รุ่นคลิ๊ก ซึ่งเป็นรถที่แก๊งลักรถหมายตามากที่สุดไปจอดไว้ที่ห้างโลตัส สาขาติวานนท์ เมื่อวันที่ 6 ก.ค.61 ที่ผ่านมา เนื่องจากเป็นสถานที่ที่มีเจ้าทุกข์มาแจ้งความรถหายบ่อยครั้ง

จนกระทั่งได้มีคนร้ายคือนายมินเทะ อายุ 32 ปี นายตูรา อายุ 31 ปี นายซาดา อายุ 21 ปี ทั้งหมดเป็นชาวพม่า เข้ามาก่อเหตุลักรถจยย.ที่เจ้าหน้าที่วางไว้เพื่อล่อตาคนร้าย ก่อนทั้งหมดจะขี่รถจยย.หลบหนีไปโดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตามไปห่างๆจนพบว่าคนร้ายนำรถจยย. ที่โจรกรรมมาไปเก็บไว้ที่บ้านเลขที่ 417/57 ซ.วชิรธรรมสาธิต 29 แขวงบางจาก เขตพระโขนง กรุงเทพ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหารกองร้อยรักษาความสงบเขตบางนาและพระโขนง นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 417/57 พบผู้ต้องหาคือนายมินเทะ นายตูรา นายซาดา กำลังนั่งถอดชิ้นส่วนชำแหละรถจยย.ออกเป็นชิ้นๆใส่กล่องเพื่อส่งไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านจึงทำการจับกุมตัวและนำมาขยายผล

โดยพบว่าคนร้ายต่างด้าวชาวพม่าแก๊งนี้ซึ่งมีนับสิบคนก่อเหตุลักษณะดังกล่าวในเขตนนทบุรีและปทุมธานีมานับครั้งไม่ถ้วนจึงประสานไปทาง พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผกก.สส.ภ.จว.ปทุมธานี ทำการจับกุมตัวได้อีกหลายคนทีเพียงนายวาฮิต หัวหน้าแก๊งที่ยังหลบหนีไปได้ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว

จิตแพทย์ไทย แนะข้อปฏิบัติ หลัง13 ชีวิตออกจากถ้ำหลวง แนะอย่าหาตัวคนผิด

ราชวิทยาลัยจิตแพทย์ไทย วอนอย่ากล่าวโทษว่าใครผิด กรณี 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง เพราะเป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่มีใครอยากเผชิญ ก่อนแนะข้อปฏิบัติหลังภารกิขกู้ชีวิตสำเร็จ 

วันนี้ (9 ก.ค. 2561) เพจ สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ได้มีการเผยแพร่ข้อความแนะนำถึงความเป็นไปต่อจากนี้กรณีทีมฟุตบอลเยาวชนหมูป่าอะคาเดมี และโค้ช รวม 13 ชีวิตติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน ในพื้นที่ จ.เชียงราย โดยระบุ ว่า

#ข้อเสนอแนะของราชวิทยาลัย#ข้อเสนอแนะของราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทยในเหตุการณ์การติดถ้ำของทีมหมูป่าอคาเดมี่ ในสถานการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ทางธรรมชาติที่ไม่อาจคาดการณ์และไม่อยากจะเผชิญ

ทีมหมู่ป่าคือผู้ประสบภัยที่ต้องการการเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ ฟื้นฟูสภาพกลับเข้าสู่วิถีชีวิตที่เคยดำเนินมาตามปกติ ซึ่งชุมชนและสังคมเป็นผู้ที่มอบความช่วยเหลือได้

การพยายามหาแนวทางป้องกันแก้ไข การสรุปบทเรียนจากเหตุการณ์นี้เป็นสิ่งที่ควรกระทำแต่การถามหาคนผิดหรือการตำหนิกล่าวโทษไม่ทำให้เกิดผลดี แต่จะยิ่งทำให้ปรากฏการณ์ของความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจเสียหาย ทุกคนควรได้เรียนรู้และเติบโตจากเหตุการณ์ครั้งนี้

สื่อมวลชน

สิ่งที่ควรทำ

-การเสนอข่าวควรนำเสนอในลักษณะของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ความก้าวหน้าของสถานการณ์ เน้นการนำเสนอ ข้อเท็จจริงของสถานการณ์ ไม่ควรตีความหรือใช้ความเห็นส่วนตัวในการนำเสนอข่าว

-สื่อสามารถนำเสนอเรื่องราวที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยการให้ความรู้โดยผ่านเรื่องราวของผู้ที่เข้ามา ช่วยเหลือ เสียสละต่างๆ
-สื่อควรให้เวลาแก่ผู้ประสบภัยได้รับการประเมินและฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจโดยทีมผู้เชี่ยวชาญก่อน จนกว่าจะปลอดภัยและเมื่อผู้ประสบภัยและครอบครัวพร้อมที่จะให้ข้อมูล

-สื่อควรมอบพื้นที่และเคารพความเป็นส่วนตัวให้เด็ก/โค้ชและครอบครัวได้ใช้เวลาอยู่ร่วมกัน และปรับตัวให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

สิ่งที่ไม่ควรทำ

-การเสนอข่าวที่มุ่งเน้นการสร้างให้เกิดอารมณ์ร่วมหรือดราม่า เพราะจะยิ่งทำให้ประชาชนที่ติดตามข่าวรู้สึก อินกับเหตุการณ์จนอาจจะส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตของผู้รับข่าวสาร

-ข่าวไม่ควรนำเสนอรายละเอียดและข้อมูลที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของกลุ่มผู้ประสบภัยหรือเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่เข้าไปช่วยเหลือในเหตุการณ์นี้

ผู้ประสบภัย (ทีมหมูป่า)

สิ่งที่ควรทำ

-ก่อนการออกมาจากถ้ำ เด็กและโค้ชควรได้รับการบอกกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอกในช่วงที่เด็กและโค้ชติดอยู่ในถ้ำ เน้นการให้ข้อมูลที่เป็นจริง โดยต้องระวังการเล่าที่พูดถึงอารมณ์ไม่ว่าทางบวกหรือทางลบ

-เมื่อเด็กและโค้ชออกมาสู่โลกภายนอก การฟื้นฟูสภาพร่างกายยังคงเป็นประเด็นสำคัญ

-ควรรีบให้เด็กและโค้ชกลับเข้าสู่ภาวะ/กิจวัตรประจำวันของชีวิตตามปกติเหมือนช่วงก่อนเกิดเหตุการณ์

-มีการติดตามการปรับตัวของเด็กและโค้ชอย่างต่อเนื่องหลังจากกลับสู่ครอบครัวและชุมชน

-เด็กและโค้ชควรหลีกเลี่ยงการดูข่าวหรือสื่อโซเชียลที่มีการนำเสนอข่าวที่เกิดขึ้นและมีการวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะที่มีความรู้สึก/อารมณ์ทั้งทางบวกและทางลบต่อเหตุการณ์ที่ถ้ำหลวง

สิ่งที่ไม่ควรทำ

-ไม่ควรให้เด็กและโค้ชต้องพูดหรือเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ าๆ ทั้งการออกสื่อ การสอบถามจากครอบครัวโรงเรียนและชุมชนเพราะเป็นอันตรายต่อการพัฒนาเติบโตของเด็ก

ครอบครัว

สิ่งที่ควรทำ

-ครอบครัวในขณะนี้ควรจะมีเวลาพักผ่อน ได้รับการบอกกล่าวถึงภาวะสุขภาพของเด็กเป็นระยะๆ

-หลังจากสามารถออกมาจากถ้ำได้แล้ว มีแหล่งให้คำปรึกษาในการดูแลสุขภาพกายและใจของเด็ก โค้ช และครอบครัว

-ในช่วงกลับเข้าสู่การใช้ชีวิตปกติ และสามารถตอบคำถาม พูดคุยได้ในกรณีที่เด็กอยากพูดคุย

โรงเรียนและชุมชน

สิ่งที่ควรทำ

-ควรมีพื้นที่ส่วนตัวให้แก่เด็กและครอบครัวเช่นกัน

-เพื่อนและครูในโรงเรียน ควรได้รับการเตรียมตัวรับเพื่อนๆกลับเข้าสู่การเรียนและกิจกรรมปกติของโรงเรียน

-การปลอบขวัญเป็นเรื่องทำได้ เพียงแต่พึงระวังไม่ให้กลายเป็นการให้รางวัล เพราะจะยิ่งทำให้เด็กรู้สึกสับสนมากขึ้น

-การให้ผู้ประสบภัยบอกเล่าประสบการณ์ควรเป็นในแบบการเรียนรู้ที่เกิดขึ้น จะแนะนำผู้อื่นอย่างไรในการดำรงชีวิตและต้องกระทำเมื่อผู้ประสบภัยพร้อม

-การให้อภัยจากการกระทำที่เกิดขึ้น

สิ่งที่ไม่ควรทำ

-ไม่ควรให้เด็กต้องเล่าเรื่องหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ อย่าลืมว่าโค้ชและเด็กๆคือผู้ประสบภัย การเยียวยาทางกายและใจเป็นเรื่องสำคัญและควรทำเพื่อให้กลับเข้าสู่ชีวิตปกติ

-ไม่ควรพูดซ้ำเติม ให้เป็นตราบาป หรือ บังคับให้ต้องรู้สึกสำนึกบุญคุณ เนื่องจากผู้ประสบภัยเองก็มีความรู้สึกผิดในใจตนเองอยู่แล้ว

สังคม

สิ่งที่ควรทำ

-สังคมควรติดตามข่าวสารอย่างพอดี วิเคราะห์ข่าวที่ได้รับมาก่อนส่งต่อ ติดตามข่าวจากสำนักข่าวที่มีความน่าเชื่อถือในข้อมูล

-สังคมควรตั้งสติและดูแลจิตใจตนเองในขณะเสพข่าวสาร เพื่อไม่ให้จิตใจหวั่นไหวจนเกินพอดี

สิ่งที่ไม่ควรทำ

-อย่าเชื่อข่าวที่แชร์กันในโซเชียลหรือไลน์

-ไม่ควรมีการตั้งประเด็นที่จะนำไปสู่การไล่หาผู้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ เพราะทีมหมูป่า เป็นผู้ประสบภัย ไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครทุกคนที่เข้าล้วนไปด้วยความตั้งใจดี การเรียนรู้จากเหตุการณ์

การเรียนรู้จากเหตุการณ์

รางวัลที่ทุกคนจะสามารถมอบให้แก่กันได้ คือ การได้ทบทวนตนเอง เรียนรู้จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และการกลับมามีชีวิตที่ปกติสุขได้อีกครั้งหลังเกิดเหตุการณ์ ทั้งในเรื่องการสอนและเตรียมตัวให้เด็กสามารถดูแลช่วยเหลือตนเองได้เบื้องต้นเมื่อประสบเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด

ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน การอยู่ร่วมกันเป็นทีม การทำงานกันเป็นทีม เป็นอีกปัจจัยความสำเร็จที่เราสามารถเราสามารถเรียนรู้ได้จากเหตุการณ์นี้

จิตแพทย์, ถ้ำหลวง, ขุนน้ำนางนอน, หมูป่าอะคาเดมี, ข่าวจังหวัดเชียงราย, ข่าวสดวันนี้ จิตแพทย์, ถ้ำหลวง, ขุนน้ำนางนอน, หมูป่าอะคาเดมี, ข่าวจังหวัดเชียงราย, ข่าวสดวันนี้ จิตแพทย์, ถ้ำหลวง, ขุนน้ำนางนอน, หมูป่าอะคาเดมี, ข่าวจังหวัดเชียงราย, ข่าวสดวันนี้