ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นผลสำรวจความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจ ของประเทศไทย ส่วนใหญ่ประชาชนต่างต้องการให้มีการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องค่อนข้างมาก โดยล่าสุด นิด้าโพล ได้ทำการสำรวจเรื่อง “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย” แต่ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 56.64 กลับบอกว่าไม่มีความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้
ผู้สื่อข่าว MThai News ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 ว่าจะมีความเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด ซึ่งสรุปออกมาดังนี้
สรุปสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก 2561
เศรษฐกิจ ปี 2561 ถือว่าดีมาก โดยไตรมาสแรกอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจคือ 4.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าสูงทีเดียว ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นมานั้น เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือภาคการส่งออก ซึ่งจะมีทั้งการส่งออกสินค้าและส่งออกบริการ
สำหรับส่งออกสินค้า ได้แก่ สินค้าเกษตร รถยนต์และส่วนประกอบ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลี่ยม เป็นต้น ซึ่งการเติบโตไตรมาสอรกอยู่ที่ 4.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมาคือ 2560
ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert
ขณะที่การส่งออกบริการ ได้แก่ การท่องเที่ยว โดยถือว่าเป็นการเติบโตที่ดี ซึ่งอยู่ที่ 9.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา สาเหตุที่ถือว่าเติบโตดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วง High Season ซึ่งมีเทศกาลต่างๆ อีกส่วนหนึ่งคือไตรมาส 1 ของปี 2560 จำนวนมูลค่าของการส่งออกภาคบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย จึงถือว่ามีฐานที่ต่ำและส่งผลให้ในปี 2561 นี้ มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด
อีกส่วนหนึ่งยังเกิดจากการลงทุนภาครัฐ เพราะมีการเบิกจ่ายงบประมาณตามโครงการประชารัฐ ซึ่งเมื่อมีการเริ่มใช้จ่ายมาก ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ GDP ตัวเลขจึงขยับขึ้น
และอีกตัวที่สำคัญคือการบริโภคภาคครัวเรือน หากพูดง่ายๆ คือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยไตรมาส 1 ตัวเลขอยู่ที่ 3.6% ซึ่งเมื่อดูแล้วอาจจะน้อยกว่าตัวอื่น แต่ถือว่ามีความค่อยเป็นค่อยไปในการเติบโต ทั้งนี้ที่การบริโภคภาคครัวเรือนขึ้นได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องค่าแรงที่มีการปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ดูแล้วไม่ค่อยดีมากนักคือมีการกู้หนี้ยืมสินมากขึ้น
ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert
แต่อย่างไรก็ตาม โดยรวมถือว่าทำให้ไตรมาส 1 เติบโตได้ในลักษณะค่อนข้างสูง ซึ่งตรงนี้ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 4% – 4.5% ดังนั้นแปลว่าในช่วงไตรมาส 2 ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะมีความเติบโตน้อยกว่าไตรมาสแรก
“สำหรับการเติบโตต้องบอกว่าเทียบกับ year or year คือ ไตรมาส 1 เทียบกับไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว หรือ ไตรมาส 2 เทียบกับไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว ทีนี้เมื่อบอกว่าไตรมาส 2 3 4 น้อยลงนั่นหมายความว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา แค่เติบโตน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปีเดียวกัน”
ทิศทางเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง 2561
โดยแนวโน้มครึ่งปีหลังถือว่ายังเติบโตได้ดี อาจจะเป็นอานิสงส์มาจากไตรมาสแรกที่เติบโตมาถึง 4.8% โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าจะเติบโตขึ้นอีก แต่เป็นในลักษณะอัตราเร่งน้อยกว่าไตรมาส 1 ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่คาดการณ์ว่าปีนี้ทั้งปีจะอยู่ที่ 4% ดังนั้นถ้ามีการปรับน่าจะมากกว่า 4%
ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาสำหรับเศรษฐกิจปีนี้
การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ในปี 2561 มีการปรับขึ้นแล้ว 2 ครั้ง และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอีกภายในปีนี้อีก 2 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ อยู่ที่ 1.75% – 2% ดังนั้นหากปรับเพิ่มขึ้นอีก 2 ครั้ง จะน่าไปอยู่ที่ประมาณ 2.5%
เมื่อถามว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร ก็มีการคาดการณ์อีกว่าจะมีการปรับขึ้นอีก 2-3 ครั้ง ดังนั้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3% – 3.25% ทั้งนี้ถือว่าเป็นการปรับที่ยังมีความปกติ หากสงสัยว่าจะเป็นปกติอย่างไร ต้องบอกว่าแต่เดิมเศรษฐกิจไม่โต สถาบันการเงินไม่มีเงินเข้าไปหมุนเวียนปล่อยสินเชื่อในเศรษฐกิจ
ธนาคารจึงใช้วิธีการขึ้นดอกเบี้ย ทีนี้เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จะสังเกตได้จากอัตราการจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมาอยู่ในภาวะปกติ แสดงว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ เริ่มหายไข้ ประกอบกับอัตราการเติบโตของ GDP เริ่มดีขึ้น ดังนั้นจึงมีความสมเหตุสมผลที่ธนาคารจะเริ่มปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวเพิ่มขึ้น
“ทั้งนี้การปรับเพิ่มขึ้นเรียกได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดี ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจเริ่มมาอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยที่เป็นปกติมากกว่าเดิม ซึ่งแต่เดิมที่ลดเพราะถือว่ามีความผิดปกตินั่นเอง”
สำหรับแนวโน้มที่สหรัฐ จะปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งเรื่องแรกคือดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ที่ 1.50% และส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐก็จะสูงขึ้น โดยนักลงทุนทั่วโลกมองว่า หากแบงก์ชาติปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น
ธนาคารพาณิชย์ก็มีโน้มว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่องหรือการแข่งขันในระบบ แต่โดยทั่วไปเมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อกับดอกเบี้ยเงินฝากก็จะเพิ่มขึ้นเป็นคู่ขนาน
แต่ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา จะมีความผิดปกติตรงแบงก์ชาติปรับดอกเบี้ยนโยบาย แต่แบงก์พาณิชย์ปรับเฉพาะเงินกู้อย่างเดียว ทั้งนี้เนื่องจากสภาพคล่องท่วม ซึ่งในมุมมองของทางกสิกรไทยมองว่า แบงก์ชาติเราอาจจะคงดอกเบี้ยไว้อยู่ที่ระดับ 1.5% ต่อไปจนถึงสิ้นปี ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะให้เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนก่อน
แต่ยังมีสำนักวิจัยอีกหลายแห่ง ที่มองว่าอาจจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ คือจาก 1.5% เป็น 1.75% เหตุผลคือพยายามรักษาส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐไม่ให้ห่างกันมากจนเกินไป
ปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่ต้องจับตาเช่นกัน คือ มาตราการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ โดยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากังวล คือ ประเทศอื่นๆ อาจจะมีมาตรการตอบโต้สหรัฐได้ ซึ่งทางกสิกรไทยมองว่าเรื่องดังกล่าวจะมีอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีท่าทีผ่อนปรนบ้างบางครั้ง
ดังนั้นอาจจะมีแนวโน้มว่าการเจรจาเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้กระทบกับเศรษฐกิจ แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นจะมีการค้ากับสหรัฐมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยมีการค้ากับสหรัฐไม่มากนัก จึงจะได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย แต่สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นถือว่าได้รับผลกระทบจนทำให้ดัชนีหุ้นไทยรูดลงระนาวในช่วงที่ผ่านมา