กองทัพเรือ แจง โลโก้ซีล โผล่ถ้ำหลวง ชี้แค่กิจกรรมผ่อนคลาย ปัดจารึกประวัติศาสตร์

กองทัพเรือแจง สัญลักษณ์ซีลปรากฏบนโขดหินในถ้ำหลวง ปัดจารึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นกิจกรรมผ่อนคลายที่ร่วมด้วยช่วยกันค้นหา 13 ชีวิตจนเจอตลอดเกือบ 10 วัน

จากกรณีที่ปรากฏภาพโลโก้ของหน่วยซีล พร้อมข้อความ “หมูป่า 13 ชีวิต นสร. 2 ก.ค. 2561” บนโขดหิน บริเวณเนินนมสาวในถ้ำหลวง ซึ่งเป็นที่ที่พบ 13 ชีวิต ทีมหมู่ป่าอะคาเดมีติดถ้ำหลวง จนมีการนำไปตีความเพื่อจารึกเป็นประวัติศาสตร์ในภารกิจกู้ชีวิตในครั้งนี้นั้น

กองทัพเรือ แจง โลโก้ซีล โผล่ถ้ำหลวง ชี้แค่กิจกรรมผ่อนคลาย ปัดจารึกประวัติศาสตร์
โลโก้ซีล

ล่าสุดทางกองทัพเรือได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่ใช่เป็นการจารึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นเพียงกิจกรรมผ่อนคลายบรรยากาศภายในถ้ำเท่านั้น เพื่อเยียวยาจิตใจร่วมกับน้องๆ ทีมหมูป่าอะคาเดมี่ ทั้ง 13 คน เท่านั้น หลังช่วยกันค้นหาน้องๆ ที่ติดอยู่ในถ้ำมาตลอดเกือบ 10 วัน

เจาะลึกทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง กับแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของไทย

ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นผลสำรวจความคิดเห็นในเรื่องที่เกี่ยวกับ เศรษฐกิจ ของประเทศไทย ส่วนใหญ่ประชาชนต่างต้องการให้มีการแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้องค่อนข้างมาก โดยล่าสุด นิด้าโพล ได้ทำการสำรวจเรื่อง “นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจไทย” แต่ประชาชนส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 56.64 กลับบอกว่าไม่มีความเชื่อมั่นในการบริหารงานของรัฐบาลและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นได้

ผู้สื่อข่าว MThai News ด้มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล ธนาคารกสิกรไทย ถึงภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง 2561 ว่าจะมีความเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด ซึ่งสรุปออกมาดังนี้

สรุปสภาวะเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรก 2561 

เศรษฐกิจ ปี 2561 ถือว่าดีมาก โดยไตรมาสแรกอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจคือ 4.8% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าสูงทีเดียว ทั้งนี้ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นมานั้น เกิดจาก 3 ปัจจัยหลัก คือภาคการส่งออก ซึ่งจะมีทั้งการส่งออกสินค้าและส่งออกบริการ

สำหรับส่งออกสินค้า ได้แก่ สินค้าเกษตร รถยนต์และส่วนประกอบ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลี่ยม เป็นต้น ซึ่งการเติบโตไตรมาสอรกอยู่ที่ 4.7% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมาคือ 2560

ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert

ขณะที่การส่งออกบริการ ได้แก่ การท่องเที่ยว โดยถือว่าเป็นการเติบโตที่ดี ซึ่งอยู่ที่ 9.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา สาเหตุที่ถือว่าเติบโตดีส่วนหนึ่งเป็นเพราะช่วง High Season ซึ่งมีเทศกาลต่างๆ อีกส่วนหนึ่งคือไตรมาส 1 ของปี 2560 จำนวนมูลค่าของการส่งออกภาคบริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยวค่อนข้างน้อย จึงถือว่ามีฐานที่ต่ำและส่งผลให้ในปี 2561 นี้ มีการเติบโตแบบก้าวกระโดด

อีกส่วนหนึ่งยังเกิดจากการลงทุนภาครัฐ เพราะมีการเบิกจ่ายงบประมาณตามโครงการประชารัฐ ซึ่งเมื่อมีการเริ่มใช้จ่ายมาก ซึ่งถือว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ GDP ตัวเลขจึงขยับขึ้น

และอีกตัวที่สำคัญคือการบริโภคภาคครัวเรือน หากพูดง่ายๆ คือการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน โดยไตรมาส 1 ตัวเลขอยู่ที่ 3.6% ซึ่งเมื่อดูแล้วอาจจะน้อยกว่าตัวอื่น แต่ถือว่ามีความค่อยเป็นค่อยไปในการเติบโต ทั้งนี้ที่การบริโภคภาคครัวเรือนขึ้นได้นั้น ส่วนหนึ่งมาจากเรื่องค่าแรงที่มีการปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ดูแล้วไม่ค่อยดีมากนักคือมีการกู้หนี้ยืมสินมากขึ้น

ดร.ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์ ผู้บริหารงานพัฒนาการให้คำปรึกษาลูกค้าบุคคล K-Expert

แต่อย่างไรก็ตาม โดยรวมถือว่าทำให้ไตรมาส 1 เติบโตได้ในลักษณะค่อนข้างสูง ซึ่งตรงนี้ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 4% – 4.5% ดังนั้นแปลว่าในช่วงไตรมาส 2 ไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะมีความเติบโตน้อยกว่าไตรมาสแรก

“สำหรับการเติบโตต้องบอกว่าเทียบกับ year or year คือ ไตรมาส 1 เทียบกับไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว หรือ ไตรมาส 2 เทียบกับไตรมาส 2 ของปีที่แล้ว ทีนี้เมื่อบอกว่าไตรมาส 2 3 4 น้อยลงนั่นหมายความว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตกว่าปีที่ผ่านมา แค่เติบโตน้อยกว่าเมื่อเทียบกับปีเดียวกัน”

ทิศทางเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลัง 2561

โดยแนวโน้มครึ่งปีหลังถือว่ายังเติบโตได้ดี อาจจะเป็นอานิสงส์มาจากไตรมาสแรกที่เติบโตมาถึง 4.8% โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าจะเติบโตขึ้นอีก แต่เป็นในลักษณะอัตราเร่งน้อยกว่าไตรมาส 1 ซึ่งมีแนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่คาดการณ์ว่าปีนี้ทั้งปีจะอยู่ที่ 4% ดังนั้นถ้ามีการปรับน่าจะมากกว่า 4%

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาสำหรับเศรษฐกิจปีนี้

การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ในปี 2561 มีการปรับขึ้นแล้ว 2 ครั้ง และมีแนวโน้มที่จะปรับขึ้นอีกภายในปีนี้อีก 2 ครั้ง ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ อยู่ที่ 1.75% – 2% ดังนั้นหากปรับเพิ่มขึ้นอีก 2 ครั้ง จะน่าไปอยู่ที่ประมาณ 2.5%

เมื่อถามว่าปีหน้าจะเป็นอย่างไร ก็มีการคาดการณ์อีกว่าจะมีการปรับขึ้นอีก 2-3 ครั้ง ดังนั้นน่าจะอยู่ที่ประมาณ 3% – 3.25% ทั้งนี้ถือว่าเป็นการปรับที่ยังมีความปกติ หากสงสัยว่าจะเป็นปกติอย่างไร ต้องบอกว่าแต่เดิมเศรษฐกิจไม่โต  สถาบันการเงินไม่มีเงินเข้าไปหมุนเวียนปล่อยสินเชื่อในเศรษฐกิจ

ธนาคารจึงใช้วิธีการขึ้นดอกเบี้ย ทีนี้เมื่อเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จะสังเกตได้จากอัตราการจ้างงาน อัตราเงินเฟ้อที่เริ่มกลับมาอยู่ในภาวะปกติ แสดงว่าเศรษฐกิจของสหรัฐ เริ่มหายไข้ ประกอบกับอัตราการเติบโตของ GDP เริ่มดีขึ้น ดังนั้นจึงมีความสมเหตุสมผลที่ธนาคารจะเริ่มปล่อยให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวเพิ่มขึ้น

“ทั้งนี้การปรับเพิ่มขึ้นเรียกได้ว่าเป็นสัญญาณที่ดี ดังนั้นภาวะเศรษฐกิจเริ่มมาอยู่ที่อัตราดอกเบี้ยที่เป็นปกติมากกว่าเดิม ซึ่งแต่เดิมที่ลดเพราะถือว่ามีความผิดปกตินั่นเอง”

สำหรับแนวโน้มที่สหรัฐ จะปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น จะส่งผลกระทบกับประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งเรื่องแรกคือดอกเบี้ยนโยบายของไทย ซึ่งปัจจุบันจะอยู่ที่ 1.50% และส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐก็จะสูงขึ้น โดยนักลงทุนทั่วโลกมองว่า หากแบงก์ชาติปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้น

ธนาคารพาณิชย์ก็มีโน้มว่าจะปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสภาพคล่องหรือการแข่งขันในระบบ แต่โดยทั่วไปเมื่อดอกเบี้ยนโยบายปรับขึ้น ดอกเบี้ยสินเชื่อกับดอกเบี้ยเงินฝากก็จะเพิ่มขึ้นเป็นคู่ขนาน

แต่ในช่วง 3 – 4 ปีที่ผ่านมา จะมีความผิดปกติตรงแบงก์ชาติปรับดอกเบี้ยนโยบาย แต่แบงก์พาณิชย์ปรับเฉพาะเงินกู้อย่างเดียว ทั้งนี้เนื่องจากสภาพคล่องท่วม ซึ่งในมุมมองของทางกสิกรไทยมองว่า แบงก์ชาติเราอาจจะคงดอกเบี้ยไว้อยู่ที่ระดับ 1.5% ต่อไปจนถึงสิ้นปี ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะให้เศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างชัดเจนก่อน

แต่ยังมีสำนักวิจัยอีกหลายแห่ง ที่มองว่าอาจจะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ คือจาก 1.5% เป็น 1.75% เหตุผลคือพยายามรักษาส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยไทยกับสหรัฐไม่ให้ห่างกันมากจนเกินไป

ปัจจัยเสี่ยงอีกอย่างหนึ่งที่ต้องจับตาเช่นกัน คือ มาตราการกีดกันทางการค้าของสหรัฐ โดยเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่ากังวล คือ ประเทศอื่นๆ อาจจะมีมาตรการตอบโต้สหรัฐได้ ซึ่งทางกสิกรไทยมองว่าเรื่องดังกล่าวจะมีอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีท่าทีผ่อนปรนบ้างบางครั้ง

ดังนั้นอาจจะมีแนวโน้มว่าการเจรจาเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้กระทบกับเศรษฐกิจ แต่ขึ้นอยู่กับว่าประเทศนั้นจะมีการค้ากับสหรัฐมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้สำหรับประเทศไทยมีการค้ากับสหรัฐไม่มากนัก จึงจะได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย แต่สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นถือว่าได้รับผลกระทบจนทำให้ดัชนีหุ้นไทยรูดลงระนาวในช่วงที่ผ่านมา

ใช้โทรศัพท์ยุคสงครามเวียดนามให้ญาติคุย 13 ชีวิตในถ้ำหลวง

เจ้าหน้าที่ใช้โทรศัพท์สมัยสงครามเวียดนาม เป็นเครื่องมือสื่อสารชั่วคราว ระหว่าง 13 ชีวิต ในถ้ำหลวง และครอบครัวที่อยู่ด้านนอก

นอกเหนือจากเร่งพร่องน้ำออกจากถ้ำหลวง เพื่อช่วย 13 ชีวิตแล้ว ทีมกู้ภัย ยังมีอีกหนึ่งภารกิจคู่ขนาน คือการลากสายและติดตั้งโทรศัพท์ เพื่อให้เด็กๆ และโค้ช ได้พูดคุยกับครอบครัว รวมไปถึงการสื่อสารบัญชาการภายในเนินนมสาว

โดยวานนี้ เจ้าหน้าได้เร่งเดินสายโทรศัพท์ เข้าไปด้านในถ้ำ และเตรียมใช้โทรศัพท์สนาม TA312/PT และเครื่องสลับสาย SB22/PT โทรศัพท์สายลากของกองทัพบก ที่เป็นเทคโนโลยีเก่าตั้งแต่สมัยสงครามเวียดนาม เป็นเครื่องมือสื่อสารชั่วคราว เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านภูมิประเทศที่เป็นถ้ำ อย่างไรก็ตาม การทำงานของเจ้าหน้าที่วานนี้ เป็นไปด้วยความลำบาก ทั้งจากสภาพพื้นที่ และปริมาณน้ำที่ยังท่วมสูง

อีกด้าน นางธรรม กันทวงศ์ วัย 60 ปี ป้าของนายเอกพล จันทะวงษ์ หรือ เอก โค้ชทีมหมูป่าฯ วัย 25 ปี เปิดเผยว่า ภายหลังทราบว่าหลานชาย และเด็กๆปลอดภัย ก็รู้สึกดีใจมาก พร้อมขอให้เจ้าตัวอดทน และไม่อยากให้กลัวใครตำหนิ เนื่องจากทางญาติ ผู้ปกครองเด็กๆ คนทั้งประเทศ หรือแม้แต่นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า ขออย่าตำหนิโค้ช เพราะไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม หลังทั้งหมดออกมาจากถ้ำ ตนเองจะปรึกษากับผู้ปกครอง รวมทั้งหลานชาย เพื่อเตรียมให้บวชแก้บน ประมาณ 7 – 9 วัน ส่วนจะเป็นที่ใดนั้น จะปรึกษากันอีกครั้ง