บุกตรวจคลินิกดังย่านเมืองนนท์ ฟัน 4 ข้อหาหนัก!!

กรม สบส.ร่วมสสจ.นนทบุรี และตำรวจ บก.ปคบ. บุกตรวจคลินิกย่านพระราม 5 พบผิดเต็มๆ 4 กระทง!!

วันนี้ (31 กรกฎาคม 2561) นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข พร้อมพนักงานเจ้าหน้าที่กรม สบส. ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี และตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เข้าตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม โคโค่คลินิกเวชกรรม (COCO Clinic) ตั้งอยู่ ที่ถนนราชพฤกษ์ อ.บางกรวย จ.นนทบุรี หลังมีประชาชนแจ้งเบาะแสว่าคลินิกดังกล่าวดำเนินการโดยบุคคลที่มิใช่แพทย์

นายแพทย์ธงชัย ให้สัมภาษณ์ว่า จากการตรวจสอบคลินิกเสริมความงามดังกล่าว พบว่าคลินิกแห่งนี้ได้มีการขออนุญาตเปิดอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้บริการเสริมความงาม อาทิ ฉีดสารเสริมความงาม สลายไขมัน กำจัดสิว จากการเข้าตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า คลินิกดังกล่าวลักลอบดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้ขออนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ผู้ให้บริการประจำคลินิกซึ่งเป็นหญิง อายุ 38 ปีมิใช่แพทย์

รวมทั้งเครื่องมือแพทย์ ยาและเวชภัณฑ์บางส่วนไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) พนักงานเจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อหาการกระทำผิด 4 กระทง แก่ผู้ต้องหาหญิงรายดังกล่าว ประกอบด้วย 1)ดำเนินการสถานพยาบาลโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2)ประกอบวิชาชีพเวชกรรมโดยไม่ขึ้นทะเบียนและรับอนุญาต ถือว่าเป็นหมอเถื่อน มีความผิดตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 3)จำหน่ายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท

และ4)จำหน่ายยาที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนตำรับยา มีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นายแพทย์ธงชัย กล่าวต่อว่า แม้การเสริมความงามเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่ขอให้ทุกคนคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ เนื่องจากการเสริมความงามทุกประเภทย่อมมีความเสี่ยงเฉพาะตัว จะต้องศึกษาข้อมูลและผลกระทบก่อนตัดสินใจรับบริการทุกครั้ง โดยเฉพาะการศัลยกรรมเสริมความงามในคลินิกจะต้องรับบริการจากแพทย์เท่านั้น หากให้บุคคลอื่นที่ขาดความรู้ ความชำนาญในการทำหัตถการ หรือการใช้เครื่องมือแพทย์มาเป็นผู้ให้บริการก็อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้

ดังนั้นเพื่อร่วมคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับบริการในด้านการแพทย์ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัย จึงขอให้ประชาชนทุกคนร่วมเป็นเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค หากพบเห็นเบาะแสการกระทำผิด อาทิ คลินิกเถื่อน หมอเถื่อน หรือหมอกระเป๋าอย่างนิ่งดูดาย ให้แจ้งที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียน กรม สบส.ทางหมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7000 ต่อ 18618 หรือทางเฟซบุ๊ก : สารวัตรสถานพยาบาลออนไลน์, มือปราบสถานพยาบาลเถื่อน และศูนย์รับเรื่องร้องเรียน สบส. กระทรวงสาธารณสุข ในวันและเวลาราชการ แต่หากอยู่ในส่วนภูมิภาคแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่

กรมราชทัณฑ์แจงแล้ว ชี้ข่าวเก่าเตรียมปล่อยนักโทษ 38,000 คน

อธิบดีราชทัณฑ์ ออกโรงชี้แจงหลังมีข่าวเตรียมปล่อยนักโทษ 38,000 คน ชี้แค่ข่าวเก่า ขออย่าวิตก อย่าหลงเชื่อกับกระแสข่าวดังกล่าว 

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ (31 ก.ค. 2561) พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันทน์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ ได้ออกมาชี้แจงถึงกรณีที่มีการส่งต่อข่าวทำนองว่า กรมราชทัณฑ์เตรียมปล่อยนักโทษ 38,000 คน จนสร้างความวติกกังวลให้กับสังคมอยู่ในขณะนี้ ว่า กรมราชทัณฑ์ ขอชี้แจงข่าวที่ถูกเผยแพร่อยู่ในขณะนี้ไม่เป็นความจริง

โดยข่าวการปล่อยตัวนักโทษเด็ดขาด จำนวน 38,000 คนนั้น เป็นเนื้อข่าวเก่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2558 ซึ่งพบว่าสื่อในสังคมออนไลน์ได้นำพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2558 มาเผยแพร่ซ้ำ

ที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรม ได้รับทราบข้อกังวลของประชาชนต่อประเด็นดังกล่าวและไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้พัฒนากลไกความร่วมมือในการติดตามสอดส่อง และให้ความช่วยเหลือผู้ต้องโทษที่ได้รับการปล่อยตัวทุกราย และได้ประสานการส่งต่อการดูแลผู้พ้นโทษผ่านกลไกของสำนักงานยุติธรรมจังหวัดและสำนักงานคุมประพฤติในพื้นที่ ตามแนวทางที่คณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 59 เพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำและสร้างความมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ทั้งนี้กรมราชทัณฑ์ ขอให้ประชาชนอย่าได้หลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว โดยกรมราชทัณฑ์มีความมุ่งมั่นและตั้งใจที่จะคืนคนดีสู่สังคมอย่างมีคุณภาพและสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

เริ่มปิดจราจรพรุ่งนี้! ลาดพร้าวฝั่งละ 1 ช่องทาง-ยกเลิกทางพิเศษ สร้างรถไฟฟ้า

เริ่มปิดจราจรพรุ่งนี้! ลาดพร้าวฝั่งละ 1 ช่องทาง-ยกเลิกทางพิเศษลาดพร้าว สร้างรถไฟฟ้านาน 3 ปี

วันนี้(31 ก.ค.) พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) แถลงปิดช่องการจราจร เพื่อดำเนินการโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว-สำโรง ระบุว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเข้าพื้นที่ก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง บนถนนลาดพร้าว และจะทำการปิด 1 ช่องจราจรทั้งในส่วนขาเข้า และขาออก ติดบริเวณเกาะกลาง ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 ปี จนกว่าโครงการฯ จะแล้วเสร็จ ทำให้เหลือช่วงทางเดินรถเพียงฝั่งละ 2 ช่องจราจร จากเดิมที่มี 3 ช่องจราจร และจะทำการยกเลิกช่องทางพิเศษที่ก่อนหน้านี้ให้รถสามารถวิ่งสวนเลนได้ตั้งแต่ช่วงโชคชัย 4 ไปจนถึงลาดพร้าวซอย 81 ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร โดยจะเริ่มในพรุ่งนี้ (1 ส.ค.) ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป

จุดที่ 1 จะปิดช่องจราจร 1 ช่องทางขวา (ชิดเกาะกลาง) ฝั่งขาออก ตั้งแต่บริเวณซอยลาดพร้าว 71 ถึง หน้าปั้มสยามแก๊ส รวมระยะ 450 เมตร

จุดที่ 2 จะปิดช่องจราจร 1 ช่องทางขวา (ชิดเกาะกลาง) ฝั่งขาออก ตั้งแต่ซอยลาดพร้าว 61 ถึง ซอยลาดพร้าว 63 ระยะทางรวม 400 เมตร

จุดที่ 3 ตั้งแต่บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี ลาดพร้าว ถึง ซอยลาดพร้าว 87 ระยะทาง 750 เมตร ซึ่งจุดที่ 2 และ 3 จะเริ่มปิดในวันที่ 2 สิงหาคม ส่วนจุดที่ 4 เตรียมปิดช่องจราจรบริเวณคลองลาดพร้าวถึงคลองบางซื่อ ในวันที่ 20 สิงหาคม โดยทั้ง 4 จุดคาดว่าจะใช้ระยะเวลาประมาณ 3 ปี จนกว่าจะสร้างแล้วเสร็จ

ภาพประกอบข่าว

นายกิตติ เอกวัลลภ รักษาการฝ่ายบริหารงานก่อสร้าง 2 การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะรองผู้อำนวยการโครงการด้านก่อสร้าง โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ช่วงลาดพร้าว – สำโรง มีความจำเป็นต้องย้ายจุดกลับรถ (ชั่วคราว) ห้ามเลี้ยวขวาเข้า รพ.สมิติเวช (ชั่วคราว) และปิดเบี่ยงจราจรบนถนนศรีนครินทร์ ตั้งแต่บริเวณใต้ทางพิเศษศรีรัช ถึง สถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ หัวหมาก ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2561 เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป เพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ

จุดที่ 1 คือ ย้ายจุดกลับรถ (ชั่วคราว) บริเวณซอยศรีนครินทร์ 11 สำหรับผู้ใช้เส้นทางฝั่งขาเข้าที่ต้องการกลับรถเพื่อมุ่งหน้าไปแยกพัฒนาการ สามารถใช้ทางต่างระดับกรุงเทพกรีฑา เพื่อไปใช้จุดกลับรถบริเวณซอยหัวหมาก 21 เป็นการทดแทน

จุดที่ 2 ผู้ใช้ทางฝั่งขาออก ห้ามเลี้ยวขวาเข้าโรงพยาบาลสมิติเวช (ชั่วคราว) โดยให้ใช้จุดกลับรถบริเวณทางพิเศษศรีรัช เป็นการทดแทน และจุดที่ 3 ปิดเบี่ยงจราจร 1 ช่องทางขวา (ชิดเกาะกลาง) ทั้งฝั่งขาเข้า และขาออก ตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่บริเวณใต้ทางพิเศษศรีรัช ถึง บริเวณสถานีรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์ หัวหมาก ระยะทางประมาณ 300 เมตร