กระทรวงวัฒนธรรม เผยคำศัพท์ยอดฮิตของวัยรุ่นยุคปี 61

กระทรวงวัฒนธรรม เผยผลสำรวจวันภาษาไทยแห่งชาติ พบคำว่า หัวร้อน-นก-โดนเท-เมพขิงๆ-เตง-อัลไล ติดโผคำศัพท์ฮิตวัยรุ่นยุคปี 61

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเด็กเยาวชนและประชาชนต่อ “วันภาษาไทยแห่งชาติ” จากกลุ่มตัวอย่าง 2,607 คนทั่วประเทศ โดยพบว่า 70.16% เด็ก เยาวชนและประชาชน ทราบว่า วันภาษาไทยแห่งชาติตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปี

นอกจากนี้ยังได้สอบถามถึงปัญหาการใช้ภาษาไทยในปัจจุบันที่ต้องแก้ไขเร่งด่วนที่สุด พบว่า อันดับ 1 การพูด เพราะเป็นการสื่อสารที่ง่ายที่สุด วัยรุ่นปัจจุบันใช้ภาษาพูดแบบสั้นๆ ห้วนๆ มีศัพท์แสลงมากเกินไป อันดับ 2 การเขียน เพราะปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์แทนการเขียนหนังสือมากขึ้นประกอบกับลายมือวัยรุ่นในปัจจุบันเขียนอ่านยากและ การเขียนคำและตัวสะกดมักเขียนผิดพลาดบ่อยๆ จึงควรให้เด็กฝึกคัดลายมือ ฝึกเขียนตัวบรรจง

อันดับ 3 การอ่าน เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็กภาษาไทยมีการผสมคำ มีทั้งวรรณยุกต์ ตัวสะกด อักษรควบกล้ำ เวลาเด็กอ่านจะสับสนและเกิดปัญหาอย่างมาก คนไทยอ่านหนังสือน้อยและให้เวลาในการอ่านหนังสือน้อย

จากการสำรวจครั้งนี้ ยังได้สอบถามเกี่ยวกับคำศัพท์ที่วัยรุ่นนิยมใช้ในยุคปัจจุบัน หรือคำศัพท์ที่กำลังฮิตในโลกออนไลน์ขณะนี้ ได้แก่ 1. หัวร้อน หมายถึง อารมณ์ร้อน 2. นก หมายถึง วืดหรือชวด 3.อิอิ หมายถึง เสียงหัวเราะ 4. โดนเท หมายถึง โดนทิ้ง 5.เตง หมายถึง ตัวเอง 6.บ่องต่ง หมายถึง บอกตรงๆ 7.อัลไล หมายถึง อะไร 8.เมพขิงๆ หมายถึง เทพจริงๆ และ 9. ตะมุตะมิ หมายถึง น่ารักน่าเอ็นดู

ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจะนำผลสำรวจที่ได้มา ใช้เป็นข้อมูลประกอบการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และแผนงาน เพื่อส่งเสริมให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้นและใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง

ศาลรัฐธรรมนูญ รอ ‘ดอน’ แจงปมภรรยาถือหุ้น 7 ส.ค.นี้

ศาลรัฐธรรมนูญ รอ ‘ดอน’ ชี้แจงภายใน 7 ส.ค.นี้ กรณีภรรยาถือหุ้นเกิน 5% ซึ่งมีผลให้ขาดคุณสมบัติก่อนพิจารณาสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

นางพรทิพา ไสวสุวรรณวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคำร้องที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ สิ้นสุดลง จากกรณีที่ภรรยาถือหุ้นเกิน 5% ว่า ได้รับคำร้องไว้แล้ว โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรค 2 ว่าจะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ซึ่งคณะตุลาการเห็นว่าแม้นายดอนจะชี้แจงต่อ กกต.ไปแล้ว แต่ยังไม่ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีหนังสือเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน แจ้งให้นายดอนแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน แต่นายดอนขอขยายเวลายื่นคำชี้แจงเป็นภายใน 7 สิงหาคมนี้ และได้มีการอนุญาตตามที่ร้องขอ โดยหลังจากได้คำชี้แจงแล้ว คณะตุลาการจะพิจารณาว่า มีข้อเท็จจริงเพียงพอในการสั่งหยุดปฏิบัติหรือไม่

สำหรับกรณีดังกล่าว ถือเป็นครั้งแรกที่จะพิจารณาตามมาตรานี้ โดยศาลอาจสั่งให้หยุดหรือไม่หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ได้ ซึ่งถือเป็นคำสั่งในระหว่างการพิจารณาเท่านั้น อย่างไรก็ตามแม้ศาลจะสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ไม่ได้หมายความว่ามีความผิด เพราะเป็นคนละส่วนกับการพิจารณาในสำนวน

ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวย้ำว่า กกต.พิจารณาตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้เป็นบรรทัดฐานแล้ว ซึ่งหากรัฐมนตรีถือหุ้นมาก่อนเข้าดำรงตำแหน่งก็ไม่ถือว่ามีความผิดหากไม่ได้มีการซื้อเพิ่ม อย่างไรก็ตามเคยมีการวินิจฉัยกรณีของคู่สมรสมาแล้วหลายกรณีว่าขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากนี้เป็นเรื่องที่ศาลจะให้นายดอนชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา

ราชกิจจาฯ ประกาศคำสั่งใช้ ม.44 เพิ่ม ‘คีตามีน’ เป็นยาเสพติด

หัวหน้าคสช. ใช้อำนาจ ม.44 เพิ่ม “คีตามีน” เป็นยาเสพติดในบัญชีแนบท้ายประกาศ คสช. ฉบับที่ 108/2557 ออกคำสั่งเพื่อนำคนติดมาบำบัด

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2561 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมบัญชีท้ายประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ 108/2557 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557

เห็นชอบให้เพิ่มวัตถุออกฤทธิ์ประเภทที่ 2 ได้แก่ คีตามีน เป็นยาเสพติดในบัญชีแนบท้ายประกาศ คสช. ดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องสงสัยว่ากระทําความผิดฐานเสพคีตามีน หรือเสพและมีคีตามีนไว้ในครอบครอง ไม่เกิน 500 มิลลิกรัม สามารถนำมาตรการทางเลือกในการบำบัดฟื้นฟู มาใช้แทนการลงโทษหรือการถูกดำเนินคดีได้ ทั้งนี้คำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 เป็นต้นไป

คีตามีน (Ketamine) หรือที่รู้จักกันในหมู่ผู้ใช้ยาเสพติดว่า “ยาเค” จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 2 ใช้เป็นยาสลบก่อนทำการผ่าตัด สามารถระงับปวด ช่วยขยายหลอดลม ต่อต้านอาการซึมเศร้าได้ ซึ่งจะออกฤทธิ์ประมาณ 5 – 10 นาที เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ยาเคจึงถูกนำมาใช้ในกรณีของการผ่าตัด ที่ใช้ระยะเวลาสั้นๆ เป็นยาที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้ในทางการแพทย์มาเป็นเวลานาน

แต่ต่อมาพบว่ามีการนำมาใช้ในทางที่ผิดเพิ่มมากขึ้น โดยใช้เพื่อความบันเทิงร่วมกับยาเสพติดร้ายแรงชนิดอื่น เช่น ยาอี และ โคเคน ผู้เสพจะรู้สึกมึนงง ความคิดสับสน ตาลาย หูแว่ว การรับรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมจะเปลี่ยนแปลงไป หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง อาจเกิดอาการประสาทหลอน การเสพในระยะเวลานาน จะทำให้ผู้เสพประสบกับสภาวะโรคจิต และกลายเป็นคนวิกลจริตได้

แต่หากพบว่าไม่สมัครใจเข้ารับการบำบัดฟื้นฟู จะต้องถูกดำเนินคดีข้อหาเสพ ซึ่งมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีครอบครอง ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี – 5 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 20,000 บาท – 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แล้วแต่กรณี สำหรับผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 บาท – 2,000,000 บาท

สำนักงาน ป.ป.ส. จึงขอเชิญชวนผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติด ให้เข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง โดยไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมขอความร่วมมือพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ ร่วมกันสอดส่องดูแลเด็กและเยาวชน และหากพบเห็นผู้กระทำความผิด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วน ป.ป.ส. 1386 ตลอด 24 ชั่วโมง