อย่าหลงเชื่อ! ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ดีคอนแทค” โฆษณาอวดรักษาโรคทางตา

เตือนอย่าหลงเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ดีคอนแทค” โฆษณารักษาโรคทางตาผ่านทางสื่อต่าง ๆ และใช้บุคคลมีชื่อเสียงมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ พบเป็นการโฆษณาอวดสรรพคุณเกินจริง

นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ดีคอนแทค” อวดอ้างสรรพคุณช่วยรักษาโรคที่เกิดกับดวงตาทางสื่อต่าง ๆ โดยมีการระบุสรรพคุณสามารถป้องกันรักษาโรคทางตา เช่น ต้อกระจก , ต้อหิน , ต้อเนื้อ , วุ้นตาเสื่อม และเบาหวานขึ้นตา นั้น

โดยทาง อย. มีความห่วงใยผู้ที่ป่วยเป็นโรคทางตา เกรงหลงเชื่อโฆษณาดังกล่าว ทำให้ขาดการรักษาที่ถูกต้องจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เกิดความเสี่ยงได้

ทั้งนี้ อย. ขอชี้แจงว่า ผลิตภัณฑ์ “ดีคอนแทค” ได้รับอนุญาตเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เลขสารบบอาหาร 10-1-15456-5-0001 จึงไม่มีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคตามที่กล่าวอ้าง ส่วนการขออนุญาตโฆษณามีเนื้อหาเพียง ดีคอนแทค เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และระบุคำเตือนว่า อ่านคำเตือนในฉลากก่อนบริโภค ไม่มีผลในการป้องกันหรือรักษาโรค

รองเลขาธิการฯ อย. กล่าวต่อไปว่า ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องนอกจากจะต้องขอ เลขสารบบอาหาร หรือที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เลข อย. ของตัวผลิตภัณฑ์แล้ว หากประสงค์จะโฆษณาจะต้องขออนุญาตโฆษณาด้วย อย่างไรก็ตาม อย. จะไม่อนุญาตให้โฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง โดยเฉพาะในทางรักษาโรคเด็ดขาด

ทั้งนี้ ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ฯ ซึ่งเป็นองค์กรทางการแพทย์ ได้ทำการค้นหาหลักฐานทางวิชาการแล้วพบว่า ไม่มีหลักฐานทางวิชาการใด ๆ ที่รับรองว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร “ดีคอนแทค” สามารถรักษาโรคทางตาได้ และขอยืนยันว่า ไม่มีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารตัวใดมีสรรพคุณรักษาโรคหรือความผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา

ดังนั้น ขอให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคทางตา โดยเฉพาะผู้สูงอายุ อย่าหลงเชื่อไปใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าว ซึ่งไม่มีสรรพคุณในการรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ อาจทำให้โรคตาที่เป็นอยู่มีความรุนแรงขึ้น สูญเสียการมองเห็นก็เป็นได้ วิธีการที่ดีที่สุด คือผู้ป่วยควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาจากจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพราะดวงตาเป็นสิ่งสำคัญ

ทั้งนี้ อย. ได้แจ้งระงับการโฆษณาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารดังกล่าวและดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเข้มงวดต่อไป ซึ่งการโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ หรือสรรพคุณของอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตจะมีความผิดทางกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท หรือถ้าพิสูจน์ได้ว่าเป็นการโฆษณาสรรพคุณโอ้อวดเกินจริง หรือหลอกลวงให้เกิดความหลงเชื่อโดยไม่สมควร จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ ไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และหากผู้บริโภคพบเห็นการโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพใดที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ขอให้ร้องเรียนได้ที่สายด่วน อย. 1556 หรือ ผ่านทาง Oryor Smart Application หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ

จับแล้ว!! ‘แก๊งอุ้มชะนี’ เร่ถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวกลางชายหาดเกาะสมุย

ตำรวจ สภ.บ่อผุด เกาะสมุย บุกจับ ‘แก๊งอุ้มชะนี’ เร่ถ่ายรูปกับนักท่องเที่ยวกลางชายหาดเกาะสมุย

วันที่ 26 ก.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ธงชนะ หาญกิตติกาญจนา รักษาราชการแทน ผกก.สภ.บ่อผุด อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมกับ พ.ต.ท.อภิชาติ จันทร์สำเร็จ รองผกก.สส. พ.ต.ต.ปริญญา รักษาแก้ว สวป. นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนบุกเข้าตรวจค้นเป้าหมายตามที่มีผู้แจ้งเบาะแสว่าเป็นที่พักอาศัยของกลุ่มคนที่นำชะนีสัตว์ป่าคุ้มครองและอีกัวน่า มาเดินอุ้มเร่ตามชายหาดเพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติได้ถ่ายรูปและคิดเงินครั้ง 100-200 บาท ทำให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่พบเห็นรับไม่ได้ที่มีการนำสัตว์มาทรมาน

โดยก่อนหน้านี้มีผู้ใช้เฟซบุ๊กใช้ชื่อว่า Arkadiy Kulev ได้โพสต์คลิปวีดีโอลงในเพจดังของเกาะสมุย เป็นภาพของชายไทยคนหนึ่งกำลังอุ้มชะนีมาเดินเร่ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่กำลังพักผ่อนอยู่ตามชายหาดเฉวง เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ได้ถ่ายรูปพร้อมกับคิดเงินค่าบริการ โดยผู้โพสต์ชี้ว่าเป็นการทรมานสัตว์ ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ซึ่งวันนี้ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่หาดเฉวง ต.บ่อผุด พบว่าบรรยากาศตามชายหาดเฉวง มีนักท่องเที่ยวออกมาพักผ่อน อาบแดด เล่นน้ำ และนั่งรับประทานอาหานเป็นจำนวนมาก โดยมีพ่อค้าแม้ค้านำสินค้าจำพวกไอศครีม สร้อยประดับ ผ้าปูชายหาด แพยางเป่าลม มาเร่ขายให้กับนักท่องเที่ยว แต่ได้พบเห็นชายไทย 2 คน เดินอุ้มกิ่งก่ายักษ์ หรืออีกัวน่า มาคนละตัว เดินเข้าหานักท่องเที่ยวที่พักผ่อนตามชายหาดเพื่อให้ถ่ายรูปคู่กับอีกัวหน้า ซึ่งก็มีนักท่องเที่ยวที่ปฎิเสธและยินดีถ่ายรูปด้วย แต่ไม่พบคนตามคลิปวีดีโอที่อุ้มชะนี

พ.ต.อ.ธงชนะ หาญกิตติกาญจนา รักษาราชการแทน ผกก.สภ.บ่อผุด ได้เข้าตรวจสอบพื้นที่เป้าหมายจุดแรก เป็นบ้านเช่าหลังหนึ่งอยุ่ภายในชุมชนหลังวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราฎร์ธานี ม.2 ต.บ่อผุด พบตัวนายเรืองวิทย์ อ่าวลึกน้อย อายุ 23 ปี ชาวจังหวัดระนอง พร้อมของกลางชะนี 2 ตัว อายุ 8 เดือน และ 2 ปี ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นเจ้าของชะนีจึงได้ควบคุมตัวมาดำเนินคดี และยึดชะนีไว้เป็นหลักฐาน

จุดที่ 2 เข้าตรวจสอบภายในซอยศูนย์รับเลี้ยงเด็ก บ้านบางรักษ์ ม.4 ต.บ่อผุด ที่บ้านเช่าหลังหนึ่ง พบตัวนายอิสมาแอล ถลาง อายุ 35 ปี ชาวจังหวัดระนอง พร้อมของกลางชนี อายุ 2 ปี 1 ตัว จึงได้ยึดไว้เป็นหลักฐาน จากการสอบถามผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นบุคคลเดียวกับในคลิปวีดีโอที่มีการแชร์ในเฟซบุ๊ก เจ้าหน้าที่จึงได้นำตัวมาดำเนินคดีที่สภ.บ่อผุด

ขณะที่นายธนพนธ์ อุทัยวรรณพร ผู้จัดการทั่วไปโรงแรมอาร์คบาร์บีชรีสอร์ท บอกว่า ที่ผ่านมาได้รับเรื่องร้องเรียนจากนักท่องเที่ยวที่นำสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ไม่สงวนก็ตามมาหลายครั้ง สัตว์พวกนี้ไม่ควรจะมาอยู่ตามชายหาดหรือมาใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยว จนบางครั้งนักท่องเที่ยวก็มาถามว่าสัตว์พวกนี้มีโรคอะไรบ้าง จะมีผลกระทบต่อโรคติดต่อใดๆ บางครั้งก็จะมีปัญหากับนักท่องเที่ยว

จนมีการนำไปโพสต์ตามสื่อต่างๆทำให้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวขอเกาะสมุยได้รับผลกระทบตามมา ที่ผ่านมาก็มีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางหรือในพื้นที่มาจับกุมปราบปรามก็จะหายไปสักระยะหนึ่ง แต่ก็จะกลับมาสร้างปัญหาตามเดิมอีก

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับนายเรืองวิทย์ อ่าวลึกน้อย และนายอิสมาแอล ถลาง ผู้ต้องหาว่า มีสัตว์ป่าคุ้มครอง(ชะนี)ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดี ส่วนชะนีทั้ง 3 ตัว ได้มอบให้นายเมธี บุญสุข หัวหน้าหน่วยจัดการต้นน้ำเกาะสมุย เป็นดูแลก่อนส่งต่อให้สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าพังงา จังหวัดพังงา ต่อไป

กยศ.เผยนักเรียน-นักศึกษา เบี้ยวหนี้กว่า 2 ล้านราย

ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ระบุที่ผ่านมามีการติดตามหนี้จากผู้กู้ยืมต่อเนื่อง โดยพบผิดนัดชำระหนี้กว่า 2 ล้านราย และมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีแล้วมากกว่า 1 ล้านราย

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยถึงการติดตามหนี้กองทุนฯ ว่า ที่ผ่านมา กยศ.ได้ดำเนินการตามขั้นตอนติดตามหนี้จากผู้กู้ยืมมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปีแรกที่ผู้กู้ยืมครบกำหนดชำระหนี้ กองทุนฯ จะส่งจดหมายแจ้งภาระหนี้ให้แก่ผู้กู้ยืม จากนั้นจะมีจดหมายติดตามหนี้ค้างชำระ แจ้งเตือนให้แก่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน

รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์แจ้งเตือนภาระหนี้ให้รับทราบ เพื่อดำเนินการชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่หากผู้กู้ยืมค้างชำระหนี้ จะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตราร้อยละ 12 หรือ 18 ต่อปี ของเงินต้นงวดที่ค้างชำระแล้วแต่กรณี จนถึงขั้นถูกบอกเลิกสัญญาและดำเนินคดีตามกฎหมาย

ซึ่งเมื่อถูกดำเนินคดีแล้วสามารถไปขอไกล่เกลี่ยทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้ และชำระหนี้เป็นรายเดือนได้อีก 9 ปี หรือหากไม่ได้ไปศาลและศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ทั้งหมด กองทุนยังได้ให้เวลาผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีกระยะหนึ่ง แต่หากผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนด กองทุนมีความจำเป็นต้องสืบทรัพย์บังคับคดีตามกฎหมาย มิฉะนั้นกองทุนจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน

โดยปัจจุบัน กองทุนได้ปล่อยเงินกู้ยืมให้แก่นักเรียน นักศึกษาไปแล้วจำนวนกว่า 5.4 ล้านราย คิดเป็นเงินกว่า 5.7 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้เสร็จสิ้นแล้วจำนวน 8 แสนราย อยู่ระหว่างปลอดหนี้ 1 ล้านราย อยู่ระหว่างชำระหนี้ 3.5 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ชำระหนี้ปกติ 1.4 ล้านราย ผิดนัดชำระ 2.1 ล้านราย หรือคิดเป็นเงินต้น 6.8 หมื่นล้านบาท โดยมีผู้ที่ถูกดำเนินคดีแล้วมากกว่า 1 ล้านราย

ผู้จัดการ กยศ. ระบุด้วยว่า ขอฝากถึงผู้กู้ยืมให้ชำระหนี้เป็นปกติ เพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้องจนเดือดร้อนถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบิดา มารดา ญาติ หรือครู อาจารย์ เพราะการค้ำประกันการกู้ยืมใดๆ จะเป็นภาระผูกพันทางกฎหมาย
และหากค้างชำระเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดเบี้ยปรับจำนวนมาก