กฟผ. เร่งบรรจุถุงยังชีพ 5,000 ชุด ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน สปป.ลาว

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เร่งบรรจุถุงยังชีพจำนวน 5,000 ชุด ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน สปป.ลาว 

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. ) บรรจุถุงยังชีพจำนวน 5,000 ชุด เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว)

ภายในถุงยังชีพประกอบไปด้วย อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทาน ยาสามัญประจำบ้าน และเครื่องนุ่งห่ม นอกจากนี้ยังมี น้ำดื่ม 5,000 ขวด ชุดทำน้ำใสสำหรับจำกัดความขุ่นและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ เพื่อให้นำน้ำมาดื่มได้ 5,000 ซอง เสื้อผ้าที่ซื้อเพิ่มเติม โดยใช้เงินที่รับบริจาค รวมมูลค่า 2,000,000 บาท

โดยประสานกับจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อนำไปบริจาคให้ประชาชนลาวผู้ได้รับความเดือดร้อน จากกรณีการทรุดตัวของเขื่อนดินย่อยโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย ในสาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาว

อันเป็นผลมาจากพายุฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องทำให้มีปริมาณน้ำจำนวนมากไหลเข้าสู่พื้นที่กักเก็บน้ำของโครงการฯ เป็นเหตุให้เกิดเหตุน้ำท่วมหนักในแขวงอัตตะปือและแขวงจำปาสัก สาธารณรัฐประธิปไตยประชาชนลาว ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2561

ขอบคุณข้อมูลจาก กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

2 นักศึกษาก่อเหตุแทงหนุ่มบนรถเมล์ 134 มอบตัวแล้ว

สองนักศึกษาที่ก่อเหตุแทงหนุ่มบนรถเมล์สาย 134 เข้ามอบตัวแล้ว อ้างเกิดการมองหน้ากันระหว่างอยู่บนรถ

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 25 ก.ค.61 ที่ สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ และ พ.ต.ท.ศุภชัย ศรีศักดิ์ สว.สส.สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้รับการประสานเพื่อขอเข้ามอบตัวจากผู้ปกครอง นายเก็ต นามสมมุติ อายุ 20 ปี และนายอาร์ท นามสมมุติ อายุ 21 ปี นักศึกษา ปวส.สถาบันแห่งหนึ่ง ผู้ก่อเหตุใช้อาวุธมีดและปืนแทงนายอนุชา เอี่ยมละเอียด อายุ 26 ปี อาชีพผู้รับเหมาต่อเติมอาคาร ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดบนรถเมล์ปรับอากาศ สาย 134 เมื่อเวลา 19.00 น.วันที่ 13 ก.ค.61

หลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่ามีกลุ่มวัยรุ่นที่ก่อเหตุมีทั้งหมดจำนวน 9 คน จนสืบทราบและได้เชิญตัวนักศึกษา ปวช.จำนวน 4 คนเข้าให้ปากคำ จนทราบรายละเอียดอีก 5 คนที่เหลือ และในวันที่ 24 ก.ค.61 นักศึกษา ปวช.จำนวน 3 คนได้เข้าให้ปากคำแล้ว และไม่ได้เป็นผู้ลงมือก่อเหตุ

ซึ่งผู้ก่อเหตุทั้งสองคนเป็นรุ่นพี่ ปวส.จำนวน 2 คน คือนายเก็ต นามสมมุติ เป็นคนที่ต่อยผู้บาดเจ็บและใช้อาวุธปืน บีบีกัน ขู่ ส่วนอีกคนคือนายอาร์ท นามสมมุติ เป็นคนใช้อาวุธมีดพก ยาวประมาณ 4 นิ้ว ซื้อมาจากร้านทุกอย่าง 20 บาทแทงผู้บาดเจ็บ หลังเกิดเหตุได้นำมีดไปทิ้งระหว่างทางที่ ซอยวัดลาดปลาดุก ต.บางรักพัฒนา อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ เที่ยงกมล ผกก.สภ.รัตนาธิเบศร์ กล่าวว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนรถเมล์ปรับอากาศ สาย 134 จนสืบทราบตัวผู้ก่อเหตุจึงได้ขออนุมัติหมายศาลจังหวัดนนทบุรีแล้ว และได้ประสานไปยังผู้ปกครองและสถานศึกษาเพื่อให้นำตัวเข้ามอบตัว และต่อสู้คดี ผู้ปกครองจึงได้ติดต่อเข้ามอบตัว ผู้ก่อเหตุทั้งสองให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุจริง

นักเรียนตีกัน, ตีกันบนรถเมล์

สำหรับอาวุธปืนเป็นปืนปลอม ส่วนมีดซื้อมาจากร้าน 20 บาทหลังก่อเหตุได้นำไปทิ้งระหว่างทาง ส่วนข้อหานั้นคือร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนข้อหาอื่นๆต้องรอให้ร้อยเวรสอบปากคำและพิจารณาก่อนตั้งข้อกล่าวหาอื่น

ส่วนสาเหตุจากการสอบปากคำเบื้องต้นทราบว่า เมื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุขึ้นรถเมล์มามีการมองหน้ากัน ซึ่งต่างคนต่างระวังตัว จากนั้นผู้บาดเจ็บได้มีการขยับตัวจะลุกขึ้น ผู้ก่อเหตุคนแรกซึ่งระวังตัวอยู่แล้ว คิดว่าผู้บาดเจ็บจะมาทำร้ายจึงได้ชิงลงมือก่อน ส่วนผู้ก่อเหตุคนที่มีอาวุธมีดเมื่อเห็นเพื่อนลงมือจึงได้เข้าช่วยเหลือ

เบื้องต้นหลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนรับมอบตัว และสอบปากคำเบื้องต้นได้นำตัวส่งพนักงานสอบสวน ซึ่งผู้ปกครองได้ยืนเรื่องขอประกันตัวไป เพื่อไปดำเนินการต่อสู้คดีต่อไป

สภาทนายความ แถลงช่วย ‘น้องบีม’ เหยื่อทนายโกงเงินสำเร็จ หลังศาลตัดสินชนะคดีอาญา

สภาทนายความ แถลงคืบกรณี ‘น้องบีม’ เหยื่อทนายโกงเงิน หลังศาลตัดสินชนะคดีอาญา บริษัทรถทัวร์ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้

จากกรณีที่นางพรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี มารดา ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง หรือ น้องบีม อายุ 14 ปี ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถพ่วง 18 ล้อในพื้นที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2548 ทำให้พ่อน้องบีมเสียชีวิต และน้องบีมบาดเจ็บสาหัสเดินไม่ได้ต้องนั่งวีลแชร์ตลอดชีวิต ซึ่งหลังศาลตัดสินให้เจ้าของและคนขับรถพ่วง 18 ล้อ จ่ายเงินเยียวยาให้ครอบครัวน้องบีมประมาณ 5 ล้านบาท กลับถูกนายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความยักยอกเงิน ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดวันนี้ (25 ก.ค. 61) สภาทนายความ ได้แถลงข่าวถึงความคืบหน้ากรณีดังกล่าวว่า หลังจากที่สภาทนายความและน้องบีม ทำการฟ้องยึดทรัพย์จำเลยใหม่เพื่อเป็นค่าชดเชยที่ นายพสิษฐ์ สัมมาเลิศ ทนายความคนเก่าฉ้อโกงและถูกดำเนินคดีจำคุกไปเมื่อปี 2560 นั้น ซึ่งวานนี้ศาลจังหวัดไชยา ตัดสินให้น้องบีมชนะคดีอาญา ทำให้บริษัทรถทัวร์ ต้องจ่ายค่าชดเชย

ทั้งนี้ จึงได้พาน้องบีมและคุณแม่ มาเซ็นหนังสือมอบอำนาจ เพื่อทำการเดินเรื่องสู้คดีต่อในศาลแพ่ง เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจเกินกว่าที่ฝ่ายน้องบีมมอบอำนาจให้ ก่อนสภาทนายความจะมอบเงินช่วยเหลือน้องบีม จำนวน 10,000 บาท