ชาวนาหันปลูกอินทผาลัม พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ ทำเงินปีละกว่า 1 ล้าน

ชาวนาจ.ชัยนาท หันปลูก อินทผาลัม พืชเศรษฐกิจชนิดใหม่และตลาดรองรับดี ทำเงินปีละกว่า 1 ล้านบาท

วันที่ 24 กรกฎาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สวนอินทผลัมวัฒนะโชติ ของคุณไพรัช วัฒนะเขตการ ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านวังน้ำขาว หมู่ที่ 3 ต.วังตะเคียน อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท โดยคุณไพรัช เปิดเผยว่า เดิมทีนั้นมีอาชีพทำนาปลูกข้าวเหมือนชาวนารายอื่นๆ ในแถบนี้ แต่เมื่อต้องประสบกับภาวะขาดทุนจากราคาข้าวที่ตกต่ำเมื่อประมาณ 4 ปีก่อน

จึงปรึกษากับภรรยาว่าจะเปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจอื่นที่มีราคาดีและตลาดรองรับดีแทน และจากการศึกษาหาข้อมูลจากหลายๆ แหล่งทำให้ตัดสินใจซื้อพันธุ์อินทผลัมมาทดลองปลูกจำนวน 20 ต้น ซึ่งพันธุ์อินทผลัมที่คุณไพรัชเลือกนั้นคือ พันธุ์บาฮี ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมกินผลสด

คุณไพรัช เปิดเผยอีกว่า การปลูกอินทผลัมนั้นคล้ายๆ การปลูกพืชสวนทั่วไป คือการเตรียมดินเตรียมแปลงที่จะต้องไม่มีน้ำท่วมขัง เพราะจะทำให้ต้นอินทผลัมเฉาและตายได้ โดยระยะเวลาการปลูกเริ่มตั้งแต่นำต้นพันธุ์ลงแปลงจนถึงออกผลรุ่นแรก จะใช้เวลาประมาณ 30 เดือน หรือ 2 ปีครึ่ง แต่จะเริ่มเก็บผลได้เต็มที่ในที่ในปีที่ 3 เป็นต้นไป

ซึ่งสวนของคุณไพรัชเองก็อยู่ในระยะปีที่ 3 ผลผลิตต่อต้นคาดการณ์ไว้ประมาณ 80-100 ก.ก. โดยราคาขายผลสดในปัจจุบันจะอยู่ที่ 450-800 บาท ตามความสวยของพวง โดยจะมีเคล็ดลับที่การห่อพวงฯ กันน้ำกันแมลงที่จะทำให้ผิวอินทผลัมสวยได้ราคา ดังนั้นเฉลี่ยรายได้ต่อต้นจะอยู่ที่ 40,000-45,000 บาทต่อต้นต่อปี

ซึ่งสวนของคุณไพรัชปลูกไว้ทั้งหมด 40 ต้น ก็จะทำเงินได้ไม่ต่ำกว่า 1,600,000 บาทในปีนี้ ทั้งนี้หากท่านใดที่สนใจจะศึกษาการปลูกอินทผลัมเพื่อสร้างรายได้เหมือนคุณไพรัช สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาดูการปลูกและดูแลอินทผลัม ขอคำแนะนำได้ทุกวันที่สวนวัฒนะโชติ หรือโทรนัดหมายก่อนที่หมายเลข 081-740-2714

กรมควบคุมโรค ยืนยัน! ทีมเก็บรังนกเกาะลิบง ไม่ได้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย

กรมควบคุมโรค ยืนยันผลการตรวจสุขภาพทีมเก็บรังนกจากเกาะลิบง หลังกลับจากภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมี ไม่พบเชื้ออันตราย และไม่ได้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย 

วันนี้ (24 กรกฎาคม 2561) นายแพทย์อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีและโฆษกกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากกรณีที่มีการส่งต่อกันในโซเชียลมีเดีย ว่า ทีมเก็บรังนกจากเกาะลิบง ติดเชื้อไข้มาลาเรีย หลังกลับจากภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าอะคาเดมี นั้น

กรมควบคุมโรค มอบหมายให้สำนักงานป้องกันควบคุมโรค ที่ 12 จ.สงขลา ตรวจสอบข่าวนี้ทันที และได้รับการยืนยันจากโรงพยาบาลที่ดูแลทีมเก็บรังนก ว่าจากการตรวจสุขภาพของทีมเก็บรังนกจากเกาะลิบงทุกคน ปรากฏว่าไม่พบเชื้ออันตราย และไม่ได้ป่วยโรคไข้มาลาเรีย

จากรายงานของโรงพยาบาลกันตัง จ.ตรัง ได้แบ่งทีมเก็บรังนกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีอาการป่วย ได้รับการส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลกันตัง(2 ราย) และกลุ่มที่สองคือคณะทีมเก็บรังนกซึ่งปฏิบัติงานพร้อมกัน ได้รับการติดตามมาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลกันตัง(11 ราย) โดยผู้ที่มีอาการป่วย 2 ราย ดังนี้

รายที่ 1 มีอาการไข้สูง หายใจเหนื่อยๆ เพลีย และในรายที่ 2 มีอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองขาหนีบโต ทั้งสองรายเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ทำให้มีอาการทุเลา และผลการตรวจวิเคราะห์เชื้อจากศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ ไม่พบเชื้ออันตราย และตรวจไม่พบเชื้อมาลาเรียแต่อย่างใด แพทย์จึงให้รับยารับประทานและกลับบ้านได้ ส่วนทีมเก็บรังนกอีก 11 รายอาการทั่วไปปกติ ผลการตรวจวิเคราะห์เชื้อ ไม่พบเชื้ออันตรายเช่นกัน

นายแพทย์อัษฎางค์ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจสอบพื้นที่การระบาดของไข้มาลาเรีย พบว่าทั้งสองพื้นที่ (ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน และตำบลเกาะลิบง) เป็นพื้นที่ที่ไม่มีการแพร่เชื้อมาลาเรียในพื้นที่มาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และไม่มียุงพาหะนำเชื้อมาลาเรีย กรมควบคุมโรค จึงขอให้ญาติพี่น้องและประชาชนที่ติดตามข่าวสาร ไม่ต้องตกใจและเป็นกังวลในเรื่องดังกล่าว

ซึ่งทางทีมแพทย์ของโรงพยาบาลกันตัง จ.ตรัง จะดูแลสุขภาพของทีมเก็บรังนกทุกคนอย่างใกล้ชิด และขอให้ประชาชนอย่าส่งต่อข้อมูลในโซเชียลที่ไม่เป็นความจริง เพราะอาจเกิดความสับสนและเข้าใจผิดได้ โดยขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารจากทางราชการหรือหน่วยงานที่น่าเชื่อถือได้ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

สสส. เปิดความจริง ‘ไขมันทรานส์’ กินมากเสี่ยงโรคอันตราย

สสส. เปิดความจริง ‘ไขมันทรานส์’ กินมากอันตราย เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

วันนี้ (24 ก.ค. 61) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ได้จัดแถลงข่าวในหัวข้อ “เปิดความจริงไขมันทรานส์” โดยชวนคนไทยทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ไขมันทรานส์ หลังมีประกาศห้ามผลิต นำเข้า จำหน่าย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 9 มกราคม 2562 เป็นต้นไป เนื่องจากการบริโภคมากๆ เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด

ทั้งนี้ ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวจากการเรียงตัวของไฮโดรเจนอะตอมอยู่ตรงข้ามกัน ซึ่งพบได้ในธรรมชาติของสัตว์เคี้ยวเอื้อง (มีปริมาณน้อย) และเกิดจากกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนลงไป เพื่อให้มีคุณสมบัติเหมือนไขมันสัตว์ เพราะมีต้นทุนต่ำ ทำให้ไม่เป็นไข ที่สำคัญเก็บได้นานขึ้น เช่น เนยเทียม เนยขาว อาหารทอด ครีมเทียม

ด้าน นพ.ฆนัท ครุฑกุล เครือข่ายคนไทยไร้พุงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจและโภชนาการวิทยาคลินิก โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า โรคหัวใจและหลอดเลือดติดอันดับ 1 ใน 3 สาเหตุการเสียชีวิตของคนไทย ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค มาตรการห้ามใช้ไขมันทรานส์จึงมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคในสังคมไทย เพราะไขมันทรานส์หากรับประทานในปริมาณมากเกิน 0.5
กรัมต่อหน่วยบริโภค จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ความดันและหลอดเลือด จึงไม่ควรมีไขมันทรานส์จากกระบวนการทางอุตสาหกรรมในอาหาร

อย่างไรก็ตาม หากรับประทานไขมันทรานส์มากเกินไปอาจทำให้เสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยผลร้ายของมันรุนแรงกว่า “ไขมันอิ่มตัว” ถึง 10 เท่า ซึ่งไม่ควรทานเกิน 2 กรัม/วัน และต้องควบคุมปริมาณการบริโภคร่วมกันกับ ไขมันอิ่มตัว เพราะไขมันทั้งสองประเภทเป็นสาเหตุของโรคร้าย