แนะสังเกตฉลาก “ไขมันทรานส์เป็นศูนย์” ทุกครั้งก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์

เตือนผู้บริโภคสังเกตฉลากโภชนาการ “ไขมันทรานส์เป็นศูนย์” ทุกครั้งก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์

วันนี้ (24 ก.ค.61) รศ.ดร.จิรดา สิงขรรัตน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ผู้เชี่ยวชาญด้านเคมีอุตสาหกรรมการแยกและสกัดสาร กล่าวว่า ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอาหารไทย จำเป็นต้องปรับตัวเป็นการเร่งด่วน เพื่อลดต้นทุนในการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์อาหาร หลังมีราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เลขที่ 388 พ.ศ. 2561 ว่า “ไขมันทรานส์” อันตรายต่อสุขภาพ

จึงมีมาตรการห้ามผลิต นำเข้า และจำหน่าย ภายใน 180 วัน โดยควร เลือกใช้น้ำมันที่สกัดจาก “ปาล์ม” หรือ “มะพร้าว” ผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศทดแทน เนื่องจากน้ำมันปาล์มและมะพร้าว ต่างมีคุณสมบัติในการยืดอายุผลิตภัณฑ์อาหารที่คล้ายคลึงกับไขมันทรานส์ คือ ไม่มีกลิ่นเหม็นหืน และมีต้นทุนต่ำ หรือ ผสมน้ำมันเมล็ดปาล์มกับน้ำมันอื่นๆ เพื่อปรับลักษณะให้ใกล้เคียงกับไขมันทรานส์ คือจุดหลอมเหลวสูง มีความเสถียรต่อการเกิดออกซิเดชั่นได้สูง อ่อนตัวได้เร็ว สัดส่วนไขมันที่เป็นของแข็ง และการทำสมบัติต่อการอบขนมที่ดี

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจะต้องหมั่นสังเกต “ฉลากโภชนาการ”และ “ส่วนประกอบ” ให้ดีเพราะถึงแม้ว่าฉลากจะมีข้อความระบุว่า “ไขมันทรานส์ 0 กรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค” ก็อาจจะมีการใช้น้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วนที่มีไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบอยู่

โดยเฉพาะอาหารที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศ ถึงแม้ว่าจะเป็นการผิดกฏหมายบ้านเราที่จะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วันก็ตาม เพื่อเป็นการป้องกันและสร้างภูมิต้านทานให้ตนเอง

ทั้งนี้ ถ้าผู้บริโภคจำได้เมื่อประมาณ 20 ปีที่ผ่านมา บนฉลากขวดน้ำมันพืชส่วนใหญ่ในบ้านเรา เช่น น้ำมันถั่วเหลืองก็จะมีข้อความว่า ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน แต่ในปัจจุบันนี้ไม่พบข้อความที่ว่าบนฉลากแล้ว เนื่องจากอุตสาหกรรมน้ำมันพืชได้ใช้เทคโนโลยีอื่นในการยืดอายุการเก็บรักษา

ซึ่งจากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เมื่อประมาณ 30 ปีที่ผ่านมา พบว่า การบริโภคไขมันทรานส์ในปริมาณสูงมีผลให้ระดับโคเลสเตอรอลตัวที่ไม่ดีในเลือด (LDL Cholesterol) เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น จึงเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของประชากรโลก ดร. จิรดา กล่าว

ผู้สนใจ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. ศูนย์รังสิต โทร. 02-564-4491 ต่อ 2020 เฟซบุ๊กแฟนเพจ www.facebook.com/ScienceThammasat เว็บไซต์ www.sci.tu.ac.th

ทำกันได้ลงคอ!! ลูกศิษย์กู้ กยศ.ให้ครูค้ำประกัน ชิ่งหนีไม่ยอมจ่ายหนี้

สุดดราม่า!! ครูไปค้ำประกัน กู้เงินกองทุน กยศ. ให้ลูกศิษย์กว่า 60 คน แต่กลับถูกลูกศิษย์อีกกว่า 30 คนเบี้ยวไม่ยอมจ่ายหนี้ สุดท้ายครูเจอหมายศาลฟ้องยึดทรัพย์

เมื่อวานนี้ (23 ก.ค.61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Tikky CM Peo ได้ออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดดราม่าเกี่ยวกับเรื่องการกู้ กยศ. โดยเป็นราวเรื่องเมื่อ 20 ปีก่อนของคุณครูวิภา (สงวนนามสกุล) ซึ่งเป็นครูสอนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ในช่วงนั้นมีกองทุน กยศ. เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนได้กู้ยืมเพื่อใช้ในการเรียนต่อ

คุณครูวิภา จึงอาสาที่จะเป็นผู้ค้ำประกันให้กับนักเรียนกว่า 60 คน เนื่องด้วยเวลาที่กระชั้นชิด และผู้ปกครองเดินทางมาโรงเรียนค่อนข้างลำบาก จึงตัดสินใจเซ็นค้ำประกันให้ เพื่อหวังที่จะให้เด็กนักเรียนได้มีโอกาสทางการศึกษาและเรียนจบในชั้นสูงๆ

แต่ผ่านไป 10 ปี กระทั่งปี 2551 คุณครูวิภาได้รับหนังสือจากศาลระบุว่า ให้ไปไกล่เกลี่ยในการชำระหนี้ ครูวิภาในฐานะผู้ค้ำจึงเดินทางไปให้การกับศาล โดยมีลูกศิษย์บางส่วนก็ชำระหนี้ตามที่ศาลสั่ง ครูวิภาก็คิดว่าเรื่องน่าจะจบและไม่มีปัญหาใดๆอีก

กระทั่งเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี นำป้ายคำสั่งบังคับคดีมายึดบ้าน และที่ดินของครูวิภา เมื่อเข้าไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี จึงทราบว่ามีนักเรียนอีกประมาณ 30 คน ที่ครูวิภาค้ำประกันไว้ให้ เมื่อเรียนจบมาแล้วไม่ยอมชำระหนี้กองทุน กยศ. ตามที่กำหนดไว้ มูลค่าหนี้เกือบ 1 ล้านบาท จึงทำให้ทาง กยศ. ต้องยื่นฟ้องศาล

ซึ่งเมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ครูวิภา ได้มาติดต่อ กยศ. เพื่อไกล่เกลี่ย และชำระหนี้แทนลูกศิษย์บางส่วน เบื้องต้นครูวิภาได้ติดต่อพูดคุยกับลูกศิษย์ให้ไปจ่ายหนี้ กยศ. ด้วย แต่กลับถูกลูกศิษย์พูดว่า “ครูก็ไปบอกศาลให้มายึดทรัพย์ผมสิ”

ขอบคุณ Tikky CM Peo

สลด! รถบรรทุกไหลชนคานปูนพังถล่ม ทับรถสาววัย 23 ดับ

สลด! รถบรรทุกไหลชนคานปูนหมู่บ้านย่านประเวศ ทำถล่มทับรถ หญิงวัย 23 ดับ

วันนี้(24 ก.ค.) เมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.อุดมสุข ได้รับแจ้งเกิดเหตุคานปูนพังถล่มทับรถบรรทุกได้รับความเสียหาย และมีผู้เสียชีวิต ที่หน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่ง บนถนนเลียบวงแหวนตะวันออก เขตประเวศ จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบรถบรรทุก ถูกเศษของคานปูนถล่มทับที่ห้องโดยสารจนพังเสียหาย จึงใช้เครื่องจักรเข้าเคลียร์ยกเศษปูนออก พบผู้เสียชีวิตเป็นหญิง 1 คน เบื้องต้นทราบว่าเป็นภรรยาคนขับรถบรรทุก ติดอยู่ภายในห้องโดยสาร

ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับคนขับรถบรรทุก ทราบว่า รถบรรทุกคันดังกล่าว ได้บรรทุกอิฐน้ำหนักมากกว่า 1 ตัน เพื่อมาส่งที่ไซต์งานก่อสร้างย่านนี้ แต่ขับไปต่อไม่ถูกเนื่องจากถนนค่อนข้างมืด จึงนำรถมาจอดหลบบนสะพานข้ามคลองปากทางเข้าหมู่บ้าน เพื่อวิ่งลงมาถามทางที่ป้อมรปภ. โดยมีภรรยาอายุ 23 ปี นั่งรออยู่ในรถ แต่จู่ ๆ รถเกิดไหลลงจากสะพานมาพุ่งชนเสาคานปูนของหมู่บ้าน ทำให้ตัวคานหล่นลงมาทับรถ ส่งผลให้ภรรยาที่นั่งรออยู่เสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุ ร้อยเวรสอบสวน สน.อุดมสุข ได้นำตัวคนขับไปสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้งเพื่อแจ้งข้อหาและดำเนินการชดใช้ค่าเสียหายให้หมู่บ้านต่อไป