อยู่เกาหลีต้องรู้! ประกาศมาตรการเตรียมพร้อม รับมือพายุไต้ฝุ่นโซลิค

สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ประกาศมาตรการเตรียมพร้อมต่อพายุไต้ฝุ่นโซลิค 

วันนี้ (23 ส.ค.61) Royal Thai Embassy, Seoul สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้โพสต์ข้อความ ประกาศมาตรการเตรียมพร้อมต่อพายุไต้ฝุ่นโซลิค (Soulik) เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่กำลังจะเดินทางไปประเทศเกาหลี หรือกำลังพักอาศัยอยู่อยู่ที่ประเทศเกาหลี

เนื่องจากเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2561 กระทรวงมหาดไทยและความปลอดภัย (Ministry of the Interior and Safety) สาธารณรัฐเกาหลี ได้ประกาศมาตรการเตรียมพร้อมต่อพายุไต้ฝุ่นโซลิค (Soulik) ดังนี้

1. ก่อนพายุไต้ฝุ่นเคลื่อนตัวเข้าพื้นที่

1.1 เลือกจุดนัดหมายล่วงหน้าสำหรับครอบครัว เพื่อไม่ให้เกิดการพลัดหลงในกรณีที่ต้องมีการอพยพ

1.2 จัดเตรียมอุปกรณ์ปฐมพยาบาล น้ำดื่ม และอาหาร

1.3 หากมีรถยนต์ ควรเติมน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ล่วงหน้า

1.4 ทำความสะอาดท่อระบายน้ำภายในบ้าน เพื่อป้องกันน้ำท่วม

2. ช่วงระหว่างพายุไต้ฝุ่นเคลื่อนตัวเข้าพื้นที่

2.1 ปิดล็อกประตูและหน้าต่างภายในบ้าน

2.2 หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าภายในบ้าน

2.3 กรณีที่ขับรถยนต์ โปรดใช้ความระมัดระวังโดยใช้ความเร็วต่ำ และหลีกเลี่ยงถนนที่มีน้ำท่วม

กรม สบส.สั่ง! ตรวจคลินิกย่านสีลม หลังสาวร้องติดเชื้อจากการศัลยกรรมอก

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สั่งการพนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบคลินิกเสริมความงาม ย่านสีลมหลังมีผู้ร้องเรียนว่าศัลยกรรมหน้าอกและเกิดอาการติดเชื้อ อักเสบ จนหมดค่ารักษาไปหลายแสน 

จากกรณี หญิงสาวรายหนึ่งเข้าแจ้งความที่กองบังคับการปราบปราม เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับคลินิกแห่งหนึ่ง ย่านสีลม หลังเข้าทำศัลยกรรมหน้าอกด้วยวิธีการฉีดฟิลเลอร์แล้วเกิดอาการติดเชื้อและอักเสบ จนส่งผลกระทบในการดำเนินชีวิต และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลหลายแสนบาท นั้น

วันนี้ (23 ส.ค.61) นายแพทย์ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าวว่า กรม สบส.ได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น จึงสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่จากสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ และกองกฎหมาย กรม สบส.ทำการตรวจสอบคลินิกดังกล่าวว่ามีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการดำเนินการสถานพยาบาลถูกต้องตามที่กฎหมายพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 กำหนดครบถ้วนทั้ง 5 ด้านหรือไม่ ซึ่งประกอบด้วย

1. ความสะอาด เหมาะสมของสถานที่

2. แพทย์ผู้ให้บริการเป็นแพทย์จริง มีใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม และเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาตามที่กล่าวอ้าง

3. การให้บริการได้คุณภาพ มาตรฐาน

4. เครื่องมือ ยา เวชภัณฑ์ที่ให้บริการได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

5. มีการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ หากพนักงานเจ้าหน้าที่ฯตรวจพบว่ามีการตกมาตรฐานข้อใดข้อหนึ่ง จะดำเนินการลงโทษตามที่กฎหมายกำหนดโดยไม่มีการละเว้นแต่อย่างใด รวมทั้งจะส่งเรื่องให้สภาวิชาชีพดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปด้วย

สำหรับประเด็นการโฆษณาผ่านสื่อโซเชียล ทั้งเว็บไซต์, แอปพลิเคชั่นเฟซบุ๊ค/ไลน์/อินสตาแกรม ซึ่งมักจะมีการใช้บุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเน็ตไอดอลมาช่วยโฆษณาหรือรีวิว (Review) บริการทางการแพทย์หรือเสริมความงามของคลินิกนั้น กรม สบส.ต้องขอเน้นย้ำให้ปฏิบัติตามกฎหมายสถานพยาบาลอย่างเคร่งครัด การเผยแพร่โฆษณาหรือประกาศของสถานพยาบาลจะต้องได้รับอนุมัติจากกรม สบส.หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกครั้ง เพื่อคุ้มครองประชาชนให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ปลอดภัยตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตามการเสริมความงามนั้นมิใช่ว่าทุกคนจะทำออกมาได้สวยงามเหมือนกับที่เห็นในโฆษณา ดังนั้น จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน อย่าด่วนตัดสินใจรับบริการเพียงแค่รับชมโฆษณาหรือฟังรีวิว เพราะผลกระทบที่เกิดอาจจะส่งผลไปตลอดชีวิต

ด้าน ทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า ก่อนรับบริการทางการแพทย์ หรือเสริมความงามทุกครั้งขอให้ประชาชนตรวจสอบหลักฐานมาตรฐานคลินิก 4 ประการ ซึ่งประกอบด้วย

1.ป้ายชื่อคลินิกที่ติดหน้าร้าน ต้องเห็นชัดเจนและแสดงเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก

2.ภายในคลินิกจะต้องแสดงใบอนุญาตประกอบกิจการ

3.ใบอนุญาตดำเนินการของแพทย์ หลักฐานการชำระค่าธรรมเนียมประจำปีปัจจุบัน

4.รูปถ่ายของแพทย์หน้าห้องตรวจต้องตรงกับผู้ให้บริการ

โดยสามารถตรวจสอบแพทย์ผู้ให้บริการที่ปรากฏในรูปถ่ายได้ที่เว็บไซต์แพทยสภา (www.tmc.or.th) และตรวจสอบคลินิกที่ถูกต้องตามกฎหมายได้ที่เว็บไซต์กรม สบส. (www.hss.moph.go.th) หากพบคลินิกใดมีหลักฐานข้างต้นไม่ครบ ให้หลีกเลี่ยงการรับบริการ ถ้าหากคลินิกดังกล่าวอยู่ในเขตกรุงเทพให้แจ้งมาที่ศูนย์รับเรื่องร้องเรียนกรม สบส.ทางหมายเลขโทรศัพท์ 02 193 7000 ต่อ 18618 เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณข้อมูลจาก กลุ่มประชาสัมพันธ์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

ริบรางวัลเกียรติยศด้านเสรีภาพ ‘อองซาน ซูจี’ เหตุเมินช่วย ‘โรฮิงญา’

เล็งยึดรางวัลเกียรติยศด้านสันติภาพออง ซาน ซู จี เพิ่มอีก 1 รางวัล จากสาเหตุจากไม่ยอมเคลื่อนไหวเพื่อช่วยเหลือชาวโรฮิงญา ทั้งยังแสดงท่าทีไม่ยอมรับสถานะของชาวโรฮิงญาในฐานะประชากรชาวเมียนมา

วันที่ 23 ส.ค.2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า คณะกรรมการนครเอดินเบรอะเตรียมพิจารณาเพิกถอนรางวัลเสรีภาพแห่งเอดินเบรอะที่เคยมอบให้แก่ออง ซาน ซู จี ที่ปรึกษาแห่งรัฐของเมียนมา เมื่อปี 2548 เพื่อยกย่องในการยืนหยัดเพื่อสันติภาพและประชาธิปไตยในเมียนมา หลังจากถูกทหารกักบริเวณในบ้านพักเป็นเวลานานหลายปี โดยรางวัลเกียรติยศดังกล่าวถือเป็นรางวัลที่ 7 ที่องค์กรต่างๆ ประกาศเพิกถอน หรือประกาศให้เป็นโมฆะ เนื่องจาก ซู จี ปฏิเสธและหลีกเลี่ยงที่จะต่อสู้เพื่อชาวโรฮิงญา

อองซาน ซูจี
อองซาน ซูจี

รายงานระบุว่า ก่อนหน้านี้ประธานคณะกรรมการส่งจดหมายเรียกร้องให้ ซู จี เคลื่อนไหว เพื่อเปิดทางให้ชาวโรฮิงญาเดินทางกลับภูมิลำเนาในรัฐยะไข่ อย่างปลอดภัย แต่ไม่ได้รับการตอบรับใด ๆ

ก่อนหน้านี้นางอองซาน ซูจี กล่าวต่อที่ประชุมในสิงคโปร์ถึงภัยคุกคามจากการก่อการร้ายในรัฐยะไข่ของเมียนมา ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อภูมิภาค โดยหลีกเลี่ยงไม่ใช้คำว่า ‘โรฮิงญา’ ในการกล่าวถึงกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มนี้ ซึ่งนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ชาวโรฮิงญามากกว่า 700,000 คน อพยพหนีความรุนแรงในรัฐยะไข่ไปยังบังกลาเทศ

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ที่ทำงานในค่ายผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเด็กมากกว่า 6,000 คน ที่ไม่ได้พบหน้าพ่อแม่นับตั้งแต่อพยพมาที่ค่ายแห่งนี้ เด็กบางคนเผยว่า พวกเขาเห็นพ่อแม่ของตัวเองถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม เด็กบางส่วนข้ามพรมแดนมาด้วยตัวเอง ก่อนจะไปอาศัยอยู่กับญาติ หรือเพื่อนบ้านภายในค่ายผู้อพยพ