คลิปว่อน! หนุ่มวินหัวร้อนพังรถตัวเอง ฉุนถูกจับขี่บนทางเท้า

หนุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างหัวร้อนผู้เทศกิจตรวจจับ-ปรับ หลังขี่รถบนทางเท้า ไม่พอใจหนักกระทืบรถตัวเอง  ด้าน ร้องผู้ว่าฯ กทม. แนะหากไม่อยากทำผิดก็อย่าขี่บนทางเท้า 

เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพตส์คลิปและข้อความผ่านทางเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว สกลธี ภัททิยกุล โดยเป็นเหตุการณ์ของหนุ่มวินมอเตอร์ไซค์รายหนึ่งถูกเทศกิจตรวจจับ-ปรับ หลังขี่รถจักรยานยนต์บนทางเท้า ทำให้หนุ่มวินฯไม่พอใจและกระทืบรถของตัวเอง

โดยทางรองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ได้ระบุข้อความไว้ว่า “ห้วร้อน เหตุเกิดที่จุดตรวจ จับ-ปรับ มอเตอร์ไซค์ฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้าซอยสุขุมวิท 39 เขตวัฒนาครับ…คุณพี่คนนี้คงหงุดหงิดที่ขับขี่มาบนทางเท้าแล้วถูกเจ้าหน้าที่เทศกิจประจำจุดตรวจเชิญมาเปรียบเทียบปรับเลยออกอาการอย่างที่เห็น

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ไปแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้วครับ…ไม่อยากหงุดหงิดเสียเวลาอย่าขับขี่บนทางเท้านะครับ ผิดกฎหมายอาจจะเกิดอันตรายต่อผู้ใช้ทางเท้าครับและตอนนี้เจ้าหน้าที่เค้ากวดขันเอาจริงตามนโยบายของกรุงเทพมหานครครับ #ทางเท้าไว้ให้คนเดินครับ #NOW #ผลักดันทันใจ แก้ไขทันที”

นอกจากนี้รองผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ยังระบุเพิ่มเติมด้วยว่า “กวดขัน จับ-ปรับ ฝ่าฝืนขับขี่บนทางเท้ามายังไม่ 2 เดือนดีได้ค่าปรับเกือบ 1,500,000 บาทแล้วครับ ผู้ฝ่าฝืนเกือบ 5,000 ราย แต่การฝ่าฝืนก็ยังมีอยู่ทุกวัน สิ้นเดือนนี้จะให้เจ้าหน้าที่กวดขันเพิ่มขึ้นแล้วนะครับ ถึงเวลาจะมาบอกว่าไม่ทราบไม่ได้แล้ว…ยอมเสียเวลาและความสะดวกสบายขึ้นอีกนิดนะครับ คนใช้ทางเท้าจะได้ปลอดภัยครับ ทางเท้าต้องไว้ให้คนเดินครับ”

ขอบคุณ สกลธี ภัททิยกุล

ครอบครัว ‘ฟอส – สปาย’ ไม่รับคำขอขมาจาก ‘เสี่ยอ้วน’

ครอบครัวของ ‘ฟอส-สปาย’ ยืนยันไม่รับคำขอโทษ หรือขอขมาจาก ‘เสี่ยอ้วน’

วานนี้ (23 ส.ค. 61) เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัว นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ เสี่ยอ้วน ผู้ต้องหาคนในคดียิงสังหาร นายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือ น้องฟอส และ นาวสางปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือ น้องสปาย ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ บริเวณลานจอดรถ หน้าพระพุทธรูปแกะสลักเขาชีจรรย์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ทั้งนี้ ครอบครัวของน้องฟอสและน้องสปาย ได้เดินทางไปดูการทำแผนประกอบคำรับสารภาพอย่างใกล้ชิด โดยแม่น้องฟอส บอกว่า ต้องการมาดูหน้าผู้ต้องหาและการทำแผน ซึ่งหากมีโอกาสพูดคุยกับนายปัญญา จะถามว่า ฆ่าลูกชายทำไม เนื่องจากทุกวันนี้ยังทำใจไม่ได้ อีกทั้งไม่ขอรับการขมา เช่นเดียวกับ แม่น้องสปาย ที่ระบุว่า ดีใจที่ตำรวจติดตามจับนายปัญญา มาดำเนินคดีได้ และอยากให้ได้รับโทษเช่นเดียวกับที่ทำกับลูกสาว รวมทั้งไม่พร้อมที่จะให้อภัย

ก่อนหน้านั้น นางวันเพ็ญ ได้กล่าวถึงประเด็นเรื่องเงิน ที่มีการเปิดเผยว่า เสี่ยอ้วน เคยโอนให้ครอบครัว กว่า 4 ล้านบาท โดยยอมรับว่า ได้รับเงินโอนจากเสี่ยอ้วน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่อีกฝ่ายต้องการให้ซื้อรถให้ลูกสาว และตัวเองแค่ทำหน้าที่จ่ายเงิน แต่เรื่องการจองทั้งหมด เสี่ยอ้วนเป็นคนดำเนินการ และราคารถรวมประกันอยู่ที่ 7 แสนบาท ซึ่งตนเองมีเอกสารยืนยันทั้งหมด ส่วนเงินที่เหลือนั้น ได้นำไปใช้จ่ายจัดงานศพลูกสาว ประมาณ 3 – 4 แสนบาท พร้อมย้ำว่า ไม่เคยคิดขายลูกกิน เนื่องจากมีศักดิ์ศรี อีกทั้งไม่เคยมีการตกลงเรื่องการหมั้นหมาย ยกลูกสาวให้เสี่ยอ้วน หรือการสร้างเรือนหอใดๆ

ขณะที่ นายธรรมรัตน์ สุวรรณโพธิ์ศรี ผู้ก่อตั้งเพจ Spotlight Phuket ระบุว่า เสี่ยอ้วน เคยโอนเงินให้ครอบครัวของน้องสปาย ภายใน 2 เดือน เป็นเงินกว่า 4 ล้านบาท โดยมีหลักฐานเป็นสลิป 6 ใบ ซึ่งจำนวนเงินที่โอน แบ่งเป็น 700,000 บาท , 100,000 บาท , 1,000,000 บาท , 1,000,000 บาท , 112,000 บาท , 100,000 บาท และ 50,000 บาท ตามลำดับ

กระบะตำรวจ ชนรถจักรยานยนต์หญิงวัย 45 ปีเสียชีวิต ที่จ.ลพบุรี

เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรท่าวุ้งขับรถกระบะตราโล่ ชนรถจักรยานยนต์หญิงวัย 45 ปี เสียชีวิต ที่จ.ลพบุรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรท่าวุ้งขับรถกระบะตราโล่ชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรง บริเวณหน้าวัดโพธิ์ระหัต ตำบลบางขันหมาก อำเภอเมืองลพบุรี ทำให้คนขับขี่เสียชีวิต ทราบชื่อคือ นางธัญญรัตน์ สุขรอด อายุ 45 ปี

จากการสอบสวน จ่าสิบตำรวจวีระ สุขกระจ่าง ตำรวจ สภ.ท่าวุ้ง คนขับรถกระบะคันเกิดเหตุ ทราบว่า กำลังขับรถพาพันตำรวจเอกเขมชาติ  วัฒนภาเกษม ผู้กำกับการ สภ.ท่าวุ้ง ไปอบรมด้านการสืบสวนปราบปรามในตัวเมืองลพบุรี

เมื่อมาถึงจุดเกิดเหตุเห็นนางธัญญรัตน์ ขับขี่รถจักรยานยนต์อยู่ข้างหน้าช่องทางด้านซ้าย ส่วนรถตำรวจวิ่งมาช่องขวาสุด แต่จู่ๆ รถจักรยานยนต์ก็เปลี่ยนเลนตัดหน้ารถอย่างกระชั้นชิด เบรคแล้วแต่ไม่อยู่ จึงชนท้ายรถจักรยานยนต์กระเด็นไปไกล ก่อนที่รถตำรวจจะเสียหลักจอดขวางถนน

ด้านตำรวจที่ทำคดีเปิดเผยว่า จะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย หากสอบสวนแล้วพบว่าตำรวจประมาทก็จะดำเนินคดีเช่นกัน