รัสเซียชี้ส่งทหารกว่า 63,000 นายไปร่วมสู้รบในซีเรีย

กระทรวงกลาโหมรัสเซียเผยว่ารัสเซียส่งทหารกว่า 63,000 นายเข้าไปในซีเรีย  

วันที่ 22 ส.ค. 2561 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานอ้างอิง แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศ ระบุว่า นับตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 บุคลากรรัสเซียรวม 63,012 คน เข้าไปร่วมในการต่อสู้ที่ประเทศซีเรีย เพื่อสนับสนุนรัฐบาลซีเรีย จำนวนดังกล่าวรวมถึงนายทหารชั้นสัญญาบัตร 25,738 นาย และนายทหารระดับพลเอก 434 นาย รวมทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านปืนใหญ่และจรวด 4,349 คน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน
ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

ทั้งนี้เมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว นายเซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกลาโหมรัสเซียกล่าวว่า บุคลากรทางทหารของรัสเซียกว่า 48,000 คน มีส่วนร่วมในปฏิบัติการในซีเรีย

อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้สั่งให้ถอนทหารรัสเซียออกจากซีเรีย แต่ภายหลังได้กล่าวว่า ทหารรัสเซียจะยังคงอยู่ในซีเรีย “ตราบเท่าที่ยังมีประโยชน์” และยังไม่มีการวางแผนที่จะถอนทหารออกจากซีเรีย

ทั้งนี้นับตั้งแต่ปี 2554 ความขัดแย้งและสงครามกลางเมืองในซีเรีย คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วกว่า 350,000 คน และมีผู้อพยพนับล้านคน จุดเริ่มต้นความขัดแย้งเกิดจากการต่อต้านประธานาธิบดีบาชาร์อัล – อัสซาดแห่งซีเรีย และนำไปสู่การก่อตั้งกลุ่มกบฏ โดยกระทรวงกลาโหมของรัสเซียกล่าวอ้างว่า ได้สังหารสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายไปมากกว่า 86,000 คน ทั้งยังระบุว่า กองกำลังรัสเซีย ได้ทดสอบอาวุธสมัยใหม่จำนวน 231 ชนิดในประเทศซีเรีย รวมทั้งเครื่องบินอากาศยานสู่พื้นอากาศ ระบบขีปนาวุธ รวมทั้งระบบการเดินเรือ

ที่มา www.dailymail.co.uk

ผู้อพยพแอฟริกันนับร้อยปีนรั้วลวดหนามเข้าสเปนสำเร็จ

สื่อสเปนเผยภาพผู้อพยพชาวแอฟริกันที่แสดงความดีใจหลังสามารถปีนข้ามรั้วลวดหนามเข้ามายังดินแดนของสเปนได้สำเร็จ

วันที่ 22 ส.ค. 2561 โฆษกตำรวจสเปน เปิดเผยว่า ผู้อพยพราว 100 คน บุกปีนข้ามรั้วจากประเทศโมรอกโก เข้ามายังเขตปกครองตนเอง “เซวต้า” ของสเปน

รายงานระบุว่า หน่วยอารักขาพลเรือนของสเปน ทวีตข้อความว่า ตำรวจ 7 นายได้รับบาดเจ็บจากน้ำกรดผสมปูนดิบ ซึ่งทำให้ผิวหนังเกิดการระคายเคือง ที่ผู้อพยพสาดเข้าใส่ ขณะกำลังปีนรั้วกั้นพรมแดน

คลิปวิดีโอที่ถ่ายไว้โดยสื่อท้องถิ่น เผยให้เห็นผู้อพยพจำนวนมากกำลังตะโกนเฉลิมฉลอง หลังจากที่สามารถข้ามมายังฝั่งสเปนได้สำเร็จ รายงานระบุว่า ชายบางคนตะโกนว่า “ผมรักสเปน!” และมีบางคนที่นำธงสเปนและธงสหภาพยุโรปมาห่มร่างกายไว้ ขณะที่บางรายได้รับบาดเจ็บมีเลือดออกที่มือเท้า เนื่องจากการข้ามรั้วลวดหนาม

สำหรับผู้อพยพที่สามารถข้ามพรมแดนมาได้ จะถูกส่งตัวไปยังศูนย์กักกันผู้อพยพชั่วคราว ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจจะถูกเนรเทศกลับ หรือปล่อยตัว

สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR ระบุว่า นับตั้งแต่ต้นปี มีผู้อพยพมากกว่า 3,800 คน สามารถข้ามรั้วจากประเทศโมรอกโก เข้ามายังเขตปกครองตนเอง “เซวต้า” และ “เมลียา” ของสเปน ซึ่งการอพยพเข้ายุโรปเส้นทางนี้คิดเป็นสัดส่วน 14 เปอร์เซ็นต์ จากผู้อพยพที่เดินทางเข้ายุโรปทั้งหมดจำนวน 27,600 คน โดยส่วนมากเข้ามาทางทะเล

อย่างไรก็ตาม ครึ่งปีแรก ของปีนี้ ผู้อพยพเข้ามายังยุโรปเพิ่มขึ้นถึง 130 เปอร์เซ็นต์

ย้อนรอย ‘เสี่ยอ้วน’ บงการสังหาร ‘สปาย – ฟอส’

คดียิงสังหารน้องสปาย และน้องฟอส ปิดฉากได้ภายใน 25 วัน ซึ่งที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อไล่ล่าเสี่ยอ้วน และลูกน้อง

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุสะเทือนขวัญ เมื่อนางสาวปวีณา นาเมืองรักษ์ หรือ “สปาย” และนายอนันตชัย จริตรัมย์ หรือ “ฟอส” ถูกคนร้ายดักยิงสังหารอย่างเหี้ยมโหด เบื้องหน้าพระพุทธรูปแกะสลัก หน้าผาเขาชีจรรย์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

หลังเกิดเหตุ ตำรวจภูธรภาค 2 ระดมทีมสืบสวนไล่ล่าแก๊งคนร้าย พร้อมตั้งปม “ชู้สาว” จากเบาะแสที่มีเสี่ยมาติดพันน้องสปาย จนนำไปสู่การทยอยออกหมายจับผู้ต้องหา นำโดย นายปัญญา ยิ่งดัง หรือ “อ้วน” เจ้าของสถานบันเทิงที่หาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต แถมมีประวัติยิงพ่อค้าไอศกรีมเสียชีวิต แต่รอดคุกไปได้

ต่อมา 31 กรกฎาคม ตำรวจสามารถรวบตัว นายสายันต์ ศรีสุข ซึ่งทำหน้าที่แฝงเป็นแฟนของเพื่อนผู้เสียชีวิต เพื่อสืบข่าวและชี้เป้าหมายตลอดเส้นทาง พร้อมให้การว่าเสี่ยอ้วน โกรธแค้นที่น้องสปาย ซึ่งหมายปองอยู่ และเคยทำงานในสถานบันเทิงของเสี่ยอ้วน ตีตัวออกห่าง ก่อนย้ายมาทำงานในจังหวัดนครปฐม พร้อมกับน้องฟอส จึงให้สืบหาที่อยู่ของทั้ง 2 ก่อนตามมาสังหาร

ต่อมา 1 สิงหาคม ตำรวจจับกุม นายเกียรติศักดิ์ สุรางแสงมีบุญ หรือ “บอล” ซึ่งทำหน้าที่ขับรถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์วี สีขาว พามือปืนพร้อมอาวุธ มาจากจังหวัดภูเก็ต อีกทั้งยังเป็นคนพาเสี่ยอ้วน หลบหนีไปอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ก่อนหนีไปกัมพูชา

จากนั้น 3 สิงหาคม ชุดสืบสวน คุมตัว นายจิรศักดิ์ อุนัยบัน หรือ “ป๊อปปี้” หนึ่งในทีมสังหาร หลังติดต่อมอบตัว โดยนายจิรศักดิ์ ทำหน้าที่ขับรถเช่า โตโยต้า ยาริส สีขาว เพื่อสะกดรอยติดตามผู้เสียชีวิต พร้อมกับเสี่ยอ้วน

ต่อมาวันที่ 4 สิงหาคม / นายกฤษณะ ศรีสุข หรือ “มด” ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายบอล ในการสะกดรอย ได้เข้ามอบตัว / หลังจากนั้น 6 สิงหาคม ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 8 จับกุม นายณรงค์ วรินทรเวช หรือ “บ่าว” มือปืนผู้ลั่นไกสังหาร หลังหนีมาซ่อนตัวในพื้นที่นครศรีธรรมราช พร้อมซัดทอด “เสี่ยอ้วน” ถือปืน 2 กระบอก ยิงใส่น้องสปาย ก่อน จากนั้น นายบ่าว จึงตามมายิงซ้ำ 4 นัด ก่อนทั้งหมดจะพากันหลบหนี

ขณะที่ลูกน้องทยอยมอบตัวและถูกจับกุม เสี่ยอ้วน ได้หนีไปกบดานยังกัมพูชา ซึ่งตำรวจไทย ต้องประสานทางการเพื่อนบ้าน ไล่ล่า และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ต้องออกโรงขู่ให้มอบตัว เพราะมีเพียง 2 ทางเลือก คือ ทางตัน และทางตาย

จนในที่สุด 15 สิงหาคม ตำรวจกัมพูชา จับกุมเสี่ยอ้วน ได้ที่จังหวัดไปรเวง ขณะเตรียมหลบหนีเข้าเวียดนาม ทางตำรวจไทยจึงเร่งประสานขอตัวกลับมาดำเนินคดี กระทั่งทางการกัมพูชา คุมตัวเสี่ยอ้วน มาส่งเจ้าหน้าที่ ตม.สระแก้ว ในช่วงค่ำวันที่ 21 สิงหาคม ก่อนจะคุมตัวขึ้นเฮลิคอปเตอร์ จากอรัญประเทศ ตรงเข้ากรุงเทพฯ เพื่อสอบสวน-ดำเนินคดีทันที ซึ่งเป็นการปิดฉาก 25 วัน ปฏิบัติการไล่ล่ากลุ่มผู้ต้องหาในคดีนี้