พม.แจงปม “น้องแบม” หากอยากเป็นข้าราชการ ต้องสอบบรรจุตามระเบียบ

กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงตามหลักการ หากอยากเป็นข้าราชการต้องสอบบรรจุตามระเบียบ ไม่สามารถลดขั้นตอนได้

นางไพรวรรณ พลวัน รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึง กรณี น.ส.ปณิดา ยศปัญญา หรือน้องแบม ไม่ได้เข้าทำงานในกระทรวง ฯ ตามที่ผู้ใหญ่ในกระทรวงฯ รับปากไว้ ว่า เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีการพูดคุยกับน้องแบมผ่านแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งตนได้ถามน้องไปว่า “ได้งานหรือยัง” และน้องก็ตอบมาว่า “ได้แล้วค่ะ ทำงานที่โรงแรมโฆษะขอนแก่น”

นอกจากนั้น ก็ได้มีการพูดคุยกับน้องแบมเกี่ยวกับเรื่องการทำงานกับ พม. ซึ่งน้องก็ตอบกลับมาว่า น้องอยากทำงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดขอนแก่น แต่ในงบประมาณนี้ ทางศูนย์ฯ ยังไม่มีตำแหน่งว่าง หากมีเมื่อไหร่ ให้เข้ามาสมัคร และสอบตามขั้นตอน เพราะไม่มีอำนาจไปเปิดรับตำแหน่งตรงนั้นได้

ด้านนางสุภัชชา สุทธิพล ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ในฐานะโฆษกกระทรวง พม. กล่าวว่า ตามหลักการแล้ว หากอยากเป็นข้าราชการสังกัดกระทรวง พม. ต้องสอบบรรจุ ตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือ ก.พ. โดยขั้นตอนแรกต้องสอบภาค ก.ให้ผ่าน จากนั้นจะต้องสอบภาค ข.ที่กระทรวงหรือกรมเปิดสอบให้ผ่าน ก่อนสอบสัมภาษณ์

โฆษกกระทรวง พม. อธิบายด้วยว่าการสอบก.พ.ถือเป็นการสอบที่ต้องใช้ความสามารถของตนเอง ซึ่งคำสัญญาว่าจะรับน้องเข้าทำงานก็ไม่สามารถล่วงล้ำได้ เว้นแต่ในส่วนการสอบภาค ข.และสอบสัมภาษณ์ ที่อาจทำให้น้องอาจมีภาษีดีกว่าผู้สอบคนอื่น เนื่องจากเคยฝึกงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง แต่คงไม่ใช่ไปลัดขั้นตอน เพราะอาจทำให้เกิดข้อครหาจากผู้ที่ขึ้นบัญชีรอเรียกบรรจุได้

ขณะที่พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทางกระทรวงพัฒนาสังคมฯ แจ้งว่าสามารถรับน.ส.ปณิดา เข้าทำงานได้ในเดือนตุลาคมนี้ แต่เป็นพนักงานจ้างเหมา ซึ่งน.ส.ปณิดาไม่ประสงค์จะทำงานที่ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น แล้ว เนื่องจากจะได้เข้ารับราชการที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ในเร็ว ๆ นี้

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยินดีสนับสนุนคนดีอย่างเต็มที่

2 สามีภรรยา เปิดบริษัทลวงลงทุนประมูลงาน หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 100 ล้านบาท

กองปราบ ตามรวบ 2 สามีภรรยาสุดแสบ เปิดบริษัทหลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 100 ล้านบาท

ตำรวจกองบังคับการปราบปราม คุมตัว นางพัชรินทร์ สวัสดิสุข อายุ 37 ปี และนายวีระยุทธ สวัสดิสุข อายุ 35 ปี สองสามีภรรยาผู้ต้องหา “ร่วมกันฉ้อโกง” ตามหมายจับศาลจังหวัดมีนบุรี เข้าสอบสวนอย่างละเอียด หลังติดตามจับกุมได้ที่จังหวัดบุรีรัมย์

โดยผู้ต้องหา มีพฤติกรรมหลอกลวงผู้เสียหายว่า ได้เปิดบริษัท และได้ประมูลงานเป็นตัวแทนจัดซื้ออุปกรณ์ความปลอดภัย ให้กับการไฟฟ้านครหลวง และบริษัทหลายแห่ง พร้อมชวนให้มาเป็นนายทุน โดยอ้างผลตอบแทนสูง และหากระดมทุนจากคนอื่นมาได้เพิ่ม ก็จะได้รับค่านายหน้าอีก ลักษณะเป็นแชร์ลูกโซ่ กระทั่งมีผู้เสียหายหลงเชื่อพากันมาลงทุนเพิ่ม แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าตอบแทน กลับบ่ายเบี่ยงก่อนขาดการติดต่อ ซึ่งมีผู้เสียหายหลงเชื่อกว่า 30 คน รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท

ต่อมา ผู้เสียหายจึงรวมตัวแจ้งความดำเนินคดีที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ก่อนมีการประสานเรื่องไปยังท้องที่เกิดเหตุ สน.นิมิตรใหม่ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับ

จากการสอบสวน นางพัชรินทร์ ยอมรับว่า ดำเนินการทั้งหมด โดยที่นายวีระยุทธ สามี ไม่มีส่วนรู้เห็น และอ้างว่า ในช่วงแรก มีการจ่ายค่าตอบแทนให้ผู้เสียหายรายแรกๆ เพื่อให้เกิดความตายใจ ชักชวนผู้เสียหายรายอื่นๆมาร่วมลงทุนเพิ่ม แต่ต่อมา ไม่สามารถหมุนเงินจ่ายค่าตอบแทนได้ทัน จึงทำให้ถูกแจ้งความดำเนินคดี โดยหลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวให้พนักงานสอบสวน สน.นิมิตรใหม่ รับไปดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

แฟนสาวอ้างตั้งท้อง ยืนยันเสียงแข็งยัดแตงน้องออทิสติกเอง หมอกไม่ได้เกี่ยวข้อง

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจดีเอ็นเอ ของนายหมอกและแฟนสาว เพื่อใช้ดำเนินคดี หลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศน้องสาวของฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นเด็กพิเศษ พร้อมจับย่าของฝ่ายหญิงมัดมือมัดเท้า ก่อนชิงทรัพย์

เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 9 เข้าตรวจดีเอ็นเอ นายสัณห์พิชย์ โกบใบ หรือ หมอก และแฟนสาววัย 16 ปี ที่สถานีตำรวจภูธรสะเดา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เพื่อนำไปเป็นหลักฐานดำเนินคดี หลังทั้งคู่ก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศเด็กหญิงวัย 12 ปี ซึ่งเป็นเด็กออทิสติก และเป็นน้องสาวของแฟนสาวนายสัณห์พิชย์ รวมทั้งยังจับย่าของฝ่ายหญิง มัดมือมัดเท้า ก่อนชิงทรัพย์หลบหนี

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังนำชุดตรวจการตั้งครรภ์ มาให้แฟนสาวนายสัณห์พิชย์ ตรวจพิสูจน์ เนื่องจากให้การอ้างกับตำรวจว่า กำลังตั้งท้องอ่อนๆ กับแฟนหนุ่มได้ประมาณ 1 เดือนกว่าๆ

โดยในการสอบสวน แฟนสาวนายสัณห์พิชย์ ยืนยันเสียงแข็งว่า เป็นคนใช้แตงกวา ยัดใส่อวัยวะเพศน้องสาวที่ป่วยเป็นออทิสติก ส่วนแฟนหนุ่มนั้นนอนหลับ ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือลงมือก่อเหตุข่มขืนน้องสาวแต่อย่างใด

ส่วนสาเหตุที่ล่วงละเมิดทางเพศน้องสาว เจ้าตัวอ้างว่าก่อนเกิดเหตุ ตัวเองและแฟนหนุ่มได้นอนดูหนังโป๊ กระทั่งมีเพศสัมพันธ์กัน ก่อนนึกพิเรนทร์ไปหยิบแตงกวา มาสอดใส่อวัยวะของตัวเอง แล้วนำไปสอดใส่ของน้องสาว ทำให้เลือดไหลออกมา

ภายหลังการสอบสวน เจ้าหน้าที่ได้คุมตัวเด็กสาว ไปฝากขังที่ศาลเยาวชนและครอบครัว จังหวัดสงขลา ส่วนนายสัณห์พิชย์ จะถูกนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดนาทวี ในวันนี้ (31 ส.ค.)