จับสึก “หลวงตาโหด” ทำร้าย เณร 9 ขวบ เจ็บสาหัสปางตาย

ตำรวจ จับสึก “หลวงตาโหด” ทำร้าย “เณร 9 ขวบ” เจ็บสาหัสปางตาย พร้อมแจ้งข้อหา ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนบาดเจ็บสาหัส

ตำรวจคุมตัวนายศุภชัย บุญลักขะ หรืออดีตพระศุภชัย สุทธิญาโน อายุ 64 ปี เข้าสอบสวนอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจภูธรตำบลลูกแก จังหวัดกาญจนบุรี หลังพาไปให้เจ้าคณะตำบล ทำการสึก จากกรณีทำร้ายร่างกาย สามเณร วัฒนพล สีสวัสดิ์ หรือ เณรดิว อายุ 9 ขวบ ที่วัดดอนขมิ้น ตำบลลูกแก อำเภอท่ามะกา จนบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา

โดยเบื้องต้น นายศุภชัย รับสารภาพว่า ทำร้ายสามเณรดิว จริง เนื่องจากมีนิสัยซุกซน ดื้อรั้น ซึ่งก่อนเกิดเหตุ ได้ก่อเรื่องรังแกเณรน้องชาย จึงเรียกมาว่ากล่าวตักเตือน แต่สามเณรดิว กลับด่าบรรพบุรุษ จึงเกิดบันดาลโทสะและพลั้งมือทำร้าย ด้านพนักงานสอบสวน ได้แจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น จนได้รับอันตรายสาหัส และอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐาน เพื่อแจ้งข้อหาเพิ่มเติม

ขณะที่เพื่อนสามเณรดิว อ้างว่า ก่อนเกิดเหตุ อดีตหลวงตาศุภชัย ทำโทษด้วยการให้สามเณรดิว เข้าไปนั่งในกะละมังที่มีน้ำ ก่อนเรียกมาตี สลับกันหลายครั้ง เพราะไปรังแกน้อง นอกจากนี้ อดีตหลวงตาศุภชัย ยังได้ผลักสามเณรดิว ไปชนขอบเสาจนสลบ

แต่อดีตหลวงตาศุภชัย คิดว่าแกล้งสลบ จึงยกตัวสามเณรดิว ทุ่มลง จนหัวกระแทกพื้น กระทั่งมาทราบภายหลังว่า สามเณรดิว ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล นอกจากนี้ ยังอ้างว่า สามเณรดิว เคยพยายามจุดไฟเผาวัด, เผาเณรคนอื่น และขโมยเงินหลวงตาด้วย

ก่อนหน้านี้ ในการตรวจสอบตามร่างกาย พบสามเณรดิว มีรอยฟกช้ำดำเขียว คางมีแผลแตก หัวปูดบวม และแพทย์โรงพยาบาลมะการักษ์ ได้ทำการเอกซเรย์ พบบริเวณแขนและข้อมือขวา หักอีก 2 ท่อน จึงถูกส่งตัวมารักษาที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา อำเภอเมืองกาญจนบุรี โดยมีแม่และญาติ เฝ้าดูอาการ ซึ่งจนถึงขณะนี้ ยังไม่รู้สึกตัว

ด้าน น.ส.สุกัญญา ตุ้นฮิ้น แม่สามเณรดิว เผยว่า ก่อนหน้านี้ ลูกชายถูกทำโทษด้วยการตีเป็นประจำ แต่ครั้งนี้ ถือว่ารุนแรงเกินกว่าเหตุ จึงจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

ตำรวจชี้แจง หลังถูกวิจาณ์จับกุมคนขับแท็กซี่รุนแรง เผยเดินหน้าเอาผิดผู้โพสต์คลิป

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หลักสอง ชี้แจง หลังถูกวิจารณ์ปฏิบัติหน้าที่รุนแรงเกินเหตุ จากกรณีการจับกุมคนขับแท็กซี่

จากกรณีที่โลกออนไลน์ได้มีการแชร์คลิปการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สน.หลักสอง หลังจับกุมคนขับรถยนต์โดยสารสาธารณะ ซึ่งคลิปดังกล่าวได้รับกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงการปฏิบัติหน้าที่ว่ารุนแรง

วานนี้ (19 ส.ค.61) แฟนเพจ ศูนย์โซเชียลมีเดีย ศปก.ตร. เปิดเผยว่า ทางด้าน ร.ต.อ.วัชรเกียรติ์ ทองมูล ตำแหน่ง รอง สว.จร.สน.หลักสอง ซึ่งปฏิบัติหน้าที่และปรากฎอยู่ในคลิปดังกล่าว ได้ชี้แจงถึงการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวว่า

“กระผม ร.ต.อ.วัชรเกียรติ์ ทองมูล ตำแหน่ง รอง สว.จร.สน.หลักสอง ขอเรียนชี้แจงให้ทุกท่านทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าวในคลิปดังนี้

กระผมเป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิป โดยเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นจากมีกลุ่มผู้ขับขี่รถแท็กซี่จอดรถในเขตห้ามจอด (ขาวแดง) เป็นเวลานานเพื่อรอรับผู้โดยสารจนทำให้การจราจรติดขัดทั้งทางด้านถนนกาญจนาฯ และผู้ใช้บริการจากห้างเดอะมอลล์บางแค ไม่สามารถออกจากห้างได้เพราะกลุ่มขับขี่แท็กซี่ได้จอดกีดขวางเป็นจำนวนมาก ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ปฏิบัติและดำเนินการต่อผู้ขับขี่แท็กซี่ที่จอดในเขตห้าม(ขาวแดง) ทั้งหมด 3 ขั้นตอน คือ

1.ประชาสัมพันธ์ผู้ใช้บริการรถโดยสารและผู้ขับขี่รถแท็กซี่ห้ามจอดรถบริเวณดังกล่าวเพราะมันกระทบต่อความเดือดร้อนต่อประชาชนส่วนรวม

2.ว่ากล่าวตักเตือนกับผู้ขับขี่รถแท็กซี่ที่กระทำความผิด

3.ดำเนินกวดขันจับกุมออกใบสั่ง

ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการมาครบถ้วนทุกข้อ ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ยังมีผู้ฝ่าฝืนเป็นจำนวนมาก อีกทั้งบริเวณดังกล่าวมีประชาชนร้องเรียนเป็นจำนวนมากถึงปัญหาดังกล่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดคือการบังคับล้อ เพื่อคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนผู้สุจริตชนโดยส่วนรวมเป็นที่ตั้ง

จากเหตุการณ์ดังกล่าวบุคคลที่โดนเจ้าหน้าที่จับกุมนั้นเกิดขึ้นจาก ชายคนดังกล่าวได้ด่าทอเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกทั้งกล่าวหาว่า ” พวกมึงหาแดกกันแบบนี้เหรอ พวกมึงแกล้งจับกู” ซึ่งข้อความดังกล่าวเป็นการดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ กระผมจึงแจ้งว่าเขาต้องถูกจับในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ พร้อมทั้งเชิญตัวชายคนดังกล่าวไป สน.

แต่ชายคนดังกล่าวขัดขืนที่ถูกเชิญตัวมา สน.จึงเกิดการจับกุมดังกล่าวตามคลิป ซึ่งขณะจับกุมได้กระทำไปตามหลักยุทธวิธีตำรวจทุกประการมิได้กระทำโดยลุแก่อำนาจแต่อย่างใด และชายที่นำคลิปมาโพสต์บนสื่อสังคมออนไลน์ ก็เป็นกลุ่มผู้ขับขี่แท็กซี่ที่กระทำความผิดที่จอดรถในเขตห้าม (ขาวแดง) ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจกวดขันจับกุมในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย กระผมไม่ได้รู้จักกับผู้ถูกจับกุมตามคลิปและผู้มาโพสต์คลิปดังกล่าวแต่อย่างใด จึงไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกัน

ดังนั้นกระผมขอชี้แจงให้ทุกท่านเสพสื่ออย่างมีสติและเข้าใจการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้กระทำตามขั้นตอนและตามหลักยุทธวิธี

ดังนั้นขอเรียนว่าในวันพรุ่งนี้ ( 20 ส.ค.61) กระผมจะไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับผู้โพสต์คลิป ที่ทำให้กระผมและผู้ปฏิบัติงานในคลิปเสียหาย

อดีตเจ้าของร้านทอง ผันตัวทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสาน

สองสามีภรรยาอดีตเจ้าของร้านทองผันตัวทำเกษตรอินทรีย์ ฟาร์มอารมณ์ดีแบบผสมผสานในสวนปาล์มพื้นที่ 50 ไร่

วันที่ 20 ส.ค. 61 ผู้สื่อข่าว MThaiNews ได้ลงพื้นที่ไปที่ Chelsea ฟาร์ม เกษตรอินทรีย์ เลี้ยงสัตว์ให้อารมณ์ดี พื้นที่หมู่ 6 ต.ปากแจ่ม อ.ห้วยยอด จ.ตรัง ของนายธวัฒน์พล จิรโรจน์กุลภูดิท และนางพลอยนภัส จิรโรจน์กุลภูดิท อายุ 48 ปี และอายุ 35 ปี สองสามีภรรยาอดีตเถ้าแก่ร้านจำหน่ายทองคำ ได้ใช้พื้นที่ในสวนปาล์ม จำนวน 50 ไร่ เลี้ยงสัตว์หลายชนิด เช่น ไก่ดำ 5 สายพันธุ์ ไก่ไข่ เป็ดไข่ วัวชน และปลา ตามธรรมชาติ

โดยมีวัวชนทั้งหมด 16 ตัว แม่พันธุ์ 9 ตัว ลูกวัวชน 7 ตัว ซึ่งตัวผู้จะขายในราคาตัวละ 40,000 บาท ตัวเมียตัวละ 30,000 บาท มีไก่ไข่ จำนวน 500 ตัว ให้ไข่วันละ 300 ฟอง และเป็ดไข่ จำนวน 400 ตัว ให้ไข่ 400 ฟอง ส่วนไก่ดำจะมีทั้งหมด 5 สายพันธุ์ มีจำนวน 600 กว่าตัว

ซึ่งมีสายพันธุ์ ku ภูพาน ม.เกษตรฯ มีสีดำและสีขาวไก่ดำ ส่วนของไก่ดำภูพาน จากโครงการของในหลวง รัชกาลที่ 9 มี 3 สี มีสีดำ สีขาว สีทอง นอกจากนี้ยังมีปลานิลปลาดุกปลาทับทิมอย่างละ 500 ตัว พร้อมคาดหวังทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ต่อยอดในอนาคตเพื่อให้นักท่องเที่ยวและประชาชนได้มาเยี่ยมชมการเลี้ยงสัตว์เน้นอินทรีย์อารมณ์ดี

ด้านนายธวัฒน์พล จิรโรจน์กุลภูดิท และนางพลอยนภัส จิรโรจน์กุลภูดิท กล่าวว่า เลี้ยงเป็ดไก่ไข่ ไก่ดำในพื้นที่ 50 ไร่ ไก่ดำมี 5 สายพันธุ์ และยังเลี้ยงสายพันธุ์ วัวชน ก่อนหน้านี้ได้เปิดร้านขายทอง เป็นเจ้าของร้านขายทอง ซึ่งที่ได้ผันตัวมาเลี้ยงสัตว์ เนื่องจากมีพื้นที่ว่างในสวนต้องใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์ที่สุดไม่งั้นก็จะเป็นที่รกร้างไร้ประโยชน์ และต้องใส่ปุ๋ยในสวนปีละเป็นแสน จึงทำให้มีความคิดเลี้ยงไก่เพื่อนำขี้ไก่มาทำเป็นปุ๋ยในสวนเพื่อเป็น ประหยัดเงิน และต้องจ้างฆ่าตัดหญ้า

ส่วนไก่ดำนำมาจากจังหวัดสกลนครและจากโครงการของในหลวง รัชกาลที่ 9 ซึ่งทั้งหมดมี 5 สายพันธุ์ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มี 3 สายพันธุ์คือ สีดำ สีขาวและสีทอง ส่วน ม.เกษตรฯ จะมี 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์สีขาวและพันธุ์สีดำ ซึ่งในปัจจุบันมีไก่ดำทั้งหมด 600 ตัว เป็ดไข่จำนวน 400 ตัวแต่คาดว่าจะมีมาเพิ่มเรื่อยๆและมีวัวชนแม่พันธุ์ 9 ตัว ลูกวัวชน 7 ตัว ในส่วนวิธีการเลี้ยงก็จะเลี้ยงเน้นอินทรีย์ให้สัตว์มีอารมณ์ดีให้ไก่หากินเองข้างนอก เลี้ยงด้วยข้าวเปลือกให้ไก่ไม่เครียด ไม่ขังให้อยู่ในกรงอย่างเดียว

ซึ่งไก่ดำและไข่ไก่ราคาส่งขายตามท้องตลาดในพื้นที่ในท้องถิ่น ตามร้านอาหารห้วยยอดซึ่งจะมีตาม Order ของลูกค้า จะส่งทุกวันตามร้านอาหาร แต่จะให้ส่งต่างจังหวัด สินค้าส่งยังไม่พอเพียงตามความต้องการของลูกค้า หากลูกค้าสนใจสามารถติดต่อได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 097 3485 803 หรือทางเพจ facebookไก่ดำภูพานโกนิดตรัง

สำหรับไก่ดำจะเป็นอาหารสุขภาพมีไขมันน้อยกว่าไก่ทั่วไปประมาณ 5 เท่า ซึ่งประเทศจีนจะนิยมไปทำเป็นอาหารเสริมเพื่อสกัดคอลลาเจน พันธุ์ชะลอวัย ซึ่งเป็นความคิดที่ว่าหากินเนื้อไก่ดำจะทำให้อายุยืน จึงอยากให้คนตรังอยากลองกินไก่ดำดูเปรียบเสมือนจ้า เรากินข้าวสวยแต่เปลี่ยนมากินข้าวกล้องแทน เช่นคนที่ป่วยเป็นโรคไขมันหรือเบาหวาน แผนที่จะกินข้าวมันไก่ธรรมดาก็ให้หันมากินไก่ดำเพราะมีไขมันน้อย

โดยไก่ดำจะขายลูกไก่ที่ฟักตัวออกมาได้ 2 อาทิตย์ ราคาตัวละ 50 บาท 1 เดือน 100 บาท 2 เดือน 200 บาท ส่วนเนื้อไก่ดำราคากิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งชำแหละเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ ในอนาคตข้างหน้าคาดคิดไว้ว่าจะทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรเนื่องจากมีความพร้อมในทุกๆด้าน ที่มีทั้งไก่ เป็ด วัว ปลา ซึ่งหากมีคนมาเยี่ยมชมจะต้องชอบมากเพราะเป็นแบบธรรมชาติ