อิตาลีเร่งค้นหาผู้สูญหายร่วม 20 คนจากเหตุสะพานถล่ม

ทางการอิตาลีเร่งค้นหาผู้สูญหายราว 10-20 คน ใต้ซากสะพานมอเตอร์เวย์ที่พังถล่มในเมืองเจนัว พร้อมอพยพประชาชนหลายร้อยคนออกจากพื้นที่ใกล้เคียง

นายฟรานเชสโก กอสซี หัวหน้าอัยการเมืองเจนัวของอิตาลี เปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์สเมื่อวานนี้ว่า นับถึงขณะนี้ยังคงมีผู้สูญหายจากเหตุสะพานมอเตอร์เวย์พังถล่มอีกราวๆ 10-20 คน โดยเป็นการสันนิษฐานที่อิงจากข้อมูลของบรรดาญาติๆ ที่ไม่สามารถติดต่อกับสมาชิกในครอบครัว และจำนวนรถที่เชื่อว่าติดอยู่ใต้สะพานในช่วงเกิดเหตุเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น

เจ้าหน้าที่และสุนัขกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้สูญหายที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ท่ามกลางความหวังที่จะพบผู้รอดชีวิตแม้จะเผชิญเหตุดังกล่าวมานานกว่า 2 วันแล้วก็ตาม

ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากเหตุการณ์ดังกล่าวอยู่ที่ 38 ราย ปรับลดลงจากก่อนหน้านี้ 1 ราย เนื่องจากมีความเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อนของเจ้าหน้าที่ประจำรถพยาบาล

ประชาชนราว 600 คนได้ทยอยอพยพออกจากอพาร์ตเมนต์ 11 แห่งที่อยู่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ เนื่องจากโครงสร้างไม่ปลอดภัย และยังไม่ชัดเจนว่าพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าที่พักอีกครั้งเมื่อใด

โดยทางการได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ซึ่งจะติดต่อหาห้องพักในโรงแรมสำหรับครอบครัวผู้ที่ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ แต่ก็อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนที่พักเป็นรายวันในช่วงฤดูท่องเที่ยว

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอิตาลีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่เกิดเหตุสะพานมอเตอร์เวย์ถล่ม เป็นเวลา 12 เดือน และรัฐบาลมีแผนจะจัดพิธีศพแบบทางการที่เมืองเจนัว ในวันเสาร์นี้ เวลา 11.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น

ด้านนายคริสเตียน สปาร์ โฆษกคณะกรรมาธิการยุโรป กล่าววานนี้ว่า อิตาลีจะได้รับการจัดสรรเงิน 2, 500 ล้านยูโร หรือเกือบ 9.5 ล้านบาท สำหรับพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ รวมถึงในเมืองเจนัว ซึ่งจะทำให้อิตาลีสามารถลงทุนและใช้จ่ายในส่วนนี้ได้เพิ่มขึ้น

กรมชลประทาน ชี้แจง การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีน้ำมาก

กรมชลประทานแจงการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีน้ำมาก พร้อมเผย การระบายน้ำในแต่ละครั้ง ได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีมีการนำเสนอข่าวว่า “ปล่อย 50 เขื่อนน้ำเต็มเขื่อนตั้งแต่ต้นฤดูฝนได้อย่างไร? โดยมีการนำเสนอข้อมูลเขื่อนใหญ่ 5 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักในปริมาณมาก รวมทั้งอ่างเก็บน้ำขนาดกลางประมาณ 50 แห่ง มีปริมาณน้ำเต็มและล้นแล้ว” นั้น

โดยทางด้าน ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน ได้ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2561 ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังแรงพัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทยตลอดทั้งเดือน และยังได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เซินติญ”(SON –TINH, 1809) ส่งผลให้ประเทศไทยในเดือนกรกฎาคมมีฝนตกหนาแน่นเกือบตลอดทั้งเดือน ทำให้มีปริมาณฝนรวมตลอดเดือนสูงกว่าค่าปกติ ยกเว้นภาคตะวันออกที่ฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยรวมทั้งประเทศฝนเฉลี่ยในเดือนกรกฎาคมสูงกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 23

จากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนวชิราลงกรณเป็นปริมาณมาก โดยในวันที่ 6 สิงหาคม 2561 เขื่อนวชิราลงกรณ มีปริมาณน้ำในเขื่อน 7,519 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) สามารถรับน้ำได้อีกประมาณ 1,341 ล้าน ลบ.ม. ถึงจะเต็มความจุอ่างฯ และมีน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงวันที่ 15 กรกฎาคม – 7 สิงหาคม 2561 รวมกว่า 2,653 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนสูงสุดเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 มากถึง 202.58 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ จากการประชุมคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 มติที่ประชุมเห็นชอบในการทยอยปรับการระบายน้ำเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 3 ล้าน ลบ.ม. จากเดิมที่ระบาย 28 ล้าน ลบ.ม. เป็นเพิ่มเป็นวันละ 36 ล้าน ลบ.ม. ต่อจากนั้นจะคงอัตราต่อเนื่อง เพื่อลดระดับน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ควบคุม และจากการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2561 มติที่ประชุมเห็นชอบเพิ่มการระบายน้ำเป็นอัตราวันละ 43 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาณที่เหมาะสมที่จะควบคุมระดับน้ำในเขื่อนและไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ซึ่งได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 13 ประสานความร่วมมือกับเขื่อนวชิราลงกรณ เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำด้านท้ายเขื่อน อย่างใกล้ชิด รวมถึงรายงานสถานการณ์น้ำให้ทุกภาคส่วนทราบอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการระบายน้ำจากเขื่อนลงสู่พื้นที่ท้ายน้ำได้คำนึงถึงปริมาณน้ำท่าตามธรรมชาติที่ไหลไปรวมด้วย โดยควบคุมให้มีปริมาณน้ำไหลอยู่เฉพาะในแม่น้ำหรือ ลำน้ำธรรมชาติเท่านั้น ทั้งนี้ หากเขื่อนวชิราลงกรณ ได้รับผลกระทบจากมรสุมกำลังแรง หรือพายุ ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนมากกว่าที่คาดหมาย อาจจำเป็นต้องเพิ่มการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำฉุกเฉิน ซึ่งมีขั้นตอนการปฏิบัติการตามคู่มือและได้รับความเห็นชอบจากคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการน้ำ โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ ให้น้อยที่สุด

สถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ทั่วประเทศ 35 แห่ง บริหารจัดการโดยกรมชลประทาน 25 แห่ง และกฟผ. 10 แห่ง ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2561 มีปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำรวม 49,281 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ซึ่งมากกว่าปี 2560 จำนวน 4,678 ล้าน ลบ.ม. มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างฯ 360.43 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 21,645 ล้าน ลบ.ม.

ปัจจุบันมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีระดับเก็บกักสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมน้ำสูงสุด 11 แห่ง คือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำอูน เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำปาว เขื่อนป่าศักดิ์ชลสิทธิ์ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนแก่งกระจาน และเขื่อนปราณบุรี

ซึ่งการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จะมีการระบายน้ำเพื่อลดระดับน้ำให้อยู่ในระดับเก็บกักอย่างเคร่งครัด โดยจะพิจารณาระบายน้ำไม่ให้ส่งผลกระทบหรือส่งผลกระทบน้อยที่สุดต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ โดยเฉพาะอ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำมากกว่าความจุของอ่างเก็บน้ำ รวมถึง อ่างเก็บน้ำที่มีพื้นที่รับน้ำฝนขนาดใหญ่ ที่เมื่อฝนตกหนักจะมีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำในปริมาณมากด้วย

สำหรับสถานการณ์น้ำอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ในความรับผิดชอบของกรมชลประทานทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น412 แห่ง ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2561 มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมกัน 3,209 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 62 ซึ่งมีปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2560 จำนวน 293 ล้าน ลบ.ม. สามารถรับน้ำได้อีก 1,929 ล้าน ลบ.ม. อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเกินความจุอ่างฯ 49 แห่ง

กรมชลประทาน ได้วางแนวทางในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางไว้ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝนปี 2561 เป็นไปตามแผนการระบายน้ำของกรมชลประทาน ภายใต้การกำกับของคณะอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและคณะอนุกรรมการติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ ให้บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสมสามารถรองรับปริมาณฝนในช่วงฤดูฝนได้ ให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่คอยติดตามเฝ้าระวัง

รวมทั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำแต่ละจังหวัด ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ การระบายน้ำในแต่ละครั้งได้ดำเนินการจัดส่งหนังสือแจ้งให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และมีการประกาศแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ ให้ทราบล่วงหน้าเพื่อเตรียมพร้อมและป้องกันผลกระทบจากการระบายน้ำ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำวันที่ 17 สิงหาคม 2561 จากการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานตามมาตรการที่วางไว้ อ่างเก็บน้ำขนาดกลางที่มีปริมาณน้ำเกินความจุอ่างฯ ลดลงเหลือ 11 แห่ง กรณีมีน้ำล้นสันอาคารระบายน้ำล้นหรือ Spillway เป็นการออกแบบมาเพื่อให้น้ำล้นออกไปได้ เป็นการป้องกันไม่ให้ล้นข้ามสันเขื่อน (Overtopping) ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนและอาคารประกอบ

ทั้งนี้ ในระหว่างการระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำล้นจะมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ และสภาพท้ายน้ำ ซึ่งกรมชลประทานมีการติดตาม วิเคราะห์ และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก เรารักชลประทาน

จัดงานเลี้ยงเหล่าฮีโร่ช่วยหมูป่า 6 ก.ย. นี้ ยึดหลักพอเพียง สามัคคีไร้พรมแดน

จัดงานเลี้ยงหมูป่า 6 ก.ย. นี้ ยึดหลักเรียบง่ายพอเพียงบ่งบอกถึงความรักและสามัคคีไร้พรมแดน

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุภายหลังการประชุมการเตรียมความพร้อมในการจัดงานเลี้ยงขอบคุณทุกฝ่ายที่ร่วมกันปฎิบัติงานช่วยเหลือทีมฟุตบอลหมูป่าคาดิมี่ ติดภายในถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย ว่า ที่ประชุมมีมติให้จัดงานในวันที่ 6 ก.ย. 2561 ในเวลา 18.00 น.-21.00 น. ณ พระลานพระราชวังดุสิต ภายใต้ชื่องาน “รวมใจเป็นหนึ่งเดียว”

โดยรูปแบบการจัดงานยังคงเป็นในลักษณะเดิม ที่ได้กำหนดไว้ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 61 ซึ่งทางรัฐบาลจะออกหนังสือเชิญชวนผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยจะดูเรื่องของสภาพอากาศ การแจ้งเตือนของอุตุนิยมวิทยาด้วย ทั้งนี้ ได้เชิญแขกไทยและต่างประเทศ ทั้งหน่วยกู้ภัย หน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ประชาชน เอกอัครราชทูต ผู้ช่วยทูต ของประเทศต่างๆ ผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนทุกด้าน รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย

ซึ่งเป็นไปตามแผนการจัดงานเลี้ยงขอบคุณเดิมที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้รัฐบาลใช้พระลานพระราชวังดุสิตเป็นสถานที่จัดงาน อีกทั้งพระราชทานอาหารเลี้ยงผู้ร่วมงานร่วมและที่รัฐบาลเตรียมไว้ มีการแสดงดนตรีจากมหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อสื่อถึงการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวความสามัคคีในการทำงานช่วยเหลือโดยไม่มีพรมแดน เชื้อชาติศาสนา ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะเน้นความเรียบง่ายและประหยัด

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะออกบัตรเชิญ ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศที่ร่วมปฎิบัติงานทุกฝ่ายทั้งภาคราชการและเอกชนรวมถึงประชาชนและสื่อมวลชนที่ไปทำข่าวในพื้นที่ โดยจะดูเรื่องการเดินทางไปและกลับของผู้ร่วมงาน ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในเรื่องที่พัก ซึ่งกระทรวงมหาดไทย รายงานว่า จะมีผู้มาร่วมงานประมาณ 61,000 คน