บริษัทสตาร์ทอัพสวีเดนเผยโฉมรถบรรทุกไฟฟ้าไร้คนขับ บรรทุกท่อนซุงได้ถึง 16 ตัน

“ไอน์ไรด์” (Einride) บริษัทสตาร์ทอัพสวีเดน เปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้าแบบไร้คนขับ ที่มีความสามารถบรรทุกท่อนซุงได้มากถึง 16 ตัน

รถบรรทุกคันนี้มีชื่อว่า “ที-ล็อก” มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่ใช้การควบคุมจากระยะไกลโดยมนุษย์ แม้จะอยู่ห่างไกลหลายร้อยกิโลเมตร

ก่อนหน้านี้ ไอน์ไรด์เคยเปิดตัวรถบรรทุกไฟฟ้าที่มีขนาดเล็กกว่านี้ ชื่อว่า “ที-พอด” และจับมือกับบริษัทโลจิสติกส์ “ดีบี เชนเกอร์” เพื่อใช้งานในฐานะยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขับเคลื่อนอัตโนมัติคันแรกบนท้องถนน

“โรเบิร์ต ฟาลค์” ผู้ก่อตั้งไอน์ไรด์ กล่าวว่า “ที-ล็อก” ซึ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น จะช่วยให้อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ประหยัดต้นทุนและดีต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

โดยเมื่อเทียบระหว่างรถบรรทุกแบบเดิมที่ใช้น้ำมันดีเซล ทั้ง “ที-พอด” และ “ที-ล็อก” ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ที่ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ ขณะที่การชาร์จแบตเตอรี่แต่ละครั้งสามารถขนส่งได้ไกลถึง 200 กิโลเมตร

นอกจากนี้ “ที-พอด” และ “ที-ล็อก” ยังติดตั้งกล้อง ระบบเรดาร์ และไลดาร์ ซึ่งเป็นการค้นหาวัตถุเหมือนกัน แต่ไลดาร์ใช้แสงเลเซอร์ ส่วนเรดาร์ใช้คลื่นวิทยุ ทำให้ตรวจจับอันตรายบนท้องถนนได้ รวมทั้งมีความสามารถมองเห็นได้ 360 องศาโดยรอบ และไม่มีจุดอับสายตา

คาดว่า ไอน์ไรด์จะนำ “ที-ล็อก” ออกวิ่งบนถนนสาธารณะได้ภายในปี 2563

‘ศรีสุวรรณ’ ยื่นฟ้อง กทม. กรณีตัดต้นจามจุรีอายุ 50 ปี

‘ศรีสุวรรณ จรรยา’ ยื่นฟ้องกรุงเทพมหานคร กรณีตัดต้นจามจุรี อายุ 50 ปี ชี้หากตึกที่อยู่ใกล้เคียงสร้างได้มาตรฐานก็ไม่ส่งผลกระทบแต่อย่างใด

วันนี้ 14 ส.ค.61 ศาลปกครองกลาง ถ.แจ้งวัฒนะ นายศรีสุวรรณ จรรยา สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน เข้ายื่นฟ้อง กทม. ฐานลุแก่อำนาจ ตัดต้นจามจุรี อายุ 50 ปีทิ้ง ต่อศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นต้นไม้ที่อยู่ภายในหมู่บ้านประชานิเวศน์ 1 ถนนเทศบาลสงเคราะห์ เขตจุตจักร กทม. มีขนาดความสูงประมาณตึกสูง 5 ชั้น โดยถูกโค่นลงจนเหลือเพียงต่อไม้ขนาดความสูงเพียง 1 เมตร

โดยนายศรีสุวรรณ จรรยา เปิดเผย่วา การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการใช้อำนาจและดุลยพินิจโดยมิชอบด้วยกฎหมายของ กทม. ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2560-2579) ขัดต่อแผนพัฒนา กทม.ระยะ 20 ปี (พ.ศ. ‭2556-2575‬) และขัดต่อแผนปฏิบัติราชการ กทม. ปี2561 ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีของเมือง

ซึ่งการตัดต้นไม้ใหญ่ของ กทม. ทราบว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน อาจเข้าข่ายการทุจริตต่อหน้าที่ ตาม พรบ.ป.ป.ช.2561 และอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา แม้จะมีคำสั่งมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการเขตปฏิบัติเกี่ยวกับการย้าย ตัด หรือโค่นต้นไม้ในที่สาธารณะในพื้นที่เขตรับผิดชอบได้ แต่ก็ถือว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจโดยมิชอบ

อย่างไรก็ตามจากการลงพื้นที่สำรวจ ตนมองว่าต้นไม้ดังกล่าวไม่ได้สร้างผลกระทบต่อโครงสร้างตึกแต่อย่างใด หากตึกหลังดังกล่าวมีโครงสร้างที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรมและได้รับมาตรฐาน เพียงแต่ต้นจามจุรีที่ถูกตัดโค่นไปนั้นอาจไปบดบังทัศนียภาพเท่านั้น ซึ่งกรณีดังกล่าวสามารถแก้ไขได้หากทุกฝ่ายมีจิตสำนักในการอนุรักษ์พื้นที่สีเขียว

สทนช. สั่งเฝ้าระวัง ‘เบบินคา’ จัดทำแผนระบายน้ำในอ่างลดความเสี่ยง

สทนช. สั่งเฝ้าระวัง พายุโซนร้อน “เบบินคา” ที่มีผลทำให้ฝนตกหนัก 14-19 ส.ค. นี้ จัดทำแผนการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ลดความเสี่ยง

วันนี้ (14 ส.ค. 61) ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานอำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งที่ 4/2561 ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ อาคาร 99 ปี หม่อมหลวงชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน ว่า ที่ประชุมได้มีการสรุปผลและกำหนดทิศทางการดำเนินงานของศูนย์เฉพาะกิจชั่วคราวในภาวะวิกฤติ

ภายหลังจากการจัดตั้งศูนย์ฯ ขึ้นมาเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม ๒๕๖๑ เพื่ออำนวยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้ม ควบคุม กำกับดูแล และ บูรณาการการทำงานของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างมีเอกภาพ

โดยมีมติให้ตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ที่ประจำศูนย์ฯ ทำหน้าที่ในการวิเคราะห์ผลและร่วมกันสรุปให้ได้ข้อมูลชุดเดียวในการบริหารจัดการน้ำ และใช้เป็นฐานข้อมูลเดียวกันในการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อมวลชนหรือช่องทางของหน่วยงานต่างๆให้ประชาชนรับทราบทันต่อสถานการณ์

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการกำหนดพื้นที่เฝ้าระวัง พื้นที่วิกฤติ พร้อมทั้งจะมีการคาดการณ์ปริมาณฝน ล่วงหน้า 3 วัน เพื่อระบุพื้นที่ฝนตกหนักระดับอำเภอ รวมทั้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำได้แก่ ปริมาณน้ำไหลเข้า ปริมาณน้ำไหลล้นทางระบายน้ำล้น

และจัดทำแผนการระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีระดับน้ำสูงกว่าเกณฑ์ควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ จัดทำมาตรการเตรียมความพร้อมลดความเสี่ยงอุทกภัย กรณีการระบายน้ำฉุกเฉินของอ่างเก็บน้ำและกรณีเขื่อนวิกฤติ ตลอดจนสำรวจความแข็งแรงของเขื่อน และสร้างการรับรู้ภาคประชาชนต่อเนื่อง

ส่วนการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีระดับเกินเกณฑ์ควบคุม (Upper Rule Curve) และมีปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเขื่อนนั้น ๆ เฝ้าระวังติดตามอย่างใกล้ชิดและบริหารจัดการน้ำเพื่อรับน้ำฝนที่อาจเกิดขึ้น

โดยให้จัดทำแผนเผชิญเหตุ แผนระบายน้ำเช่นเดียวกันกับกรณีของเขื่อนแก่งกระจาน โดยทั้งนี้ขอให้มีการรายงานสถานการณ์น้ำแยกเป็น รายวัน กรณีปกติ ราย 3 ชั่วโมง กรณีเกินเกณฑ์ระดับควบคุมอ่างเก็บน้ำ รายชั่วโมง กรณีน้ำล้นทางระบายน้ำล้น รวมทั้งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ คาดการณ์แนวโน้มสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำได้แก่ ปริมาณน้ำไหลเข้า ปริมาณน้ำไหลล้นทางระบายน้ำล้น แผนการระบายน้ำ อย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเจ้าหน้าที่มาประจำศูนย์ตลอด 24 ชั่วโมง

เลขาธิการ สทนช. กล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังได้สรุปสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกประกาศว่า พายุดีเปรสชันบริเวณชายฝั่งของประเทศจีนตอนใต้ได้ทวีความรุนแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน “เบบินคา” (BEBINCA) คาดว่า จะเคลื่อนตัวเข้าปกคลุมประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงวันที่ 15-16 สิงหาคม 2561

จะทำให้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือยังคงมีฝนตกชุกหนาแน่นและมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงกว่า 4 เมตร จากสถานการณ์ดังกล่าวคาดการณ์ว่า ปริมาณน้ำในเขื่อน และในแม่น้ำสายสำคัญในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำเพิ่มขึ้น

ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างมีระดับน้ำน้อย ภาคกลางและใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก ส่วนแม่น้ำโขง แม้ขณะนี้จะมีระดับน้ำลดลงต่ำกว่าตลิ่งแต่ก็จะเพิ่มขึ้นได้หากไม่ฝนตกหนัก ซึ่งได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตามในส่วนของลุ่มน้ำเพชรบุรี จะมีปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนแก่งกระจาน และไหลผ่านทางระบายน้ำล้น (Spillway) ลดลง ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรี มีแนวโน้มลดลงตามการระบายน้ำจากเขื่อน

สำหรับสถานการณ์น้ำในเขื่อนที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ยังคงเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ 3 แห่งที่มีปริมาณน้ำ ในอ่างเก็บน้ำเกินเกณฑ์ควบคุม และปริมาณน้ำเกินร้อยละ 80 ของความจุ คือ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี

รวมถึงอ่างขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่มีปริมาณน้ำ 100% ส่วนสถานการณ์น้ำในแม่น้ำสำคัญ ๆ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก ระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญลำน้ำสายหลักเพิ่มขึ้น ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างที่ฝนตกน้อยส่งผลให้แม่น้ำมูลตอนบนมีระดับน้ำต่ำ

สำหรับภาคกลางและภาคใต้มีระดับปานกลางถึงน้ำมาก ด้านแม่น้ำโขง ขณะนี้มีระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง เนื่องจากปริมาณน้ำจากประเทศลาวไหลลงแม่น้ำโขงลดลง แต่มีแนวโน้มอาจจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากได้รับอิทธิพลจากพายุโซนร้อน “เบบินคา” สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังเสี่ยงน้ำท่วม ได้แก่

ริมแม่น้ำเพชรบุรี บริเวณ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี แม่น้ำกระบุรี บริเวณ อ.กระบุรี อ.ละอุ่น และ อ.เมืองระนอง จังหวัดระนอง แม่น้ำตะกั่วป่า อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา และพื้นที่เฝ้าระวังจากการเร่งระบายน้ำ