ทลายแก๊ง “โอดีแคปปิตอล” หลอกลงทุนหุ้น”ไบนารี่”

ตำรวจท่องเที่ยว แถลงข่าวขยายผลจับกุมผู้บริหารและแม่ทีม กลุ่มบริษัทในเครือ โอดี แคปปิตอล หลอกลวงประชาชนลงทุนหุ้นไบนารี่ กลุ่มที่ 2 รวม 16 คน

พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว แถลงจับกุม นายชินวัตร น้อยวัน ผู้บริหาร และแม่ทีมระดับสูง กลุ่มบริษัทในเครือ โอดี แคปปิตอล ซึ่งถือหุ้นบริษัทในประเทศไทยและต่างประเทศ มีพฤติกรรมเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน ชักชวนร่วมลงทุนหุ้นประเภทไบนารี หลังตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ แถลงผลจับกุมตัวผู้ต้องหาก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม  

ล่าสุดตำรวจขออำนาจศาลออกหมายจับผู้ต้องหาเพิ่มอีก 16 คน ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ทำให้ขณะนี้มีผู้ต้องหาถูกออกหมายจับ รวม 48 คน ต่อมา เมื่อวันที่ 11 และ 12 สิงหาคม ตำรวจจับกุมตัวได้ 10 คน และติดต่อขอเข้ามอบตัว 2 คน

      

โดย พลตำรวจตรีสุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตำรวจได้ประสาน สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ใช้มาตรการยึดทรัพย์ โดยอายัติเงินกลุ่มผู้ต้องหา กว่า 130 ล้านบาท พร้อมฝากผู้เสียหายที่เหลือให้เข้าแจ้งความเพิ่มเติม เพื่อยื่นคำร้องขอคุ้มครองสิทธิติดตามเงินของตนกลับคืน  

ขณะที่ นางสาวนวพร เต่าทอง อดีตดีเจคลื่นวิทยุชื่อดัง 1 ในผู้เสียหาย กล่าวว่า เมื่อปี 2559 ตนเองเคยถูกอดีตแฟนหนุ่ม ซึ่งเป็น 1 ในผู้ต้องหาของเครือข่ายOD Capital ที่ถูกจับก่อนหน้านี้ ติดต่อผ่านทางเฟซบุ๊ก ทำทีเข้ามาทำความรู้และจีบ จนตกลงเป็นแฟนกัน จากนั้นถูกชักชวนให้ร่วมลงทุน ประมาณ 2 แสนบาท โดยอ้างว่า 1 เดือนหลังจากนี้จะได้เงินคืน 1 เท่า       

กระทั่งถึงเมื่อถึงเวลาที่จะต้องได้เงิน ผู้ต้องหากลับอ้างว่าระบบล็อคไม่สามารถจ่ายเงินได้ ทำให้ตนเองรู้สึกว่าถูกหลอก ประกอบกับทราบภายหลังว่าอดีตแฟนหนุ่มหลอกเงินจากผู้หญิงรายอื่นอีกจำนวนมาก จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความที่กองปราบปรามและสามารถนำเงินกลับคืนมาได้ ซึ่งการเดินทางมาวันนี้อยากจะบอกผู้เสียหายรายอื่นๆว่า ขอให้ออกมาแสดงตัวและแจ้งความกับทางเจ้าหน้าที่ เพื่อติดตามดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป    

สำหรับผู้ต้องหา ตำรวจจับกุมตัวได้แล้ว 39 คน โดยอยู่ระหว่างติดตามตัว 9 คน ในจำนวนนี้จากการตรวจสอบมีผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ที่ต่างประเทศ 4 คน

เจ้าหญิงอายาโกะแห่งญี่ปุ่นทรงเข้าพิธีหมั้นกับสามัญชนอย่างเป็นทางการแล้ว

 เจ้าหญิงอายาโกะแห่งญี่ปุ่นทรงเข้าพิธีหมั้นกับสามัญชนอย่างเป็นทางการแล้ว

เจ้าหญิงอายาโกะ พระธิดาในเจ้าชายทากามาโดะ พระภาดา หรือลูกพี่ลูกน้องผู้ล่วงลับของสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น ทรงเข้าพิธีหมั้นตามราชประเพณี ซึ่งจัดขึ้นที่พระราชวังอิมพีเรียลในกรุงโตเกียวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เจ้าหญิงอายาโกะ พระชนมายุ 27 พรรษา ทรงเข้าพิธีรับของหมั้น พร้อมกับเจ้าหญิงฮิซาโกะ พระมารดาของพระองค์

ของหมั้นดังกล่าว รวมถึงสาเกญี่ปุ่นและฉลองพระองค์ ซึ่งนายเค โมริยะ ชายสามัญชน พระคู่หมั้น วัย 32 ปี พนักงานบริษัทขนส่งสินค้ารายใหญ่ได้จัดส่งมา

พิธีเสกสมรสของเจ้าหญิงอายาโกะ จะเกิดขึ้นในวันที่ 29 ตุลาคม และจะส่งผลให้พระองค์ต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์ โดยพระองค์จะทรงเป็นสมาชิกราชวงศ์พระองค์ที่ 2 ในรอบ 2 ปีที่เสกสมรสกับสามัญชน

เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เจ้าหญิงมาโกะ พระราชนัดดาองค์โตในสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะแห่งญี่ปุ่น ทรงประกาศหมั้นและเตรียมเสกสมรสกับนายเค โคมุโระ ชายสามัญชน โดยได้เลื่อนกำหนดการไปปีหน้า หลังจากสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะทรงสละราชสมบัติ

หลังจากเจ้าหญิงอายาโกะ และเจ้าหญิงมาโกะ ลาออกจากฐานันดรศักดิ์ จะทำให้สมาชิกราชวงศ์ญี่ปุ่นลงลงเหลือ 17 พระองค์

​รวบคนร้ายฆ่าข่มขืนหญิงวัย 55 ในห้องเช่า อ้างเลิกกับเมียมาหลายปี

ตำรวจภูธรเมืองราชบุรี ใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง จับคนร้ายก่อเหตุข่มขืนแล้วฆ่าหญิงวัย 55 ปี ในห้องเช่าแห่งหนึ่ง

เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตำรวจภูธรเมืองราชบุรี นำกำลังเข้าปิดล้อมห้องเช่าแห่งหนึ่ง ในตำบลสามเรือน อำเภอเมืองราชบุรี ก่อนจะบุกเจ้าจับกุม นายวิสุทธิ์ ฝอยทับทิม อายุ 29 ปี ชาวบ้านตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี หลังตกเป็นผู้ต้องสงสัย ก่อเหตุข่มขืนแล้วฆ่าหญิงวัย 55 ปี ซึ่งอยู่ห้องเช่าใกล้เคียง ก่อนที่จะรีบนำตัวกลับไปสอบสวน ท่ามกลางการตะโกนสาปแช่ง และพยายามจะเข้าทำร้ายของชาวบ้านด้วยความโกรธแค้น

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวเกิดขึ้น หลังจากได้รับแจ้งจากบุตรชายผู้ตายว่า แม่ถูกทำร้ายเสียชีวิตอยู่ในห้องเช่าที่เกิดเหตุ สภาพไม่สวมเสื้อผ้า และมีร่องรอยถูกทำร้าย โดยพบชายต้องสงสัยเดินออกมาจากห้อง หลังตรวจสอบที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง ในการแกะรอย จนทราบว่าผู้ก่อเหตุน่าจะเป็น นายวิสุทธิ์ อาชีพคนงานก่อสร้าง ซึ่งอยู่ห้องติดกัน จากนั้นจึงนำกำลังเข้าจับกุมไว้ได้ เบื้องต้นให้การปฏิเสธ

อย่างไรก็ตาม หลังนำตัวไปสอบสวนไม่ถึงชั่วโมง ในที่สุด นายวิสุทธิ์ ก็ยอมรับสารภาพว่า เป็นคนลงมือข่มขืนและฆ่าจริง สาเหตุเนื่องจากตัวเองเลิกรากับภรรยามาหลายปี ประกอบกับเห็นว่าผู้ตายอาศัยอยู่ในห้องเช่าเพียงคนเดียว จึงย่องเข้าไปทางหลังบ้านช่วงเช้ามืด ก่อนจะออกมาจากห้องผู้ตายในช่วงสาย ซึ่งเป็นช่วงที่ลูกชายผู้ตายมาเห็น เมื่อตรวจสอบประวัติยังพบว่า นายวิสุทธิ์เคยต้องโทษในข้อหามียาเสพติดเมื่อ 8 ปีก่อนอีกด้วย