เตรียมดิน 7 ป่าช้า – ตะปูตอกฝาโลง สาปแช่งคนรุกป่าดอยสุเทพ

เครือข่ายทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ รอคำตอบรัฐบาล 26 ส.ค.นี้ ขู่ยังนิ่งเฉยจัดชุมนุมยืดเยื้อ เตรียมสิ่งอัปมงคลดิน 7 ป่าช้า – ตะปูตอกฝาโลง สาปแช่งคนรุก ป่าดอยสุเทพ

วันนี้ ( 13 สิงหาคม) เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ นำโดยนายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานฯ นายชัชวาลย์ ทองดีเลิศ และนายบัณรส บัวคลี่ สัญจรพบปะกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่จากเครือข่ายต่างๆ ที่สำนักงานเครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวคัดค้านและเรียกร้องให้มีการรื้อบ้านตุลาการ 45 หลัง รวมถึงอาคารชุด 9 หลัง ในพื้นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ที่สร้างบนพื้นที่ป่าเชิงดอยสุเทพ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

ขณะเดียวกันได้เชิญชวนกลุ่มเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรม “แม่น้ำร้อยสาย ทวงสัญญาป่าแหว่ง” ซึ่งเป็นการชุมนุมครั้งใหญ่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ เพื่อทวงคืนสัญญาการรื้อถอนบ้านพักตุลาการ และอาคารชุดออกจากป่าดอยสุเทพ รวมถึงเร่งฟื้นฟูป่าในพื้นที่ดังกล่าวให้กลับมาเป็นป่าสมบูรณ์ดังเดิมตามเจตนารมณ์ของเครือข่ายฯ

นายธีระศักดิ์ กล่าวว่า กิจกรรมแม่น้ำร้อยสาย ทวงสัญญาป่าแหว่งในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ จะมีมวลชนจากทุกทิศ โดยแต่ละกลุ่มจะเดินเท้ามาตั้งแต่วันที่ 24 – 25 สิงหาคม เช่น สายเหนือ จากอำเภอเชียงดาว จะมีการเดินเท้าเข้ามาตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม ส่วนสายตะวันออก จากอำเภอดอยสะเก็ด และสายใต้ จากอำเภอสะเมิง รวมทั้งเครือข่ายจากต่างจังหวัด เช่น จังหวัดลำพูน โดยเครือข่ายฯจะจัดมวลชนไปต้อนรับเพื่อจะมาร่วมกันที่ที่ลานเอนกประสงค์ข่วงประตูท่าแพกลางเมืองเชียงใหม่

ส่วนการพูดคุยกับกลุ่มเยาวชนนักกิจกรรมรุ่นใหม่ในวันนี้ ตัวแทนเยาวชนมีข้อเสนอเข้ามาช่วยเหลือเครือข่ายฯเรื่องการทำสื่อ การจัดขบวนทัพและไฮไลท์ต่างๆ รวมทั้งจะเป็นแรงงานในการดูแลการชุมนุมใหญ่ร่วมกับเครือข่ายฯ ด้วย

การชุมนุมใหญ่ในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ เครือข่ายฯ จะฟังคำตอบจากรัฐบาลด้วยว่าจะเป็นที่พอใจหรือไม่ หากรัฐบาลยังนิ่งเฉยหรือไม่ตอบสนอง จะมีกิจกรรมเคลื่อนไหวต่อเนื่องในวันที่ 27 – 28 สิงหาคม โดยเฉพาะพิธีกรรมสาปแช่งครั้งใหญ่ ซึ่งได้รวบรวมสิ่งอัปมงคลทั้งหลาย เช่น บาตรแตก ตะปูตอกฝาโลง ดิน 7 ป่าช้า มาทำพิธี โดยกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจและโกรธแค้นพร้อมใจกันรวบรวมมาเพื่อทำพิธี ส่วนกำหนดการจะแจ้งอีกครั้ง

สำหรับการเคลื่อนไหวนับจากนี้ก่อนถึงวันที่ 26 สิงหาคม นอกจากจะมีแฟลชม็อบจะเคลื่อนไปตามจุดสำคัญต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อถือป้ายและแจกริบบิ้นสีเขียว ขณะที่วันที่ 15 สิงหาคมจะมีเวทีสภาพลเมืองที่วัดนันทาราม เพื่อถามความคิดเห็นของชาวเชียงใหม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 26 สิงหาคมนี้

ส่วนในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ เครือข่ายฯ จะประชุมร่วมกับจังหวัดเพื่อสรุปผลการศึกษาของอนุกรรมการทั้ง 2 ชุด คือ ชุดดูแลการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และชุดฟื้นฟูป่าให้กลับมาเป็นป่าสมบูรณ์ เพื่อส่งข้อมูลให้คณะกรรมการชุดใหญ่ระดับรัฐบาลตัดสินใจ

รฟม. แจ้งปิดเบี่ยงจราจร ถ.ติวานนท์ 17 ส.ค.นี้ สร้างรถไฟฟ้าสายสีชมพู

รฟม. แจ้งปิดเบี่ยงจราจรบนถนนติวานนท์ ฝั่งขาเข้าและขาออกบริเวณซอยติวานนท์ – ปากเกร็ด 4 ถึงซอยติวานนท์ – ปากเกร็ด 6
ตั้งแต่วันที่ 17 ส.ค. ตลอด 24 ชั่วโมง

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แจ้งว่า บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้รับจ้างก่อสร้างงานโยธา โครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพู ช่วงแคราย – มีนบุรี มีความจำเป็นต้องปิดเบี่ยงจราจรบนถนนติวานนท์ ฝั่งขาเข้าและขาออก บริเวณ ซอยติวานนท์ – ปากเกร็ด 4 ถึง ซอยติวานนท์ – ปากเกร็ด 6 เพื่อดำเนินการก่อสร้างโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

– ปิดการจราจรช่องทางขวา (ชิดเกาะกลาง) 1 ช่องจราจร ทั้งฝั่งขาเข้าและขาออก ตลอด 24 ชั่วโมง บริเวณ ซอยติวานนท์ – ปากเกร็ด 4 ถึง ซอยติวานนท์ – ปากเกร็ด 6 โดยระยะแรก จะเริ่มปิดการจราจรช่องทางขวา (ชิดเกาะกลาง) 1 ช่องจราจร ฝั่งขาออก ระยะทางประมาณ 275 เมตร

– ปิดการจราจรช่องทางขวา (ชิดเกาะกลาง) ฝั่งขาออก เพิ่มอีก 1 ช่องจราจร ในช่วงเวลา 22.00 – 04.00 น. เพื่อขนย้ายเครื่องจักรหนักเข้าพื้นที่ดำเนินงาน

ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวอาจส่งผลให้การจราจรชะลอตัว ติดขัด และอาจมีเสียงดังรบกวน โดยระหว่างดำเนินงาน จะมีการติดตั้งป้ายเตือนล่วงหน้าก่อนถึงจุดเบี่ยง ป้ายจราจร กรวยยางและสัญญาณไฟส่องสว่าง เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้เส้นทาง รฟม. จึงขออภัยในความไม่สะดวก สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดการเบี่ยงจราจรเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 0 2610 4915, 09 8827 5555

นายกฯ แนะภาคการเกษตร ปรับตัวรับมือปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ

นายกฯ แนะภาคการเกษตร ปรับตัวรับมือปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอย่างยั่งยืน วอนทุกฝ่ายร่วมมือ

วันนี้ (13 ส.ค.61) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงราคาพืชผลทางการเกษตรโดยเฉพาะข้าว ว่า ในช่วงนี้มีราคาดี เพราะต่างประเทศประสบภัยธรรมชาติ จึงมีความต้องการสินค้าข้าวสูง แต่หากในปีต่อไปเราปลูกข้าวมากขึ้นจนเกินความต้องการของตลาด ก็จะทำให้ราคาตกต่ำลงอีกเป็นวัฏจักร

“นายกฯ เน้นย้ำว่า ปัญหาหลักของภาคการเกษตรคือต้นทุนการผลิตสูง เกษตรกรมีหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ ทำให้ต้องขายที่ดินให้นายทุน และเช่าที่เพื่อทำกิน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน รัฐบาลจึงอยากให้ทุกฝ่ายหันมาร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง”

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า จุดอ่อนของการทำการเกษตรแบบอิสระ คือ การแบกรับภาระต้นทุนที่สูง และเมื่อต่างคนต่างทำ จึงขายไม่ได้ เพราะตลาดไม่ต้องการ แต่หากมีการรวมกลุ่มผลิตสินค้าที่สอดคล้องกับตลาดก็จะทำให้ขายได้ จึงต้องมีการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน หรือเกษตรแปลงใหญ่ เพื่อลดต้นทุน เพิ่มปริมาณและคุณภาพ สร้างอำนาจต่อรองให้แก่ตนเอง รวมทั้งทำไร่นาสวนผสม ลดปริมาณพืชที่ปลูกอยู่เพียงชนิดเดียวไปปลูกพืชอื่นทดแทน และเลี้ยงสัตว์เป็นรายได้เสริม

“ผลผลิตทางการเกษตรชนิดอื่น เช่น มันสําปะหลัง อ้อย ยางพารา สับปะรด ฯลฯ ทุกอย่างใช้หลักการเดียวกัน หากประสบปัญหาราคาตกต่ำ และรัฐบาลต้องรับซื้อในราคาสูง เมื่อขายไม่ได้ก็ยิ่งขาดทุน และกระทบต่องบประมาณของประเทศ ดังนั้น ทุกคนจะต้องช่วยกันเพื่อให้เกษตรกรมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน” นายกรัฐมนตรีกล่าว