นายกฯ พอใจการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร ชี้บรรลุผลสำเร็จมากที่สุดในรอบ 19 ปี

นายกรัฐมนตรี พอใจการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ชี้บรรลุผลสำเร็จมากที่สุดในรอบ 19 ปี

วันนี้ (11 สิงหาคม 2561) พลโท สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พอใจความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่เป็นสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร โดยได้รับรายงานว่า

“คณะอนุกรรมการเจรจาไกล่เกลี่ยหนี้สินสามารถตกลงปรับโครงสร้างหนี้ใหม่และเข้าซื้อหนี้ของเกษตรกรจากสถาบันการเงินเจ้าหนี้ เช่น ธ.ก.ส. สหกรณ์การเกษตร และธนาคารพาณิชย์ทั่วไป รวมประมาณ 36,000 ราย มูลค่าหนี้ราว 6,000 ล้านบาท โดยจะลดยอดหนี้แต่ละรายลงร้อยละ 50 และหยุดดอกเบี้ย ระยะเวลาไม่เกิน 15 ปี ซึ่งถือได้ว่าเป็นผลสำเร็จมากที่สุด ตั้งแต่ตั้งกองทุนมา ในปี 2542”

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกษตรกร จึงได้ตั้งคณะกรรมการกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรเฉพาะกิจ เมื่อเดือน พ.ค. 60 เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาอาชีพให้กับเกษตรกร แทนคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูตาม พ.ร.บ.กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ. 2542 ซึ่งประสบปัญหาไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยตั้งแต่ปี 2549 – 2557 แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรไปได้เพียง 29,000 รายเท่านั้น จากจำนวนสมาชิกเกษตรกรที่ลงทะเบียนหนี้สินไว้ราว 460,000 ราย

“นายกฯ เน้นย้ำว่า เมื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ได้แล้ว จะต้องส่งเสริมให้เกษตรกรลูกหนี้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อให้สามารถชำระหนี้ตามสัญญาใหม่ได้ โดยกำชับให้สำนักงานกองทุนฯ ไปหาแนวทางฟื้นฟูอาชีพร่วมกับธ.ก.ส. และกรมส่งเสริมการเกษตรต่อไป”

ทั้งนี้ กองทุนฯ จะร่างระเบียบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูฯ ใหม่ และเปิดรับลงทะเบียน เกษตรกรเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินเป็นระยะเวลา 60 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.เป็นต้นไป จากปกติที่เปิดให้ขึ้นทะเบียนทุกปี ตั้งแต่เดือน ม.ค. – มิ.ย. ซึ่งในปีนี้ยังไม่ได้เปิดรับลงทะเบียน

นอกจากนี้ จะยกเลิกเพดานวงเงินช่วยเหลือที่กำหนดไว้รายละไม่เกิน 2.5 ล้านบาท เพราะเกษตรกรบางคนมีหนี้สินมากกว่า ซึ่งจะต้องพิจารณาเป็นราย ๆ ไป โดยหลังจากที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนแล้วจะดำเนินการแยกประเภทหนี้ให้มีความชัดเจนโดยเร็ว

เด้ง 5 เสือกระทุ่มแบน เซ่นบุกจับผับดังพบปัสสาวะม่วง 123 คน – เยาวชนใช้บริการ

ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 มีคำสั่งย้าย 5 เสือสถานีตำรวจภูธรกระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร หลังเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกจับผับดังพบนักเที่ยวฉี่ม่วง 123 คน

เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง บุกจับสถานบันเทิงดัง “นอส ผับ” (NOS PUB) ในพื้นที่ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร แต่มีชื่อตามใบอนุญาต ว่า “เฮ้าส์ซิงเกอร์ผับ” มีนายปัญญา แสงประสิทธิ์ อายุ 60 ปี เป็นผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ

โดยเจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนว่าสถานบริการ NOS PUB เปิดเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด และปล่อยปละละเลยให้มีการเสพยาเสพติด โดยในสถานบริการดังกล่าวพบนักเที่ยวจำนวนกว่า 800 คน จึงแสดงตัวขอตรวจค้น บางส่วนโยนยาเสพติดลงพื้น มีทั้ง ยาไอซ์ ยาอี ยาเคตามีน และยาทามาดอน

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสารเสพติดในปัสสาวะ ผลการตรวจสอบพบว่า นักเที่ยวที่มีปัสสาวะเป็นสีม่วง จำนวน 123 คน เป็นชาย 80 คน เป็นหญิง 43 คน พบเยาวชนอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการจำนวน 7 คน อายุต่ำสุด 17 ปี ซึ่งเด็กให้การว่าเข้ามาเที่ยวและเสพยาเสพติดในร้าน NOS PUB โดยซื้อยาเสพติดได้ในห้องน้ำ

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองได้แจ้งข้อหาแก่ผู้รับอนุญาตตั้งสถานบริการ NOS PUB ดังนี้

1.เปิดสถานบริการเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด

2.ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เกินเวลาที่กฎหมายกำหนด

3.ใช้ชื่อสถานบริการไม่ตรงกับใบอนุญาต

4.ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้มีการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานบริการ

5.ยินยอมหรือปล่อยปละละเลยให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี เข้าใช้บริการ

6.ยุยงส่งเสริมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควร

ล่าสุด พล.ต.ท.กิตติพงษ์ เงามุข ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 7 มีคำสั่งให้ ผู้กำกับรองผู้กำกับและสารวัตร ที่รับผิดชอบ หรือ 5 เสือ สภ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร ในพื้นที่รับผิดชอบ ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 7 โดยกำชับการสืบสวนข้อเท็จจริงต้องทำโดยรวดเร็ว เป็นธรรมเพื่อให้ความกระจ่างแก่สังคม

เครือข่ายไม่สน ก.บ.ศ.มีมติย้ายบ้านตุลาการไปเชียงราย ย้ำต้องรื้อเท่านั้น

เครือข่ายทวงคืนป่าดอยสุเทพ ไม่สน ก.บ.ศ.มีมติย้ายบ้านตุลาการไปเชียงราย ย้ำต้องรื้อเท่านั้น

นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ตัวแทนเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ ให้ความเห็นกรณีที่ ก.บ.ศ. มีมติย้ายที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 พร้อมกับบ้านพักข้าราชการตุลาการ ไปสร้างในพื้นที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย จ.เชียงราย ว่า ที่ผ่านมาเครือข่ายฯ ไม่เคยเรียกร้องขอให้ย้ายที่ทำการศาลอุทธรณ์ภาค 5 และ บ้านพักข้าราชการไปที่อื่น แต่เรียกร้องให้รื้อถอนอาคารสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำเข้าไปในเขตป่าดอยสุเทพ ซึ่งหมายถึงบ้านพักตุลาการ 45 หลัง และ อาคารชุดอีก 9 หลัง รวมทั้งย้ายข้าราชการที่เข้าอยู่ในอาคารชุด ไปอยู่ในอาคารชุดอีก 4 หลังที่อยู่นอกเขตแนวป่าโดยเร็วที่สุด

การย้ายไปจังหวัดเชียงราย เป็นคนและประเด็นกับที่เครือข่ายเรียกร้องและวันนี้ทางเครือข่ายยังคงยืนยันข้อเรียกร้องเดิม คือ รื้อบ้านพักและอาคารชุดที่พักอาศัยในเขตแนวป่าทั้งหมด ส่วนจะย้ายไปที่ไหนก็เป็นเรื่องความเหมาะสมที่ ก.บ.ศ.จะตัดสินใจ

นายธีระศักดิ์ ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากมีการย้ายไปสร้างที่จังหวัดเชียงรายจริง อาจเป็นเกมยื้อเวลาอยู่ต่อ เพราะแน่นอนว่าการสร้างใหม่ต้องใช้เวลาทั้งการอนุมัติงบประมาณและการก่อสร้าง อาจใช้เวลานาน 5-10 ปี

โดยในวันที่ 16 ส.ค.นี้ ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการระดับจังหวัด จะมีการส่งข้อสรุปและข้อเรียกร้องครั้งสุดท้ายไปให้รัฐบาลตัดสินใจ และ ในวันที่ 26 ส.ค. จะยังคงมีการชุมนุมใหญ่ตามที่กำหนดไว้ โดยจะเป็นการชุมนุมเพื่อรอฟังคำตอบจากรัฐบาล หากไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเหมาะสม ทางเครือข่ายก็เตรียมยกระดับการเคลื่อนไหวอีกครั้ง