สาวน้อยฮีโร่วัย 13 โดดช่วย 2 ฝรั่งนักดำน้ำ หลังรถถูกกระแสน้ำพัดตกคลอง

เปิดตัวสาวน้อยฮีโร่ วัย 13 ปี ช่วย 2 ฝรั่งนักดำน้ำ ถูกกระแสน้ำพัดตกคลอง หลังขับรถตามจีพีเอส

จากกรณีที่พบรถกระบะยี่ห้อโตโยต้า 4 ประตู สีขาว ทะเบียน ชณ 7223 กรุงเทพมหานคร สภาพจมอยู่ในน้ำริมคลองสินปูนครึ่งคัน มีชาวชาวต่างประเทศ 2 คน ติดอยู่ในรถ ทราบชื่อนายคลาว อายุ 50 ปี และนายคิม ชาวสิงค์โป อายุ 35 ปี ทั้งสองเป็นชาวเดนมาร์ค และ 1 ในนั้นเป็นนักดำน้ำที่เคยดำน้ำช่วยเด็ก 13 หมูป่า ที่ถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย โดยทั้งสองสามารถออกมาจากรถและนั่งรอขอความช่วยเหลือบนหลังคากระบะ ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัย ทหาร และชาวบ้าน ร่วมด้วยช่วยกันขนย้ายสิ่งของมีค่าในรถออกมาและนำรถขึ้นจากคลองได้อย่างปลอดภัยนั้น

ล่าสุด (10 ส.ค. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีการเผยแพร่คลิปความยาว 1.55 นาที เปิดคลิปตัวสาวน้อยวัย 13 ปี นักเรียนชั้น ม. 1 โรงเรียนบ้านควนประชาสรรค์ หมู่ 1 ต.กุแหระ อ.ท่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ที่แต่งกายชุดเนตรนารี พร้อมระบุว่า เป็นคนแรกที่พบเห็นเหตุการณ์และว่ายน้ำเข้าไปช่วยนักดำน้ำทั้งสองคนจนสามารถออกมาจากรถได้ ก่อนจะว่ายน้ำกลับมาแจ้งพ่อแม่ให้ช่วยนำชาวบ้านและแจ้งกู้ภัยให้มาช่วย

โดยตลอดเวลาในการช่วยเหลือสาวน้อยจิตอาสาคนดังกล่าวจะอยู่ร่วมด้วย ว่ายไปกลับไปมาจนสามารถช่วยเหลือสองนักดำน้ำได้สำเร็จ ทั้งนี้ สองนักดำน้ำ ต่างประทับใจและทึ่งในความสามารถของสาวน้อยคนดังกล่าวเป็นอย่างมาก จึงยกให้เป็นฮีโร่ในการช่วยเหลือครั้งนี้

จากการสอบถามทราบว่า สาวน้อยฮีโร่คนดังคือ ด.ญ.จารุวรรณ ศรีสุกใส อายุ 13 ปี นักเรียน ม.1 โรงเรียนบ้านควนประชาสรรค์ อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ 5 ต.กุแหระ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งได้เล่านาทีช่วยเหลือว่า ตลอดทั้งวันมีฝนตกลงมาอย่างหนักทำให้น้ำท่วม หลังจากโรงเรียนเลิกกำลังเดินทางกลับบ้านและระหว่างทางพบว่าน้ำพัดพารถกระบะของนักดำน้ำไถลไปลงคลอง ตอนนั้นยอมรับตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก กลัวว่ารถกระบะจะจมคลองและคนในรถจะได้รับอันตราย จึงตัดสินใจว่ายน้ำลุยตามพยายามจะช่วย กระทั้งรถกระบะถูกกระแสน้ำพัดไปติดต้นปาล์ม จึงเข้าช่วยเหลือสองนักดำน้ำออกจากตัวรถได้ เมื่อพบว่าเป็นชาวต่างชาติ จึงสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ และขอให้ทั้งสองรออยู่ที่รถ จากนั้นก็ว่ายน้ำกลับบอกพ่อกับแม่ให้ทราบ ก่อนจะนำชาวบ้านและประสานเจ้าหน้าที่กู้ภัย และทหารมาช่วย้ลเหลือจนสำเร็จ

เจ๊เกียว เล็งเลิกกิจการ! หากรัฐไม่ปรับขึ้นค่าโดยสาร อ้างแบกภาระค่าน้ำมันไม่ไหว

เจ๊เกียว ทวงข้อเรียกร้องขึ้นค่าโดยสารรถร่วม บขส. ชี้ แบกรับภาระราคาน้ำมันไม่ไหวแล้ว ขู่หยุดวิ่งรถบางเส้นทางหากรัฐไม่ช่วย หลังคมนาคม ขอให้คำตอบภายในเดือนกันยายน นี้

รายงานข่าวแจ้งว่า วันนี้ 10 ส.ค.2561 นางสุจินดา เชิดชัย หรือเจ๊เกียว นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารขนส่ง (รถร่วม บขส.) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้า การขอปรับขึ้นค่าโดยสาร ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะขึ้นค่าโดยสารหรือไม่ แต่จากการพูดคุยกับกระทรวงคมนาคมเบื้องต้น จะมีการสรุปความชัดเจนภายในเดือนกันยายน นี้

เจ๊เกียว, ข่าวสดวันนี้
ภาพจาก www.rottourthai.com

ทั้งนี้ หากผลสุดท้ายออกมาว่าไม่ให้มีการขึ้นค่าโดยสาร ตนคงต้องเลิกกิจการ โดยจะทยอยหยุดเดินรถจากเส้นทางที่ขาดทุนก่อน ซึ่งขณะนี้มีหลายเส้นทางมาก ยกเว้นบางเส้นทางที่ยังมีประชาชนใช้บริการอยู่ ก็คงต้องอดทนเดินรถเพื่อประชาชนต่อไป

ด้านนายธีระพงษ์ รอดประเสริฐ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า จากการที่ผู้ประกอบการเดินรถมาติดตามเรื่องขอปรับขึ้นค่าโดยสารนั้น ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ เพราะต้องรอผลการศึกษาโครงสร้างอัตราค่าโดยสารใหม่จากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ก่อน ซึ่งเบื้องต้นทราบว่าผลการศึกษาเสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ขบ. ว่าจะเห็นชอบตามผลการศึกษาหรือไม่ โดยคาดว่าจะเสนอให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาได้ภายในเดือนสิงหาคม นี้

สำหรับค่าโดยสารที่เจ๊เกียว ได้เรียกร้องให้รัฐบาลปรับขึ้นนั้น  อยู่ที่ 10 สตางค์ต่อกิโลเมตร เพราะราคาน้ำมันสูงแพงกว่าที่จะแบกรับภาระไหวแล้ว รวมทั้งผู้ประกอบการก็ไม่ได้ปรับขึ้นราคาค่าโดยสารกว่า 3 ปีแล้ว

นครพนมอ่วม! ปภ.เผย 9 จังหวัด ยังเผชิญน้ำท่วมหนัก

นครพนมอ่วม! ปภ.รายงาน 9 จังหวัด ยังเผชิญน้ำท่วมหนัก เร่งระบายน้ำคลี่คลายสถานการณ์

วันนี้(10 ส.ค.) นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลของพายุโซนร้อน “เซินติญ” และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.- 9 ส.ค 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่มใน 30 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ตาก เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน พิจิตร นครสวรรค์ ตราด แพร่ เพชรบูรณ์ พิษณุโลก ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง เพชรบุรี ลำปาง น่าน อุตรดิตถ์ อำนาจเจริญ พะเยา เชียงราย กาฬสินธุ์ นครพนม มุกดาหาร อุบลราชธานี บึงกาฬ สกลนคร ร้อยเอ็ด ยโสธร หนองคาย พังงา และสุราษฎร์ธานี รวม 96 อำเภอ 347 ตำบล 2,118 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 47,265 ครัวเรือน 129,559 คน ผู้เสียชีวิต 1 ราย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 21 จังหวัด

โดยยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 9 จังหวัด รวม 36 อำเภอ 183 ตำบล 1,301 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 25,628 ครัวเรือน 63,855 คน ได้แก่ นครพนม อุบลราชธานี บึงกาฬ สกลนคร ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ ยโสธร เพชรบุรี และสุราษฎร์ธานี

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงแจกจ่ายถุงยังชีพและเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ประสบภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแล้ว ท้ายนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือ ได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป