ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เตือน! 5 – 9 ส.ค. ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น

ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้

กรมอุตุนิยมวิทยา ได้ออกประกาศ “คลื่นลมแรงบริเวณภาคใต้ และฝนตกหนักบริเวณประเทศไทย ” ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 05 สิงหาคม 2561 โดยระบุว่า

ในช่วงวันที่ 5-9 ส.ค. 61 ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินโคลนถล่มไว้ด้วย

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูง 2-3 เมตร และอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวังและเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออกให้ระวังคลื่นที่พัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ประเทศไทย มีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประกาศ ณ วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เวลา 11.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไปใน วันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เวลา 17.00 น.

นิด้าโพล เผยประชาชนอยากให้หักบัญชีเงินเดือนคนกู้ กยศ.

นิด้าโพลเผย ประชาชนอยากให้มีการหักบัญชีเงินเดือนของผู้ที่กู้ กยศ. ชี้ผู้ค้ำต้องร่วมรับผิดชอบด้วย

ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง หนี้ “กยศ.” ไม่มี ไม่หนี ไม่จ่าย ? สำรวจระหว่างวันที่ 2–3 สิงหาคม 2561 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,269 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการจัดการของกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษากรณี ไม่ยอมชำระหนี้

เมื่อถามถึงความรับผิดชอบของผู้ค้ำประกัน ในกรณีที่มีผู้กู้ยืมเงิน “กยศ.” ไม่ชำระหนี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.06 ระบุว่า ควรต้องรับผิดชอบ เพราะ ผู้ค้ำยินยอมตามสัญญาที่กำหนดไว้ ควรเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด จึงต้องรับผิดชอบร่วมกัน

รองลงมา ร้อยละ 43.58 ระบุว่า ไม่ควรต้องรับผิดชอบ เพราะ ผู้ค้ำไม่ได้รับประโยชน์จากการกู้เลย และมีส่วนเกี่ยวข้องแค่บางส่วนเท่านั้น ผู้กู้ยืมจึงควรรับผิดชอบทั้งหมด และร้อยละ 2.36 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านความคิดเห็นเกี่ยวกับบทลงโทษของผู้กู้ยืมเงิน “กยศ.” ที่ไม่ชำระหนี้ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.57 ระบุว่า หักหนี้จากบัญชีเงินเดือนโดยอัตโนมัติ รองลงมา ร้อยละ 31.84 ระบุว่า หักเงินเดือนผ่านองค์กรนายจ้าง ร้อยละ 17.26 ระบุว่า จับ/ปรับ และดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นสูงสุด ร้อยละ 14.42 ระบุว่า แบล็คลิสต์ธุรกรรมทางการเงิน ร้อยละ 9.30 ระบุว่า ยึดทรัพย์สิน และร้อยละ 2.13 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

สำหรับความเชื่อมั่นต่อ “กยศ.” ว่าจะสามารถติดตามการชำระหนี้กับผู้กู้ยืมได้เงินสำเร็จหรือไม่ พบว่า ประชาชน ร้อยละ 8.59 ระบุว่า เชื่อมั่นมากที่สุด ร้อยละ 55.40 ระบุว่า เชื่อมั่นมาก ร้อยละ 27.19 ระบุว่า ไม่ค่อยเชื่อมั่น ร้อยละ 5.20 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่นเลย และร้อยละ 3.62 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

โดยผู้ที่ระบุว่า มีความเชื่อมั่นมาก–มากที่สุด เห็นว่า กยศ. มีมาตรการหลายช่องทาง และมีประสิทธิภาพ

เมื่อถามถึงประสิทธิภาพของระบบการติดตามการชำระหนี้ “กยศ.” ในปัจจุบัน พบว่า ประชาชน ร้อยละ 5.28 ระบุว่า มีประสิทธิภาพมากที่สุด ร้อยละ 41.37 ระบุว่า มีประสิทธิภาพมาก ร้อยละ 37.98 ระบุว่า ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ร้อยละ 9.46 ระบุว่า ไม่มีประสิทธิภาพเลย
และร้อยละ 5.91 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

เมื่อถามถึงข้อเสนอแนะเกี่ยวกับระบบการให้กู้ยืมและการติดตามการชำระหนี้ของ “กยศ.” พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.03 ระบุว่า คัดกรอง ผู้กู้ยืมอย่างละเอียดก่อนให้กู้ยืมเงินว่า ต้องมีฐานะยากจนจริง รองลงมา ร้อยละ 37.59 ระบุว่า กำหนดผู้ค้ำประกันให้เป็นบิดา มารดา หรือ ญาติของผู้กู้ยืมเงิน ร้อยละ 30.34 ระบุว่า ติดตาม/ตรวจสอบสถานะประวัติผู้กู้เงิน “กยศ.” ตลอดเวลา ร้อยละ 13.00 ระบุว่า ออกกฎหมาย/บทลงโทษขั้นรุนแรง กับผู้ค้างชำระหนี้ “กยศ.” ร้อยละ 11.82 ระบุว่า ควบคุมจำนวนเงินกู้กับผู้กู้ยืมเงิน “กยศ.”

ร้อยละ 11.35 ระบุว่า ยกเลิกการให้มีผู้ค้ำประกันการกู้ยืมเงิน “กยศ.” ที่มิใช่บุคคลในครอบครัว หรือ ญาติ ร้อยละ 0.55 ระบุอื่น ๆ ได้แก่ ใช้หลักทรัพย์ในการค้ำประกัน ลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก มีงานรองรับกรณีที่ผู้กู้ไม่มีเงินชำระหนี้ หรือยากจนจริง ๆ ขณะที่บางส่วนระบุว่า ควรยกเลิกการให้กู้เงิน กยศ. ไปเลย และร้อยละ 5.99 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ขอบคุณ Nida Poll

สธ. สั่งโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัย จากการระบายน้ำจากเขื่อน เตรียมพร้อมรับมือ

กระทรวงสาธารณสุข สั่งโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยจากการระบายน้ำจากเขื่อน เตรียมพร้อมรับมือ ให้ขนยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ขึ้นที่ปลอดภัย และเตรียมแผนป้องกันน้ำท่วมโรงพยาบาล

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้สถานการณ์น้ำในเขื่อนต่างๆ มีแนวโน้มจะต้องระบายน้ำออกจากเขื่อน ได้สั่งการศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) ส่วนกลาง ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมแจ้งเตือนให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยจากการระบายน้ำของเขื่อนต่าง ๆ ดำเนินการดังนี้

1.ขนย้าย ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ เครื่องสำรองไฟ ไปไว้ในที่ปลอดภัย

2.ป้องกันน้ำท่วมโรงพยาบาล โดยกั้นกระสอบทราย ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ

3.สำรวจและสำรองยา เวชภัณฑ์ ออกซิเจน ไว้ให้พร้อมใช้งาน รวมทั้งยาช่วยชุดน้ำท่วม

4.สำรวจผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ในพื้นที่ ทำแผนออกให้การดูแล

5.เตรียมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พร้อมออกให้บริการประชาชนทันที และประสานเตรียมสถานที่ปลอดภัยให้บริการประชาชน หากน้ำท่วม ทางเข้า-ออกโรงพยาบาล

โดยที่จังหวัดเพชรบุรี ได้รับรายงานจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดถึงการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัย เนื่องจากน้ำในเขื่อนแก่งกระจานต้องระบายน้ำออก คาดว่าน้ำจะเริ่มล้นอาคารระบายน้ำของเขื่อนฯ ในวันที่ 5 สิงหาคม 2561 เวลาประมาณ 12.00 น. และมวลน้ำจะถึงแหล่งชุมชนในเทศบาลเมืองเพชรบุรี วันที่ 6 สิงหาคม 2561 เวลาประมาณ 24.00 น.

ซึ่งคาดว่ามี 5 อำเภอ อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ อ.แก่งกระจาน อ.ท่ายาง อ.บ้านลาด อ.เมือง และ อ.บ้านแหลม จึงได้แจ้งเตือนหน่วยบริการสาธารณสุขทุกแห่ง เตรียมกั้นกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม และติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเพชรบุรี และโรงพยาบาลพระจอมเกล้าฯ

นอกจากนี้ยังให้แต่ละอำเภอ สำรวจ ทรัพยากร เวชภัณฑ์ยา จำนวนผู้ป่วยติดบ้าน ติดเตียง หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ ในพื้นที่ พร้อมประสานขอรับการสนับสนุนรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ยกสูง เวชภัณฑ์ยาสำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัย 20,000 ชุด จากส่วนกลางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ขอให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ป้องกันน้ำท่วมสถานบริการ อย่าให้กระทบกับการให้บริการประชาชน และสามารถขอความช่วยเหลือสนับสนุนจากส่วนกลางได้ทันที โดยประสานมาที่สำนักงานสาธารณสุขฉุกเฉิน