สธ. เฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกต่อเนื่องใน 3 ระดับ ยืนยันไม่มีผู้ป่วยในไทย

สธ. เฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกต่อเนื่องใน 3 ระดับ ยืนยันไม่มีผู้ป่วยในไทย หลังประเทศเพื่อนบ้านเร่งกำจัดสัตว์ปีกป่วยตายจากไวรัสไข้หวัดนก H5N6

วานนี้ (3 สิงหาคม 2561) นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคยังเฝ้าระวังโรคและภัยสุขภาพอย่างเข้มข้น ต่อเนื่องทั้งในและนอกประเทศ ทุกด่าน ทุกช่องทาง ล่าสุดมีรายงานข่าวประเทศเพื่อนบ้านมีการกำจัดสัตว์ปีกหลายหมื่นตัว เนื่องจากพบเชื้อไวรัสไข้หวัดนกสายพันธุ์ H5N6 เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อดังกล่าว

สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงมีรายงานพบเหตุการณ์การระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนประเทศไทยผู้ป่วยรายสุดท้ายที่มีรายงานคือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 และไม่มีรายงานผู้ป่วยเพิ่มเติมอีก ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของไข้หวัดนก จากอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยและฝนตกในหลายพื้นที่ อาจพบสัตว์ปีกป่วยตายได้ ประกอบการการรับเชื้อผ่านผู้เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด หรือจากนกอพยพ และ การเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกทั้งบริเวณแนวชายแดนจากประเทศเพื่อนบ้านและภายในประเทศ เช่น ไก่ชน เป็ดไล่ทุ่ง เป็นต้น

ยังมีการสั่งการให้เฝ้าระวังอย่างต่อเนื่องใน 3 ระดับ คือ ด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ โรงพยาบาล และชุมชน โดยเฉพาะในด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จะมีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการทำงานร่วมกัน เช่น กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เป็นต้น เพื่อความปลอดภัยทางสุขภาพของคนไทย

กระทรวงสาธารณสุข มีนโยบายให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่ติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านให้มีการจัดซ้อมแผนรับมือกับการระบาดของโรคไข้หวัดนก รวมทั้งการส่งต่อผู้ป่วย การสอบสวน ป้องกันและควบคุมโรค เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม หากตรวจพบเหตุการณ์คล้ายโรคไข้หวัดนก ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนมั่นใจและติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรป้องกันการรับเชื้อจากโรคต่างๆ

โดยดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคล หมั่นล้างมือบ่อยครั้งด้วยสบู่และน้ำ ระมัดระวังการสัมผัสสัตว์ปีก รวมทั้งนกธรรมชาติ ไม่รับประทานผลิตภัณฑ์จากสัตว์ปีกที่ปรุงไม่สุก หากมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (มีไข้ ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย มีน้ำมูก ไอ และเจ็บคอ) ภายในช่วง 14 วัน หลังกลับจากพื้นที่หรือสัมผัสกับสัตว์ปีกป่วยตาย ควรสวมหน้ากากอนามัยและรีบไปพบแพทย์ พร้อมแจ้งประวัติการเดินทางและประวัติสัมผัสโรค หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

เปิดใจ!! เศรษฐีเมืองชลบุรีหลังระดมทุนช่วยเหลือ ‘ครูวิภา’

เศรษฐีชลบุรี เปิดใจ เหตุระดมทุนช่วยเหลือ ‘ครูวิภา’ ที่ถูกยึดทรัพย์ หลังลูกศิษย์เบี้ยวไม่จ่ายหนี้ กยศ.

จากกรณี ครูวิภา บานเย็น อายุ 47 ปี ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ได้ไปเซ็นค้ำประกันเงินกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้กับลูกศิษย์กลุ่มหนึ่ง จำนวน 60 คนในช่วงปี 2541 – 2542 และในภายหลังปรากฏว่า นักเรียน 20-30 คนที่จบการศึกษาไปแล้ว ไม่ได้ชำระหนี้ กยศ. ทำให้มีหนังสือติดตามทวงหนี้ส่งมายังครูวิภา และมีหนังสือจากกรมบังคับคดีมายึดทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน มูลค่ารวมล้านกว่าบาท จึงทำให้ครูวิภาต้องเดินหน้ายื่นเรื่องติดต่อทาง กยศ. เพื่อไกล่เกลี่ย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เข้าช่วยเหลือ

แฟ้มภาพ

จนกระทั่ง กยศ. สั่งระงับการบังคับคดีและขายทอดตลาดสินทรัพย์ของครูวิภา และเร่งติดตามลูกศิษย์ที่ติดหนี้ กยศ. มาชดใช้หนี้ แต่ครูก็ยังกังวลว่า แม้ กยศ.จะชะลอการบังคับคดี แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีจะสิ้นสุด เพราะถ้าสืบทรัพย์ของเด็กไม่ได้ ก็จะวนมาที่ตัวเองอยู่ดี

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา ที่ห้องทำงาน คณะผู้บริหาร ชั้น 3 เทศบาลนครแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี นายบุญเลิศ น้อมศิลป์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลแหลมฉบัง ในฐานะประธานคณะผู้บริหารเทศบาลนครแหลมฉบัง เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว ทางเทศบาลนครแหลมฉบัง นำโดย นางจินดา ถนอมรอด นายกเทศมนตรีนครแหลมฉบัง รวมถึง คณะผู้บริหาร และชาวแหลมฉบัง ได้เล็งเห็นถึงความดีของ ครูวิภา บานเย็น ที่ยอมเสียสละจนตัวเองต้องมถูกกรมบังคับคดีมายึดทรัพย์สิน บ้าน ที่ดิน มูลค่ารวมล้านกว่าบาท

โดยเราในฐานะชาวแหลมฉบัง ก็มีความประสงค์ที่จะยืนมือเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งก็ได้ติดต่อไปทาง นายมานพ ปัทมาลัย นายกเทศมนตรีตำบลท่ามะเขือ อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เพื่อให้ช่วยประสานงานการช่วยเหลือในครั้งนี้ และจะมีการมอบเงินจำนวนหนึ่ง ในวันที่ 6 สิงหาคม 2561 ที่ห้องประชุมเมืองใหม่ 1 ชั้น 4 สำนักงานเทศบาลนครแหลมฉบัง เพื่อนำไปชำระหนี้ที่เกิดจากการค้ำประกันเงินกู้ กยศ.ให้กับลูกศิษย์ อีก 22 ราย ที่ยังไม่ได้ชำระ โดยจะมี นายธัชชัย ศรีสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เดินทางมาเป็นสักขีพยานในครั้งนี้อีกด้วย

เปลี่ยนริบบิ้นสีเขียวรอบคูเมือง ปลุกกระแสทวงคืนป่าดอยสุเทพ

เครือข่ายฯขอคืนป่าดอยสุเทพ เปลี่ยนริบบิ้นสีเขียวรอบคูเมือง หวังปลุกกระแสทวงคืนป่าดอยสุเทพ เตรียมนัดชุมนุมใหญ่แสดงพลัง ทวงสัญญาจากรัฐบาลรอบใหม่ 26 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมา เครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ และอาสาสมัครชาวเชียงใหม่ รับแจกริบบิ้นสีเขียว ก่อนจะนำไปเปลี่ยนริบบิ้นเดิมที่ผูกไว้กับต้นไม้รอบคูเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งผูกเพิ่มในถนนสายต่างๆของตัวเมืองเชียงใหม่ เช่น เส้นทางเข้าสนามบิน

หลังรับแจกริบบิ้น อาสาสมัครพากันเดินเท้ารอบคูเมืองด้านนอก เพื่อนำริบบิ้นสีเขียวผูกกับต้นไม้ทั้ง 4 ด้าน ให้เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองสีเขียวอีกครั้ง และเพื่อปลุกกระแสให้ชาวเชียงใหม่ร่วมกันเคลื่อนไหวทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ จากกรณีการสร้างบ้านพักและอาคารชุดของศาลอุธรณ์ภาค 5 บริเวณป่าเชิงดอยสุเทพ ในตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

นายธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า เครือข่ายกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งเพื่อทวงสัญญาปิดบัญชีป่าแหว่ง หลังจากยืดเยื้อมานาน โดยวันที่ 26 สิงหาคมนี้ เครือข่ายฯจะนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง

ส่วนการเคลื่อนไหวจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ โดยกิจกรรมแรก คือการเปลี่ยนริบบิ้นสีเขียวใหม่ทดแทนริบบิ้นเดิมที่ติดไว้รอบคูเมือง ให้เป็นสีเขียวสดใส เพื่อแสดงพลังของชาวเชียงใหม่ในการทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ

นายธีระศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้จะมีการประชุมร่วมของคณะอนุกรรมการร่วมระหว่างจังหวัดและเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อสรุปข้อเสนอต่างๆก่อนส่งให้รัฐบาลตัดสินในการรื้อบ้านพักตุลาการ จำนวน 45 หลัง และอาคารชุดพักอาศัย 9 หลังที่สร้างบนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ โดยหลังเสร็จสิ้นการประชุมเครือข่ายฯจะออกแถลงการณ์กำหนดแนวทางการเคลื่อนไหว

ขณะเดียวกันในช่วงกลางเดือนสิงหาคม เครือข่ายฯจะเปิดสภาพลเมือง ซึ่งคล้ายกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แต่สภาพลเมืองดำเนินการโดยประชาชนชาวเชียงใหม่ เพื่อเปิดเวทีเสนอญัติต่างๆที่เกี่ยวข้องกับประเด็นการรุกป่าดอยสุเทพ รวมทั้งการกระทำของสถาบันตุลาการที่มาสร้างบ้านพักบนดอยสุเทพ ชาวเชียงใหม่รู้สึกอย่างไร ส่วนวันที่ 26 สิงหาคมนี้เครือข่ายฯจะจัดนัดชุมนุมใหญ่ที่ท่าแพ โดยกำหนดการจะแจ้งกันอีกครั้ง จึงขอเชิญชวนชาวเชียงใหม่ออกมาเคลื่อนไหวทวงคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ

ทั้งนี้การเคลื่อนไหวใหญ่ปลายเดือนนี้ จะไม่รอฟังคำตอบจากรัฐบาลแล้ว เพราะทุกอย่างดูเชื่องช้าไปหมด ชาวเชียงใหม่จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวเพื่อแสดงพลังให้รัฐบาลเห็น เพื่อทวงสัญญาจากรัฐบาล โดยนอกจากองค์กรรวมของเครือข่ายฯ 46 องค์กรแล้ว ยังได้มีการชักชวนองค์กรต่างๆในจังหวัดทางภาคเหนือมาเข้าร่วม รวมทั้งชนเผ่าต่างๆ คาดว่าการเคลื่อนไหวปลายเดือนนี้ จะมีผู้คนมาเข้าร่วมไม่น้อยกว่าการเคลื่อนไหวใหญ่เมืองเดือนเมษายนที่ผ่านมา

นายธีระศักดิ์ ยังกล่าวถึงปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ว่า เป็นสิ่งที่เห็นชัดเจนว่ายิ่งเราทำลายธรรมชาติเท่าไหร่ ธรรมชาติก็จะลงโทษเราเท่านั้น กรณีการสร้างบ้านพักบนดอยสุเทพในที่ไม่เหมาะสม แค่เจอฝนไม่กี่ครั้งก็เห็นร่อยรอยการกัดเซาะอย่างเห็นได้ชัดเจน อีกไม่นานเชื่อว่าธรรมชาติจะลงโทษกับสิ่งที่ทำไม่ดีไว้กับบ้านเมืองของเชียงใหม่ เพราะสิ่งนี้ชาวเชียงใหม่ถือเป็นขึดหลวง ฉะนั้นทุกคนจะทำอะไรก็ควรช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม ตามพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9