เร่งล่า! เบนซ์ซิ่งทับร่างคนนอนเจ็บกลางถนน ลากไกลร่วมกิโล

รถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุชนท้ายรถเก๋ง ชายนอนเจ็บอยู่กลางถนน แต่ถูกเบนซ์ซิ่งทับร่างลากไกลร่วมกิโล

ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “โอเล่ สมภพ อบเชย” นำภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่ชาย หลังจากรถจักรยานยนต์ประสบอุบัติเหตุ ชนท้ายรถเก๋ง และนอนเจ็บอยู่กลางถนน แต่ปรากฏว่า ระหว่างที่กำลังมีคนลงไปให้ความช่วยเหลือนั้น มีรถเบนซ์คันหนึ่งขับมาและไม่ยอมชะลอความเร็ว จากนั้นทับเข้าที่ร่างของพี่ชาย และลากไปไกลร่วมกิโล

โดยพบว่า ระหว่างเกิดเหตุนั้นเป็นเวลากลางคืน โดยมีพลเมืองดีลงไปให้ความช่วยเหลือคนเจ็บที่นอนอยู่กลางถนน จากนั้นมีเบนซ์คันหนึ่งวิ่งตรงมา แม้ว่าพลเมืองดีช่วยกันโบกให้สัญญาณว่ามีคนเจ็บนอนอยู่ แต่ดูเหมือนรถเบนซ์คันดังกล่าวจะทำเหมือนไม่เห็นและตรงเข้าทับร่างทันที

จากการตรวจสอบพบว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ส.ค. เวลาประมาณตี 2 โดยชายที่รับบาดเจ็บกำลังขี่รถจักรยานยนต์กลับบ้านหลังเลิกงาน เพื่อเข้าบ้านพักที่หมู่บ้านเคหะออเงิน ย่านสายไหม ก่อนจะมาประสบอุบติเหตุ ทั้งนี้ ทางญาติของชายผู้ได้รับบาดเจ็บเผยว่า ผู้ประสบเหตุมีอาการก้นกบถลอกเป็นแผลลึก ศีรษะแตก หน้าอกฉีดขาด ต้องเย็บแผลกว่า 50 เข็ม โชคดีที่ไม่มีกระดูกส่วนใดหัก และขณะนี้ปลอดภัยแล้ว

ทางด้าน ร.ต.อ.วิษณุ แท่นทอง รองสว. (สอบสวน) สน.สายไหม เปิดเผยว่าได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ดำเนินการหากล้องวงจรปิดทั้งหมด ซึ่งมีทั้งกล้องจากหมู่บ้านการเคหะและกล้องของทางตำรวจ ซึ่งต้องไล่ย้อนดูภาพ ทั้งนี้จะต้องมีการสอบปากคำพยานแวดล้อมด้วยว่าพอจะจดจำหมายเลขทะเบียนรถของคู่กรณีได้หรือไม่ เพราะได้รับแจ้งเพียงว่าเป็นรถยนต์มิตซูบิชิ สีบรอนซ์ แต่ไม่มีรายละเอียดอื่นๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะพยายามเร่งรัดทุกฝ่าย

นิตยสารแพรวออกประกาศ เปลี่ยนจากรายปักษ์เป็นรายเดือน

นิตยสารแพรวออกประกาศ เปลี่ยนจากรายปักษ์เป็นรายเดือน เริ่มปรับเป็นรายเดือนฉบับแรกในเดือนตุลาคมเป็นต้นไป

นิตยสารแพรวออกประกาศเรื่อง ปรับเปลี่ยนการวางแผงของนิตยสารแพรวว่า เนื่องด้วยสถานการณ์ของสิ่งพิมพ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก นิตยสารแพรวจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการอ่านในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากรายปักษ์เป็นรายเดือน ซึ่งจะเริ่มปรับเป็นรายเดือนฉบับแรกในเดือนตุลาคมเป็นต้นไป จะวางแผงทุกวันที่ 5 ของทุกเดือน ปิดต้นฉบับล่วงหน้า 30 วัน

เนื้อหาประกาศทั้งหมดระบุไว้ดังนี้

นิตยสารแพรวขอขอบคุณผู้มีอุปการคุณที่ให้ความไว้วางใจร่วมงานและสนับสนุนกิจกรรมต่าง ๆ ของแพรวเป็นอย่างดีเสมอมา นิตยสารแพรวก้าวเข้าสู่ปีที่ 40 ด้วยเนื้อหาที่เข้มข้นครองใจผู้อ่านมาโดยตลอด ทั้งยังขานรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ด้วยการมีสื่อออนไลน์ที่ครอบคลุมทั้งเว็บไซต์ www.praew.com เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และทวิตเตอร์

แต่ในปีนี้ เนื่องด้วยสถานการณ์ของสื่อสิ่งพิมพ์ที่เปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก นิตยสารแพรวจึงต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการอ่านในปัจจุบัน โดยเปลี่ยนจากรายปักษ์เป็นรายเดือน ซึ่งเริ่มปรับเป็นรายเดือนฉบับแรกในเดือนตุลาคมเป็นต้นไป จะวางแผงทุกวันที่ 5 ของเดือน ปิดต้นฉบับล่วงหน้า 30 วัน

เตือน! ถูกงูกัดห้ามดูดแผล ควรรีบพบแพทย์-นำซากงูที่กัดไปด้วยหากมี

โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนถูกงูกัด ห้ามดูดแผล กรีดแผลเพื่อพอกยา เพราะจะทำให้แผลสกปรก ติดเชื้อ และอาจเป็นบาดทะยักได้

นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ เป็นช่วงหน้าฝน บางพื้นที่มีน้ำท่วมขัง ประชาชนอาจได้รับอันตรายจากการถูกสัตว์มีพิษ เช่น ตะขาบ แมงป่อง โดยเฉพาะงู ที่หนีน้ำมาอาศัยอยู่ในบริเวณบ้านกัดได้ จึงขอให้เพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้น หลีกเลี่ยงการเดินในบริเวณที่รก มีหญ้าสูง ที่น่าห่วงคือยังมีประชาชนบางส่วนเข้าใจผิด บางส่วนอาจจดจำจากละครว่า หากถูกงูกัดให้ดูดแผลเพื่อเอาเลือดที่มีพิษงูออกจากแผล หรือกรีดแผลแล้วพอกยา ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะจะทำให้แผลสกปรก เกิดการติดเชื้อ และอาจเป็นบาดทะยักได้

วิธีที่ถูกต้องคือ ต้องล้างแผลด้วยน้ำสะอาด เคลื่อนไหวขาหรือแขนที่ถูกกัดน้อยที่สุด โดยใช้ไม้กระดาน กระดาษแข็งๆ รองดามไว้ รีบพาผู้ป่วยไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หากทำได้ขอนำซากงูที่กัดไปด้วย เพื่อให้การรักษาถูกต้อง รวดเร็ว

สำหรับการขันชะเนาะ โดยใช้ผ้าหรือเชือกรัดเหนือบริเวณที่ถูกงูกัดให้แน่นพอสอดนิ้วได้ แล้วคลายออกทุก 15 นาที ช่วยลดปริมาณพิษงูแผ่ซ่านได้เพียงเล็กน้อย อาจได้ประโยชน์บ้างในกรณีที่เป็นงูพิษที่มีผลต่อระบบประสาท และไม่สามารถไปพบบุคลากรทางการแพทย์ได้ในเวลาอันสั้น แต่โดยทั่วไปไม่แนะนำให้ทำ เนื่องจากมักทำไม่ถูกวิธี รัดแน่นและนานเกินไป ทำให้เนื้อเยื่อตายจากการขาดเลือด และยังห้ามทำในกรณีที่เป็นงูพิษต่อระบบเลือด เพราะจะทำให้มีการบวมและเลือดออกบริเวณแผลมากขึ้น จากข้อมูลสำนักระบาดวิทยา ในปี 2558 มีรายงานผู้ถูกงูกัด 4,618 ราย ไม่มีผู้เสียชีวิต พบมากในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ผู้ป่วยสูงสุดในเดือนตุลาคม

ทั้งนี้ หากถูกงูกัด สามารถสังเกตว่าเป็นงูพิษหรือไม่ โดยดูจาก

1.รอยเขี้ยว มี 2 ข้าง และมีอาการบวมแดงรอบ ๆ รอยกัด บางครั้งอาจเห็นเพียงรอยเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าถูกกัดบริเวณปลายมือปลายเท้า หรือบางครั้งอาจเห็นมากกว่า 2 รอยในกรณีที่ถูกกัดมากกว่า 1 ครั้ง

2.อาจมีอาการปวดอย่างรุนแรง

3.คลื่นไส้อาเจียน

4.หายใจติดขัด หากรุนแรงอาจหยุดหายใจได้

5.สายตาขุ่นมัว

6.มีน้ำลายมากผิดปกติ

7.หน้าชาไม่รู้สึกหรือชาตามแขนขา โดยพิษนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของงู เช่นงูเห่างูจงอาง งูสามเหลี่ยม งูทับสมิงคลา จะมีพิษต่อระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงหนังตาตก กลืนลำบาก พูดไม่ชัด และหยุดหายใจ