ยอดดอยอินทนนท์หนาวเย็น อุณหภูมิต่ำสุดเช้านี้ 9 องศาฯ

ยอดดอยอินทนนท์หนาวเย็น อุณหภูมิต่ำสุดเช้านี้ 9 องศาฯ กรมอุตุนิยมวิทยา ชี้ยังไม่เข้าฤดูหนาว

เช้าวันนี้ ( 22 กันยายน 2561 )  สภาพอากาศที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่  ยังคงหนาวเย็น อุณหภูมิต่ำสุดที่ยอดดอยอินทนนท์อยู่ที่  9 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณกิโลเมตรที่ 42 กิ่วแม่ปาน ต่ำสุด 11 องศาเซลเซียส และ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ บริเวณกิโลเมตรที่ 31 ต่ำสุด 16 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้แม้อุณหภูมิจะสูงขึ้นกว่าเช้าวานนี้ (ต่ำสุดยอดดอย 6 องศาฯ) แต่สภาพอากาศยังคงหนาวเย็น  และมีทะเลหมอกเกิดขึ้น บริเวณจุดชมวิวกิ่วแม่ปาน สร้างความตื่นเต้นให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางขึ้นไปสัมผัสอากาศหนาวเป็นอย่างมาก

ขณะที่ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ รายงานว่า  อุณหภูมิที่ลดลงโดยเฉพาะบริเวณยอดดอย ยังไม่เข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ แต่เกิดจากการคายความร้อนของพื้นผิวโลก เนื่องจากสภาพอากาศที่แห้ง และฝนที่ลดลง  คาดว่าช่วงปลายเดือนนี้ฝนจะเพิ่มขึ้น

ซึ่งโดยปกติสภาพอากาศที่ยอดดอยอินทนนท์จะหนาวเย็นทั้งปีอยู่แล้ว  ส่วนฤดูหนาวอย่างเป็นทางการจะอยู่ในช่วงกลางเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ขณะที่ล่าสุดอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์เตรียมพร้อมแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ บ้านพัก และ สถานที่กางเต้นท์ ต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นนี้แล้ว

ชวนชมดาวศุกร์สว่างที่สุด 2 ครั้ง ในรอบปี 25 กันยายน และ 30 พฤศจิกายน

ดาวศุกร์สว่างที่สุดในรอบปี ช่วงค่ำ 25 กันยายน ทางทิศตะวันตก และเช้ามืด 30 พฤศจิกายน ทางทิศตะวันออก ปรากฏสว่างสุกใส สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทั่วประเทศ

ดร. ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า วันที่ 25 กันยายน 2561 ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดในรอบปี (Greatest Brilliancy) สังเกตได้ด้วยตาเปล่าทางทิศตะวันตก หลังดวงอาทิตย์ตกลับขอบฟ้า ตั้งแต่เวลาประมาณ 18.00 – 20.00 น. และอีกครั้งวันที่ 30 พฤศจิกายน ก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น ตั้งแต่เวลาประมาณ 04.00 – 06.00 น. คาดว่าจะมีความสว่างปรากฏมากถึง -4.6 (ดวงจันทร์เต็มดวงมีความสว่างปรากฏ แมกนิจูด -12.6) หากสังเกตผ่านกล้องโทรทรรศน์ จะมองเห็นดาวศุกร์จะปรากฏเป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2561 ที่ผ่านมา ดาวศุกร์อยู่ใน ตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันออกมากที่สุด (Greatest Eastern Elongation) เราจึงมองเห็นดาวศุกร์สว่างบริเวณขอบฟ้าทิศตะวันตกในช่วงหัวค่ำ หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏครึ่งดวง จนกระทั่งวันที่ 25 กันยายน 2561 ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุด ใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวคล้ายดวงจันทร์

จากนั้นวันที่ 26 ตุลาคม 2561 ดาวศุกร์จะโคจรมาอยู่ตรงกลางระหว่างดวงอาทิตย์กับโลก เรียกว่า ตำแหน่งร่วมทิศแนววงใน (Inferior Conjunction) ใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏเป็นเสี้ยวบางมาก ๆ และหลังจากวันดังกล่าวดาวศุกร์จะปรากฏในเวลารุ่งเช้าก่อนดวงอาทิตย์ขึ้น บริเวณขอบฟ้าทางทิศตะวันออก หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์เป็นเสี้ยวหนาขึ้นเรื่อย ๆ

จนกระทั่งวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ดาวศุกร์จะปรากฏสว่างที่สุดอีกครั้งหนึ่ง และในวันที่ 6 มกราคม 2562 ดาวศุกร์จะโคจรอยู่ในตำแหน่งห่างจากดวงอาทิตย์ไปทางทิศตะวันตกมากที่สุด (Greatest Western Elongation) หากใช้กล้องโทรทรรศน์สังเกตการณ์จะเห็นดาวศุกร์ปรากฏครึ่งดวงอีกครั้งเช่นกัน

นำเข้า-ส่งออกผลิตภัณฑ์ผสมไซบูทรามีนมีโทษจำคุกสูงสุด120ปี และปรับสูงสุด 2 ล้านบาท

ดีเดย์ยกระดับไซบูทรามีนเป็นวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ประเภท 1 โทษรุนแรง ผู้ใดผลิต นำเข้าหรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสม มีโทษจำคุกสูงสุดถึง 20 ปี และปรับสูงสุด 2 ล้านบาท

วันที่ 22 ก.ย. 2561 สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยรายงานนพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า จากการที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ตรวจสอบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่จำหน่ายในท้องตลาดเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง พบมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่โฆษณาอวดอ้างลดน้ำหนัก มีการใส่ไซบูทรามีน ซึ่งทำให้เกิดผลข้างเคียงรุนแรงต่อผู้บริโภคบางรายถึงขั้นเสียชีวิต เพราะไซบูทรามีน ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทส่วนกลางทำให้รู้สึกไม่อยากอาหารและส่งผลข้างเคียงกับคนที่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่าง ๆ 

ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ออกประกาศฯ กำหนดให้ไซบูทรามีนเป็นวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 1 ตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2559 โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2561 นี้เป็นต้นไป ผู้ใดผลิตนำเข้าหรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีไซบูทรามีนเป็นส่วนผสมจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาท – 2 ล้านบาท ผู้ใดขายจะมีโทษจำคุก ตั้งแต่ 4 – 20 ปี และปรับตั้งแต่ 4 แสนบาท – 2 ล้านบาท ผู้ใดครอบครองจะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 -5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท – 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมไปถึงผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ก็ถือว่าเป็นความผิดด้วย โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถลดความอ้วนได้ หากมีการโฆษณาว่าสามารถช่วยรักษาโรค ลดความอ้วนหรือมีผลในทางยา ขอให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจมีส่วนผสมของยา ซึ่งผู้ใช้อาจได้รับผลข้างเคียงจากยานั้น จนเป็นอันตรายถึงขั้นแก่ชีวิตได้ วิธีลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ควบคุมอาหาร ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม หากต้องการใช้ยาลดความอ้วนต้องใช้ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ไม่ควรหาซื้อยามารับประทานเอง อย่างไรก็ตาม ยาไม่สามารถทำให้หายจากโรคอ้วนได้ หากไม่ปรับพฤติกรรมเมื่อหยุดยาก็จะกลับมาอ้วนยิ่งขึ้น หรือที่เรียกว่า YO – YO Effect ทั้งนี้ หากผู้บริโภคพบเห็นเบาะแสการโฆษณา การผลิต/จำหน่ายยาลดความอ้วนผิดกฎหมาย ขอให้แจ้งมาที่สายด่วน อย. โทร 1556