เผาแล้ว ‘น้องวิว’ เด็กหญิงดับเพราะปวดท้อง ด้าน รพ.ขอเห็นใจคนทำงาน

เผาแล้ว ‘น้องวิว’ เด็กหญิงเสียชีวิตเพราะปวดท้อง ด้านโรงพยาบาลขอความเห็นใจคนทำงาน

วันนี้(18 ก.ย.) จากกรณีที่นางดุษฎี นิ่มพวง คุณยายของ “น้องวิว” เด็กหญิงภคพร ลือพักตร์ อายุ 11 ปี นักเรียนชั้น ป.5 ร้องสื่อฯ ถึงความติดใจในสาเหตุของการเสียชีวิตของน้องที่เริ่มจากอาการปวดท้อง แล้วหลังเข้ารักษาตัวโรงพยาบาลชื่อดังของ จ.ชัยนาทได้เพียง 1 คืน แล้วเสียชีวิต โดยญาติๆ ยังคางแคลงในความเอาใจใส่ของแพทย์และผู้ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งในใบมรณะบัตรไม่ระบุชื่อแพทย์ผู้ทำการรักษา และลงความเห็นว่าไม่ทราบสาเหตุการตายนั้น

ล่าสุด เย็นวานนี้(17 ก.ย.) คุณยายและญาติๆ ได้จัดให้มีพิธีฌาปณกิจศพน้องวิว ที่เมรุวัดบ้านหนอง ต.ตะหลุก อ.สรรพยา จ.ชัยนาท บรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า มีครูอาจารย์และเพื่อนๆนักเรียน ที่น้องวิวเรียนอยู่มาร่วมพิธีด้วยความรักและอาลัย โดยเฉพาะตัวคุณยายดุษฎีที่มีสีหน้าเศร้าหมองและน้ำตาคลออยู่ตลอดเวลา เพราะยังทำใจกับการจากไปอย่างกะทันหันของหลานสาวไม่ได้

ด้านนายพิริยะ บุษยพรรณพงศ์ รอง ผอ.ฝ่ายบริหาร โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร แจ้งว่า เบื้องต้นได้สอบถามและรวบรวมข้อมูลถึงเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยจะนัดแถลงข่าวชี้แจงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันที่ 18 ก.ย. ช่วงเวลาประมาณ 11.00 น. ซึ่งทางโรงพยาบาลเองก็มีความรู้สึกเห็นใจญาติๆของน้องวิว และเสียใจกับการสูญเสียในครั้งนี้ แต่ก็อยากขอความเห็นใจกับคณะแพทย์ที่ทำงานด้วยความทุ่มเทด้วย แต่หากพบว่ามีความผิดพลาดโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจของบุคลากรของโรงพยาบาล ก็ต้องมีการดำเนินการตามระเบียบของโรงพยาบาลอย่างแน่นอน

ส่วนกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของแพทย์ในกรณีของน้องวิวนั้น ตนอยากวอนขอร้องผู้ที่แสดงความคิดเห็นในทางด่าทอและใช้ถ้อยคำรุนแรงว่า ขอให้ใช้สติให้มาก และขอความเห็นใจให้กับคนทำงาน เพราะทุกครั้งที่มีเคสเด็กป่วยรุนแรง แพทย์เด็กหลายๆคนจะมาช่วยกันรุมให้การดูแลอย่างเต็มที่ แพทย์บางรายถึงกับนอนเฝ้าไข้ด้วยตัวเอง ซึ่งท่านเหล่านี้ให้ความทุ่มเทกับคนไข้ทุกราย ซึ่งการวิจารณ์เพื่อเอามันอย่างเดียวก็เป็นการบ่อนทำลายขวัญและกำลังใจแพทย์เหล่านี้

สำหรับกรณีของน้องวิวทางโรงพยาบาลจะมีการแถลงข่าวในช่วงเที่ยงของวันนี้ ว่าเกิดความผิดพลาดบกพร่องในขั้นตอนใดหรือไม่ ซึ่งทางโรงพยาบาลและคณะแพทย์ก็เสียใจและเห็นใจญาติๆในกรณีนี้เป็นอย่างมาก

เปิดเกณฑ์การตั้งชื่อพายุ ก่อนเป็นที่มาของไต้ฝุ่นมังคุด

ช่วงนี้หลายคนคงกำลังเกาะติดสถานการณ์ของ ‘พายุมังคุด’ ที่ตอนนี้ได้พัดขึ้นฝั่งทางตอนใต้ของประเทศจีน ทำเอาเกาะฮ่องกง และ มาเก๊า ต้องประกาศยกเลิกเที่ยวบินและปิดคาสิโน

ขณะที่ ประเทศฟิลิปปินส์ ก็เจอพายุลูกนี้เล่นงาน จนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 60 ราย โดยประเทศไทยเราเองถือว่าได้รับอิทธิพลจากพายุลูกนี้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หากเทียบกับจีนและฟิลิปปินส์ ซึ่งยังคงต้องจับตาดูกันต่อไป

แต่หลายคนคงสงสัย ทำไมพายุลูกนี้ถึงได้ชื่อว่า ‘มังคุด’ ซึ่งเป็นชื่อของผลไม้ไทย ทั้งนี้หลักเกณฑ์ในการตั้งชื่อพายุ เดิมทีประเทศสหรัฐอเมริกา จะเป็นผู้ตั้งชื่อพายุของทั่วโลกมาโดยตลอด เพราะเป็นประเทศเดียวที่มีความเพียบพร้อมทางเทคโนโลยีทางดาวเทียมตรวจสภาพ อากาศ ดูความเคลื่อนไหวของพายุ

โดยการตั้งชื่อพายุสมัยก่อนนั้นจะใช้ชื่อผู้หญิงในการตั้ง เพราะฟังแล้วจะดูอ่อนโยนอ่อนหวาน แต่เมื่อถูกนักสิทธิสตรีในสหรัฐฯ ได้ออกมาประท้วงว่าการใช้ชื่อผู้หญิงเป็นชื่อพายุ ทำให้ภาพลักษณ์ของผู้หญิงโหดร้าย จึงมีการใช้ชื่อของผู้ชายด้วย

ก่อนที่ในปี ค.ศ.2000 หรือประมาณ ปี 2543 การตั้งชื่อพายุ จะเปลี่ยนไป   ประเทศต่างๆ จากทุกโซนทั่วโลกจำนวน 14  ที่เป็นสมาชิกของคณะกรรมการพายุไต้ฝุ่นขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (World Meteorological Organizations Typhoon Committee) ได้มีการจัดระบบตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนในแถบนี้ใหม่ (ไม่เอาเฉพาะแต่ชื่อฝรั่ง)

โดยแต่ละประเทศ ได้ส่งชื่อพายุในภาษาของตนมาให้ประเทศละ 10 ชื่อ รวมทั้งสิ้นได้ 140 ชื่อ จากนั้นจะนำมาแบ่งเป็น 5 ชุดหลัก ชุดละ 28 ชื่อ โดยไล่เรียงชื่อไปตามลำดับประเทศมาตามอักษรโรมัน ข้อตกลง ตามข้อตกลงดังนี้ คือ

1. เมื่อมีพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางของพายุมากกว่า 34 น็อต หรือ 63 กม./ชม. พายุนั้นจะถูกตั้งชื่อ

2. ชื่อของพายุจะเริ่มใช้ที่คอลัมน์ที่หนึ่งตัวบนสุดก่อน เช่น เมื่อมีพายุเกิดขึ้นมีความเร็วลมสูงสุด ใกล้จุดศูนย์กลาง ตามที่กำหนด ในข้อ 1. เป็นตัวแรกของปี พายุนั้นจะมีชื่อว่า “Damrey (ดอมเรย์)”

3. เมื่อมีพายุตัวต่อไปเกิดขึ้นอีก และมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางตามที่กำหนดในข้อ 1. พายุนั้นจะใช้ชื่อที่อยู่ถัดลงมา ในคอลัมน์ที่ 1 เช่น พายุตัวที่สองจะมีชื่อว่า “Longwang (หลงหวาง)”

4. เมื่อใช้จนหมดคอลัมน์ให้ใช้ชื่อแรกของคอลัมน์ที่อยู่ถัดไป เช่น พายุที่เกิดหลังพายุ “Trami (ทรามี)” จะใช้ชื่อ “Kongrey (กองเรย์)”

5. เมื่อใช้จนหมดคอลัมน์ที่ 5 ให้กลับมาใช้ชื่อแรกของคอลัมน์ที่ 1 เช่น พายุที่เกิดหลังพายุ “Saola (เซลลา)” จะใช้ชื่อ “Damrey (ดอมเรย์)”

สำหรับประเทศไทยทางกรมอุตุนิยมวิทยา ได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณารายชื่อ และความหมายของชื่อขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนเสนอชื่อพายุใน ภาษาไทยที่ที่ประชุมของ ศูนย์เตือนภัยพายุไต้ฝุ่นร่วม หรือ เจทีดับบลิวซี (Joint Typhoon Warning Center (JTWC))

ซึ่งตั้งอยู่ที่เกาะกวม ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก โดยมีสมาชิกอีก 14 ประเทศในโซนเดียวกันมาร่วมประชุม จนได้ชื่อพายุของไทยตามลำดับได้แก่ พระพิรุณ, ทุเรียน, วิภา, รามสูร, เมขลา, มรกต, นิดา, ชบา, กุหลาบ และขนุน

ซึ่ง 10 ชื่อพายุ ที่ไทยตั้ง ได้มีการนำมาใช้แล้วตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดเมื่อเดือน ก.ค.  2561 ที่ผ่านมา ได้วนกลับมาใช้ชื่อ “พระพิรุณ” อีกครั้งตามกฎ หลังเกิดพายุโซนร้อน บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเคลื่อนตัวไปทางใต้ของประเทศญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 2-4 ก.ค. 2561

ส่วนที่มาของชื่อพายุมังคุด ที่กำลังพัดถล่มในหลายประเทศอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นเพราะประจวบเหมาะตรงกับตารางความหมาย และที่มาของชื่อพายุหมุนเขตร้อน ที่ก่อตัวทางมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้ Column I พอดี

จึงทำให้พายุลูกนี้มีชื่อว่า มังคุด ซึ่งตรงกับชื่อของผลไม้ชนิดหนึ่งของไทย ทั้งนี้นอกจากมังคุดแล้ว ยังมีชื่อพายุตามตารางอีกมากมาย เช่น ไคตั๊ก ยางิ เซบี จ่ามี มาเรีย และ แคมี เป็นต้น

ข้อมูลจาก wikipedia.org

กฟน. ห่วงใยผลกระทบจากพายุ ‘มังคุด’ แนะนำวิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า

กฟน. ห่วงใยเตือนระมัดระวังพายุ “มังคุด” แนะนำวิธีป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า หากพบอุปกรณ์ชำรุดแจ้งเจ้าหน้าที่ กฟน. ได้ทุกเขต

ตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาเรื่อง “พายุมังคุด” (MANGKHUT) ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 17 กันยายน 2561 เมื่อเวลา 04.00 น. ของวันนี้ พายุไต้ฝุ่น “มังคุด” (MANGKHUT) บริเวณประเทศจีนตอนใต้ ได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุโซนร้อนแล้ว และมีแนวโน้มว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชัน และหย่อมความกดอากาศต่ำตามลำดับ

โดยพายุนี้จะเคลื่อนเข้าสู่เขตมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในวันที่ 18 ก.ย. 2561 ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ยังคงมีกำลังแรง ทำให้บริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนตกอย่างต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่

สำหรับภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จะมีฝนเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักเกิดขึ้นได้ในช่วงวันที่ 17-19 กันยายน 2561 ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่มนั้น

นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า กฟน. มีความห่วงใยประชาชนให้ระวังอันตรายจากพายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้น โดยขอให้อยู่ห่างจากป้ายโฆษณา ต้นไม้ใหญ่ และสิ่งก่อสร้างที่ ไม่แข็งแรง ที่อยู่ใกล้แนวสายไฟฟ้า เพราะอาจหักโค่นจากลมกระโชกแรงและพาดลงมาทำให้เสาไฟฟ้าล้ม หรือสายไฟฟ้าขาด เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ในขณะเดียวกันการไฟฟ้านครหลวงขอแนะนำให้ประชาชนสำรวจต้นไม้ที่ปลูกในบริเวณบ้านของตนเอง ให้กิ่งไม้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยไม่ระสายไฟฟ้า เพราะอาจทำให้ไฟฟ้าดับ รวมไปถึงอาจจะทำให้มีกระแสไฟฟ้ารั่วมาตามกิ่งไม้ที่เปียกน้ำจากฝนฟ้าคะนองได้ ในส่วนของห้างร้านที่ติดตั้งป้ายโฆษณา จะต้องตรวจสอบความแข็งแรงของโครงสร้างป้ายโฆษณาให้อยู่ในสภาพที่มั่นคง ปลอดภัย พร้อมทั้งควรติดตามข่าวสาร สถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นสายไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าชำรุด อยู่ในสภาพที่ไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ กฟน. ได้ทุกเขต หรือที่ศูนย์บริการข้อมูลผู้ใช้ไฟฟ้าการไฟฟ้านครหลวง MEA Call Center 1130 หรือ แจ้งผ่าน MEA Smart Life ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนระบบ iOS และ Android ของ กฟน. ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ดาวน์โหลดฟรี คลิก http://is.gd/KlyQKF