ครอบครัวทำบุญอุทิศส่วนกุศลวันเกิด ‘โอ วรุฒ’ แฟนคลับร่วมรำลึกอาลัย

ครอบครัวทำบุญอุทิศส่วนกุศลวันเกิด ‘โอ วรุฒ’ แฟนคลับร่วมรำลึกอาลัย  นีโน่ เคาะโลงศพอวยพรว่า “แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะน้องรัก”

วันนี้ ( 17 ก.ย. 61 ) นอกจากจะเป็นวันสวดพระอภิธรรมศพวันสุดท้ายยังเป็นวันคล้ายวันเกิดของ โอ วรุฒ วรธรรม ครบ 49 ปี ซึ่งในวันนี้ครอบครัว เพื่อนดาราและแฟนคลับต่างมาร่วมกันทำบุญเพื่อระลึกถึงและอุทิศส่วนกุศลให้อดีตพระเอกชื่อดัง

วันนี้ที่ศาลาสหัท – หงษ์ มหาคุณ อนุสรณ์ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ซึ่งสถานที่บำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรมศพ โอ วรุฒ วรธรรม มีผู้คนเนื่องแน่นมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวันสวดพระอภิธรรมวันสุดท้ายและยังเป็นวันคล้ายวันเกิดครบ 49 ปี ของโอ วรุฒ โดยช่วงเช้าพ่อแรมและแม่อรพิณได้ทำพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและถวายสังฆทาน โดยมีกลุ่มญาติเพื่อนดาราและแฟนคลับเดินทางมาร่วมทำบุญด้วยเป็นจำนวนมาก

รวมทั้งกลุ่มเด็กนักเรียนพิการทางสายตาจากโรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ ที่มาร่วมเคารพศพ โดยบอกว่าแม้จะไม่เคยรู้จักหรือเคยเห็นหน้าหน้าโอ วรุฒ แต่เมื่อครูเล่าให้ฟังถึงความสามารถในการแสดงและความมีน้ำใจชอบช่วยเหลือสังคมทำให้อยากมาเคารพศพ

นอกจากนี้ยังมีแฟนคลับมาร่วมงานจำนวนมาก เช่นเดียวกับนางสาวมณีสรรค์ พัฒนจันทร์ อายุ 68 ปี แฟนคลับที่ก่อนหน้านี้ไปรอรับศพโอ วรุฒ ที่โรงพยาบาลนครพิงค์ ในวันนี้ได้นำเค้กช็อคโกแลตที่แต่งหน้าเป็นรูปดอกกุหลาบ พร้อมการ์ดเขียนข้อความรักและอาลัยต่อการจากไปมาร่วมทำบุญในวันนี้ด้วย

ขณะที่การทำบุญในวันนี้ญาติได้นิมนต์พระ 9 รูป สวดทำบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลและถวายสังฆทาน โดยไม่มีการจัดงานวันเกิดที่วัด มีเพียงนีโน่ที่เคาะโลงศพอวยพรว่า “แฮปปี้เบิร์ดเดย์นะน้องรัก “ เท่านั้น และกลุ่มเพื่อนดาราคนสนิทที่ได้เป่าเค้กวันเกิดที่บ้านของนีโน่ เมทนี เมื่อเที่ยงคืนที่ผ่านมา ซึ่งนีโน่บอกว่าเมื่อคืนไม่ได้อวยพรอะไร แต่ขอให้โอไปสู่ภพภูมิที่ดี

สำหรับพิธีสวดพระอภิธรรมศพในคืนนีที่เป็นคืนสุดท้าย คาดว่าจะมีผู้คนมาร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ก่อนที่วันพรุ่งนี้จะเคลื่อนศพโอ วรุฒ จากวัดพระสิงห์วรมหาวิหาร ไปเก็บไว้ที่ศาลาหลังเล็กในวัดพระนอนขอนตาล อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เป็นเวลา 100 วัน

คลิปนาทีงูเหลือม ยาวเกือบ 5 เมตร เขมือบแมว ต่อหน้าต่อตาเจ้าของ

คลิปนาทีชีวิต งูเหลือมยาวเกือบ 5 เมตร เขมือบแมว ต่อหน้าต่อตาเจ้าของ

วันนี้ (17 ก.ย. 61) มีรายงานว่า ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Srunkorn Chantana ได้โพสต์คลิปขณะที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังจับงูเหลือม ความยาวประมาณ 5 เมตร ซึ่งได้เลื้อยเข้ามาในบ้าน ก่อนเขมือบแมวน้อย 1 ตัว โดยระบุข้อความว่า…“ถ้างูตัวจะใหญ่ขนาดนี้ เปิดสวนสัตว์เลยดีไม!!!! งูยาว 4 เมตรกว่าๆ เกือบ 5 เมตร สังเวยด้วยแมว 1 ตัว สงสารแมวเลย”

เตือนวัยรุ่นใช้แอปพลิเคชั่นเซลฟี่ เสี่ยงขาดความมั่นใจ

กรมสุขภาพจิต เตือนวัยรุ่นที่ชอบใช้แอปพลิเคชั่นถ่ายเซลฟี่และโพสต์ลงโซเชียลบ่อยๆ เสี่ยงขาดความมั่นใจในตัวเอง หมกมุ่นเรื่องรูปร่างหน้าตา

นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า มีความเป็นห่วงพฤติกรรมการเซลฟี่ ของประชาชนในสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะวัยรุ่น ซึ่งกลายเป็นพฤติกรรมเคยชิน และเป็นการสื่อสารแสดงออกถึงตัวตนบุคคล โดยถ่ายรูปตัวเองในอิริยาบทต่างๆ แล้วแชร์ภาพในเครือข่ายสังคมออนไลน์ หากเซลฟี่ในลักษณะเหมาะสม คือไม่ได้หวังผลอะไร จะไม่มีผลเสียอะไรเก็บไว้เป็นความประทับใจได้

แต่หากเซลฟี่มีความถี่มาก เพื่อให้เพื่อนๆ มากดไลค์ หรือเขียนข้อความแสดงความเห็นต่างๆ จนเกิดการหมกมุ่น อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น หรือความมั่นใจในตัวเอง เพราะถ้าโพสต์รูปตัวเองไปแล้ว มีคนกดไลค์น้อย ไม่เป็นไปตามคาดหวัง จะทำให้บุคคลนั้นขาดความมั่นใจ และอาจไม่ชอบ ไม่พอใจรูปลักษณ์ตัวเองเกิดความกังวล ชีวิตไม่มีความสุข เรียกว่า กลุ่มอาการบีดีดี

โดยเมื่อสะสมไปเรื่อยๆ ก็อาจทำให้เกิดความผิดปกติทางจิตใจและอารมณ์ได้ง่าย เช่น หวาดระแวง เครียด ซึมเศร้า เป็นภัยเงียบที่น่าเป็นห่วง โดยเฉพาะเยาวชนที่ขาดความมั่นใจในตัวเอง จะมีผลให้พัฒนาตัวเองยาก ขาดภาวะการเป็นผู้นำ ขาดการพัฒนานวตกรรมสร้างสรรค์

สำหรับวิธีการป้องกันลูกหลานไม่ให้เสพติดการ เซลฟี่ ได้แก่

1. สอนเด็กให้มองและยอมรับในความแตกต่างของคนที่ไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน
2.เลี้ยงดูบุตรหลานความรักความอบอุ่น เด็กจะให้ความสำคัญกับคนรอบข้างที่เป็นสิ่งแวดล้อมจริงในชีวิตประจำวัน รวมถึงให้คำแนะนำการใช้โลกออนไลน์ให้เหมาะสม ถูกเวลา
3.ฝึกเด็กให้รู้จักระเบียบวินัย รู้จักควบคุมตัวเองในการใช้เวลาในโลกออนไลน์
4.สอนให้เด็กรู้จักคบเพื่อนในโลกแห่งความเป็นจริง ฝึกทักษะทางสังคมเช่นการยิ้ม การชื่นชมคนอื่นสอนการแบ่งปัน
5.ฝึกให้เด็กมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองในโลกแห่งความเป็นจริง โดยชวนทำกิจกรรมร่วมกับคนในครอบครัว เช่นออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง ทำงานศิลปะ ทำอาหาร ทำงานบ้าน หรือจิตอาสาอื่นๆ เพื่อให้เด็กมองเห็นคุณค่าและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง