ปภ.เผย 67 จังหวัด เตรียมรับมือภาวะฝนฟ้าคะนอง-ลมกระโชกแรง 28 ก.ย.–1 ต.ค.นี้

กอปภ.ก. ประสาน 67 จังหวัด ทุกภาคทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เตรียมรับมือภาวะฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ช่วงวันที่ 28 ก.ย. – 1 ต.ค. 61

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ประสาน 67 จังหวัด ทุกภาคทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รับมือภาวะฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ในช่วงวันที่ 28 กันยายน – 1 ตุลาคม 2561 เนื่องจากความกดอากาศสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลาง ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นกับมีลมกระโชกแรง โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัย รวมถึงจัดชุดเคลื่อนที่เร็วและเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอด 24 ชั่วโมง

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะผู้อำนวยการกลาง กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) เปิดเผยว่า กอปภ.ก. โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ติดตามสภาวะอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และปัจจัยเสี่ยงเชิงพื้นที่ พบว่า ความกดอากาศสูงจากสาธารณรัฐประชาชนจีนได้แผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมจะเลื่อนลงมาพาดผ่านภาคกลาง

ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้นกับมีลมกระโชกแรง ในช่วงวันที่ 28 กันยายน – 1 ตุลาคม 2561 ปภ. จึงได้ประสาน 67 จังหวัด ทุกภาคทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล แยกเป็น ดังนี้

ภาคเหนือ 17 จังหวัด ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง พะเยา แพร่ น่าน เพชรบูรณ์ พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร พิจิตร ตาก นครสวรรค์ และอุทัยธานี

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ได้แก่ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ สกลนคร นครพนม มุกดาหาร ขอนแก่น กาฬสินธุ์ มหาสารคาม ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี

ภาคกลาง 25 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี กาญจนบุรี ราชบุรี นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ ภาคใต้ 5 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง พังงา และภูเก็ต

รวมถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย ให้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง โดยจัดเจ้าหน้าที่และมิสเตอร์เตือนภัยติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็ว เครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันทีที่เกิดภัย

อีกทั้งตรวจสอบสิ่งก่อสร้างและป้ายโฆษณาให้อยู่ในสภาพมั่นคงแข็งแรง ตัดแต่งกิ่งไม้บริเวณริมถนนและพื้นที่ชุมชนเพื่อป้องกันการล้มทับ ทั้งนี้ สามารถติดต่อแจ้งเหตุและติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสาขาในพื้นที่ หรือสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

สลด! นักศึกษาการบิน ขี่บิ๊กไบค์ชนแท่งแบริเออร์ ดับคาที่

สลด! นักศึกษาการบิน ขี่บิ๊กไบค์ชนแท่งแบริเออร์ ดับคาที่ กลางถนนรังสิต-นครนายกคลอง 12

วันนี้(28 ก.ย. 61) เวลา 14.30 น. พ.ต.ท.บุญเรือง พันธนู สารวัตรเวรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรธัญบุรี ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุ รถจักรยานยนต์ชนแท่งแบริเออร์ และมีผู้เสียชีวิตเป็นชาย 1 ราย เหตุเกิดบริเวณถนนรังสิต-นครนายกคลอง 12 หลักกิโลเมตรที่ 28+700 ตำบลบึงน้ำรักษ์ อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยแพทย์โรงพยาบาลธัญบุรี อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง

ที่เกิดเหตุริมทางพบรถจยย.ยี่ห้อ Kawasaki ซีบี 300 ซีซีไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนสีดำเทาล้มคว่ำอยู่ริมทาง กลางถนนฝั่งขวาพบผู้เสียชีวิต1รายทราบชื่อต่อมานายปกเกษร์ กวางศรี อายุ 19 ปี อยู่บ้านเลขที่ 199/187 ม.13 ต.มะเขือแจ้ อ.เมืองลำพูน จ.ลำพูน ซึ่งเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะธุรกิจการบินของมหาวิทยาลัยนานาชาติเซนต์เทเรซาคลอง 14, ต.บึงศาล อ.องค์รักษ์ จ.นครนายก ที่เสาไฟส่องสว่างกลางถนนมีรอยเลือดและมันสมองของผู้ตายติดอยู่และที่แบริเออร์ริมทางมีร่องรอยการถูกเฉี่ยวชน

นายชนาวุฒิ ภูอาจดัน อายุ 19 ปี เพื่อนๆ ของผู้ตายที่มาดูในที่เกิดเหตุ เปิดเผยว่า ผู้ตายเพิ่งจะสอบเสร็จ และกำลังขับรถจักรยานยนต์กลับบ้านที่หมู่บ้านแพรมาพร คลอง11 หลังสอบเสร็จจึงแยกย้ายกันกลับบ้านก่อนที่เพื่อนที่ขับรถกลับขับตามมาห่างๆมาพบเข้าก็โทรไปแจ้งตนเองจึงเดินทางมาตรวจสอบ

พ.ต.ท.บุญเรือง พันธนู สารวัตรสอบสวนสภ.ธัญบุรี เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบในที่เกิดเหตุพร้อมบันทึกภาพในที่เกิดเหตุเก็บไว้เป็นหลักฐาน และให้อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเพื่อรอญาติรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาต่อไป

ขสมก. จัดรถเมล์ปรับอากาศวิ่ง 6 เส้นทาง แทนรถตู้หมดอายุ 1 ต.ค.นี้

ขสมก. จัดรถเมล์ปรับอากาศวิ่ง 6 เส้นทาง แทนรถตู้หมดอายุ 1 ต.ค.นี้ จัดเก็บค่าโดยสารตามอัตรารถตู้

นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์การ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แจ้งข่าวว่าตามที่มีข่าวเผยแพร่ทางสื่อต่างๆ ตลอดจนสื่อโซเชียล ว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม 2561 รถตู้โดยสารสาธารณะที่มีอายุการใช้งานครบ 10 ปี ในวันที่ 30 กันยายน 2561 จะหยุดวิ่งให้บริการ

ซึ่งจะส่งผลกระทบในการเดินทางของผู้ใช้บริการ ขสมก.จึงจัดรถโดยสารปรับอากาศวิ่งให้บริการ จำนวน 6 เส้นทาง เพื่ออำนวยความสะดวกปลอดภัยให้กับผู้ใช้บริการ เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เคยใช้บริการ รถตู้โดยสารสาธารณะดังกล่าว และหากเส้นทางใดมีประชาชนนิยมใช้บริการเป็นจำนวนมาก

ขสมก.จะพิจารณาเพิ่มจำนวนรถโดยสาร ให้เพียงพอต่อความต้องการใช้บริการต่อไป โดยจะจัดเก็บค่าโดยสารตามอัตราเดิมที่ผู้ใช้บริการได้ชำระในการเดินทางด้วยรถตู้โดยสารปรับอากาศ ดังนี้

– เส้นทางที่ 1 มีนบุรี – จตุจักร จัดรถโดยสารปรับอากาศวิ่งให้บริการ จำนวน 10 คัน

– เส้นทางที่ 2 มีนบุรี – ปากเกร็ด จัดรถโดยสารปรับอากาศวิ่งให้บริการ จำนวน 10 คัน

– เส้นทางที่ 3 มีนบุรี – ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต จัดรถโดยสารปรับอากาศวิ่งให้บริการ จำนวน 10 คัน

– เส้นทางที่ 4 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – ห้างสรรพสินค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิต จัดรถโดยสารปรับอากาศวิ่งให้บริการ จำนวน 20 คัน

– เส้นทางที่ 5 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) จัดรถโดยสารปรับอากาศวิ่งให้บริการ จำนวน 10 คัน

– เส้นทางที่ 6 อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ – หมู่บ้านเมืองทองธานี (ทางด่วน) จัดรถโดยสารปรับอากาศวิ่งให้บริการ
จำนวน 5 คัน

ผู้ใช้บริการต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สอบถามเส้นทางรถเมล์ หรือแนะนำบริการได้ที่ www.bmta.co.th หรือ ศูนย์ Call Center 1348 ทุกวันตั้งแต่เวลา 05.00 -22.00 น.