พ่อแม่ ‘พลทหารคชา’ เข้ารับศพลูก เผยอยากให้ครอบครัว 3 รุ่นพี่ มางานศพ

พ่อแม่ ‘พลทหารคชา’ เข้ารับศพลูกชาย เผยอยากให้ครอบครัวรุ่นพี่ทั้ง 3 คน มางานศพ

วันนี้ (15 ก.ย. 61) นางรุ่งฤดี สิหะวงษ์ และ นายคมฉัน พะชะ บิดามารดาของ พลทหารคชา พะชะ อายุ 22 ปี ทหารเกณฑ์ค่ายมณฑลทหารบกที่ 13 จ.ลพบุรี ที่ถูกพลทหารรุ่นพี่ 3 นาย ซ้อมจนอาการสาหัส และเข้ารักษาที่โรงพยาบาลอานันทมหิดล ก่อนเสียชีวิตลง ได้เดินทางเข้ารับศพลูกชาย หลังนำมาให้แพทย์สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ทำการชันสูตรเพื่อหาสาเหตุของการเสียชีวิต

ทั้งนี้ พ่อและแม่ พลทหารคชา นายคมฉัน เผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับแจ้งผลชันสูตร หลังจากนี้จะไปแจ้งการตายที่ จ.ลพบุรี ส่วนพ่อจะเอาศพพลทหารคชาไปที่ วัดเวฬุวนาราม หรือ วัดหนองบัวลี ต.ไทยสามัคคี อ.หนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ เพื่อทำพิธีบำเพ็ญกุศล ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันศุกร์ ที่ 21 ก.ย. 61 และจะประกอบพิธีฌาปนกิจในวันเสาร์ที่ 22 ก.ย. 61

ยอมรับว่า พอจะทำใจได้ เพราะไม่อยากให้ลูกเป็นห่วง ลูกชายไปดีแล้ว ตั้งแต่เกิดเรื่องจนถึงขณะนี้ ครอบครัวรุ่นพี่ทั้ง 3 คน รวมถึงญาติ ยังไม่ได้ติดต่อมาอีก แต่คิดว่า น่าจะทราบข่าวแล้ว และคิดว่าครอบครัวทั้ง 3 คน ก็คงลำบากเช่นกัน อยากให้รุ่นพี่ทั้ง 3 คน รวมถึงญาติ ได้มีโอกาสมางานศพพลทหารคชา สัก 1 คืน เพื่อได้มาพูดคุยกับครอบครัวของตนเอง เพราะตอนนี่ครอบครัวก็อโหสิกรรมให้แล้ว

สำหรับการดำเนินคดีทางกฎหมาย รุ่นพี่ทั้ง 3 คน ถูกแจ้งข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และในเดือนตุลาคมนี้หลังปลดประจำการ พนักสอบสวนแจ้งให้ทราบบว่าจะต้องนำสำนวนคดีไปดำเนินการตามขั้นตอนในศาลพลเรือนแทนศาลทหาร

อย่างไรก็ตาม สาเหตุของการเสียชีวิต จากผลชันสูตรเบื้องต้น ระบุว่า พลทหารคชา มีอาการสมองตายร่วมกับปอดอักเสบติดเชื้อ ส่วนผลชันสูตรโดยละเอียดจะต้องรอความชัดเจน โดยทางสถาบันนิติเวชวิทยา จะส่งผลไปให้กับทางครอบครัวอีกครั้ง

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ Policenews

ปภ.เผยยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 6 จังหวัด เร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัย

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เผยสถานการณ์น้ำท่วมคลี่คลายแล้ว 14 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 6 จังหวัด

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยจากอิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม – 15 กันยายน 2561 ทำให้เกิดสถานการณ์ภัยใน 20 จังหวัด สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 14 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยใน 6 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ นครพนม สกลนคร นครนายก ปราจีนบุรี และเพชรบุรี ซึ่ง ปภ. ได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยครอบคลุมทุกด้าน มุ่งดูแลชีวิตความเป็นอยู่และความปลอดภัยเป็นหลัก พร้อมระดมเครื่องจักรกลด้านสาธารณภัยสนับสนุนการแก้ไขปัญหาอุทกภัยควบคู่กับการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขัง เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า อิทธิพลมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม – 15 กันยายน 2561 ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่มในพื้นที่ 20 จังหวัด ได้แก่ น่าน เชียงราย ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน หนองคาย นครพนม บึงกาฬ เพชรบุรี สกลนคร ลพบุรี นครนายก ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ พิจิตร กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ปราจีนบุรี และสระบุรี รวม 108 อำเภอ 488 ตำบล 2,722 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 65,579 ครัวเรือน 208,900 คน ผู้เสียชีวิต 4 ราย

สถานการณ์คลี่คลายแล้ว 14 จังหวัด ได้แก่ น่าน ลำปาง พะเยา เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เพชรบูรณ์ เชียงราย ลพบุรี พิจิตร ชัยภูมิ สระบุรี หนองคาย อุบลราชธานี และกาฬสินธุ์

ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัย 6 จังหวัด รวม 21 อำเภอ 80 ตำบล 541 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 15,670 ครัวเรือน 55,576 คน แยกเป็น

ลุ่มน้ำโขง 2 จังหวัด ได้แก่ บึงกาฬ น้ำในแม่น้ำโขงล้นตลิ่งในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอพรเจริญ รวม 28 ตำบล 240 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 5,739 ครัวเรือน 19,443 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 41,338 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง นครพนม น้ำล้นตลิ่งในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอศรีสงคราม อำเภอนาหว้า และอำเภอนาทม รวม 8 ตำบล 86 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 479 ครัวเรือน 1,334 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

ลุ่มน้ำอูนและลุ่มน้ำสงคราม 1 จังหวัด ได้แก่ สกลนคร น้ำท่วมในพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคำตากล้า อำเภอนิคมน้ำอูน อำเภอพรรณานิคม อำเภออากาศอำนวย และอำเภอบ้านม่วง รวม 10 ตำบล 20 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 186 ครัวเรือน 500 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 1,533 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

ลุ่มน้ำปราจีนบุรี 2 จังหวัด ได้แก่ นครนายก น้ำท่วมในพื้นที่ 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองนครนายก อำเภอบ้านนา อำเภอองครักษ์ และอำเภอปากพลี รวม 19 ตำบล 120 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 7,013 ครัวเรือน 25,919 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าเสียหาย 1,040 ไร่ ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง ปราจีนบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมืองปราจีนบุรี และอำเภอบ้านสร้าง
รวม 9 ตำบล 63 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,963 ครัวเรือน 6,345 คน ปัจจุบันระดับน้ำมีแนวโน้มลดลง

ลุ่มน้ำเพชรบุรี 1 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี น้ำท่วมในพื้นที่ 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอแก่งกระจาน อำเภอท่ายาง และอำเภอบ้านแหลม รวม 6 ตำบล 18 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 490 ครัวเรือน 2,035 คน ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำเพชรบุรีลดลง ยังคงมีน้ำท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำการเกษตร

ทั้งนี้ ปภ.ได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขปัญหาอุทกภัยให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ พร้อมกำชับจังหวัดที่สถานการณ์คลี่คลายแล้วเร่งสำรวจและจัดทำบัญชีความเสียหายให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ส่วนจังหวัดที่ยังมีสถานการณ์อุทกภัยให้ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ประสบภัย ควบคู่กับการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ โดยเชื่อมโยงการระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดอย่างใกล้ชิด เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว ท้ายนี้หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

ขอบคุณ ปภ.กองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์

พิษ ‘พายุมังคุด’ ถล่มตรังต่อเนื่องหลายวัน ผู้ว่าฯสั่งเฝ้าระวังระดับในแม่น้ำ

พิษพายุคุดถล่มตรังต่อเนื่องหลายวัน ผู้ว่าฯสั่งเฝ้าระวังระดับในแม่น้ำพิษพายุใต้ฝุ่น”มังคุด”ถล่มตรังติดต่อหลายวัน ปริมาณน้ำแม่น้ำตรังสูง ผู้ว่าฯสั่งเฝ้าระวัง

วันที่ 15 กันยายน 2561 ฤทธิ์พายุใต้ฝุ่น “มังคุด” ทำหลายพื้นที่ของจังหวัดตรังเกิดฝนตกหนักติดต่อกัน ส่งผลทำให้ปริมาณน้ำในลำคลองต่างๆเพิ่มปริมาณขึ้นมาก และมีสีขุ่น โดยเฉพาะปริมาณน้ำในลำคลอง “หินขวาง” ซึ่งรับน้ำจากเทือกเขาบรรทัด ฝั่ง อ.ย่านตาขาว และ อ.ปะเหลียน ปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนเกือบเต็มตลิ่งแล้ว ทำให้ชาวบ้านที่อยู่อาศัยอยู่ตลอด 2 ฝั่งคลอง ต้องเตรียมพร้อมรับมือแล้ว เนื่องจากในพื้นที่ยังคงเกิดฝนตกติดต่อกัน และปริมาณน้ำยังเพิ่มสูงขึ้น เกรงจะเกิดน้ำล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ได้ ขณะที่ทางจังหวัดตรังก็สั่งหน่วยงานองค์กรปกครองในพื้นที่เตรียมพร้อมรับมือในการให้ความช่วยเหลือประชาชน

ด้านนายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ให้การเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์และเน้นย้ำมาตรการในการเฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง จังหวัดตรังตั้งกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยขึ้น พร้อมสั่งการให้อำเภอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเตรียมการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ โดยเฉพาะที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ที่มีภูเขาสูงชัน และพื้นที่ที่เคยเกิดมาก่อนแล้วให้ติดตามข้อมูลน้ำฝนในรอบ 24 ชั่วโมง

พร้อมทั้งดำเนินการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนประชาชน ชาวเรือ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการระวังอันตรายจากคลื่นลมแรงที่พัดเข้าหาฝั่งและควรพิจารณาการออกเดินเรือ หากเกิดสาธารณภัยขึ้น ให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการ/เผชิญเหตุ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอำเภอ/องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น