แชร์คลิปเจ้าหน้าที่คล้าย อส. ทำร้ายวัยรุ่นชาย 2 คน ขณะตรวจค้น

แชร์คลิปเจ้าหน้าที่คล้าย อส. ทำร้ายวัยรุ่นชาย 2 คน ขณะตรวจค้น ด้านฝ่ายปกครอง อ.หาดใหญ่ ยอมรับเป็น อส.สำรอง และสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวทั้งชุดแล้ว

ที่อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้มีการแชร์คลิปเหตุการณ์ซึ่งถูกระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่ อส. ขณะเรียกตรวจค้นวัยรุ่นและมีการใช้กระบองทุบตีและเตะชายวัยรุ่น ก่อนที่จะพาตัวออกไปจากจุดเกิดเหตุ โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา และมีการแชร์ภาพพร้อมแสดงความคิดเห็นและตั้งคำถามตามมาว่า เป็นการทำเกินกว่าเหตุหรือไม่

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ติดตามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยทราบว่าหนึ่งในผู้เสียหายที่ถูกตีและถูกเตะในภาพเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 อายุ 19 ปี (คณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หรือม.อ.หาดใหญ่) และได้พาผู้สื่อข่าวไปชี้จุดเกิดเหตุซึ่งอยู่ริมถนนลพบุรีราเมศวร์ บ้านท่าไทร หมู่1 ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

โดยเล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่าเมื่อช่วง 4 ทุ่ม ของคืนวันที่ 24 กันยายน ได้ขับรถจักรยานยนต์มากับเพื่อน 2 คน ระหว่างทางได้มี อส. 3 นาย ขับรถจักรยานยนต์ 2 คัน ขับรถปาดหน้ารถจักรยานยนต์คนหนึ่งที่วิ่งอยู่หน้ารถของตน พวกตนจึงตกใจและเลี้ยวรถวกกลับเพื่อไปจอดยังที่สว่างตามจุดที่อยู่ในคลิป

กระทั่งมี อส. ขับรถตามมา และถามว่าของอยู่ไหน จึงตอบไปว่าไม่ได้มีของหรือยาเสพติดในตัว แต่กลับถูก อส. ใช้กระบองฟาดที่แขน เอว และต่อยที่ศรีษะ จากนั้นพาตัวไปตรวจค้นที่หมวดปฏิบัติการพิเศษขุดศึก กองร้อยอส.หาดใหญ่ที่ 4 ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 1 กิโลเมตร

ทั้งนี้ยอมรับว่าที่เพื่อนพกยาแก้ไออยู่ 1 ขวด แต่ไม่ได้นำไปผสมน้ำใบกระท่อมแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงปล่อยตัวไปเพราะไม่มีสิ่งของผิดกฎหมายอยู่ในตัว นักศึกษาหนุ่มรายนี้บอกว่า หลังจากนี้ได้มีการแชร์คลิปเหตุการณ์ขณะที่ตนถูกทำร้ายออกไป จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสภ.หาดใหญ่ ไว้แล้วเมื่อวานนี้

เพื่อดำเนินคดีกับ อส. ที่ทำร้ายตัวเอง แต่เบื้องต้นเพียงแต่มีการลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น เนื่องจากยังไม่สามารถระบุตัว อส. ที่ทำร้ายได้ ซึ่งหลังจากนี้ทางพนักงานสอบสวนจะเชิญตัว อส. ที่อยู่ในคลิปมาสอบสวนอีกครั้ง

ขณะที่ ผู้สื่อข่าวได้ไปสอบถามข้อเท็จจริงจากหัวหน้าของ อส. ชุดนี้ (ไม่สะดวกที่จะเผยชื่อและเผยตัว) กล่าวว่า อส.ที่ปรากฏในคลิปเป็น อส.สำรอง และได้มีคำสั่งให้ อส.ชุดนี้ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 คน หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวทั้งชุดแล้ว  รวมทั้งได้สอบสวน อส.สำรองที่ปรากฏในคลิปทั้ง 3 นายแล้วเช่นกัน

โดยชี้แจงว่า วัยรุ่นทั้งสองคนมีพฤติกรรมต้องสงสัยว่าอาจจะมีสิ่งของผิดกฎหมายอยู่ในตัว เพราะระหว่างเรียกตรวจได้พยายามขับรถจักรยานยนต์หลบหนี ส่วนกรณีที่ใช้กระบอกทำร้ายและเตะนั้น เป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่ป้องปรามเพื่อไม่ให้หลบหนี และได้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้แล้ว

ซึ่งหากพบว่าทำเกินกว่าเหตุและมีความผิด ก็จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที ส่วนเรื่องคดีความก็ให้ตำรวจดำเนินการไปตามกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะประสานวัยรุ่นผู้เสียหายมาให้ข้อมูลอีกทางหนึ่งด้วย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย

เจ้าหน้าที่ เผยว่า สำหรับพื้นที่เกิดเหตุนั้น เป็นพื้นที่สุ่มเสี่ยงที่มีการระบาดของยาเสพติด เจ้าหน้าที่ได้เพิ่มความเข้มงวดในการลาดตระเวนตรวจสอบกลุ่มผู้ต้องสงสัยเป็นประจำอยู่แล้ว รวมทั้งป้องกันเหตุร้ายควบคู่กันไปด้วย

มหัศจรรย์!! ภูเขาสีทองโผล่ ที่พัทลุง

ตื่นตา ภาพภูเขาอกทะลุ กลายเป็นสีทองทั้งลูก เหตุต้องกับแสงพระอาทิตย์ในจังหวะที่พอเหมาะหลังฝนตก

วันนี้ (28 ก.ย. 2561) เพจ เมือง ทุ่งสง ได้มีการเผยแพร่ภาพความสวยงามทางธรรมชาติ ที่ส่งผลทำให้ภูเขาทั้งลูกกลายเป็นสีทองได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ

โดยภาพได้เผยให้เห็นว่า ภูเขาอกทะลุ ที่ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมืองพัทลุง ได้กลายเป็นสีเหลืองทองอร่ามไปทั้งลูก จากการที่ภูเขาต้องกับแสงแดดหลังฝนตกพอดี จนเกิดเป็นภาพภูเขาสีทองสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้พบเห็น

ขณะที่เพจดังกล่าวได้มีข้อความระบุว่า  #สวยงาม #พัทลุง ภูเขาอกทะลุสีทอง ชาวบ้านเชื่อจะเกิดสิ่งดีๆ ในจังหวัดพัทลุง แสงสะท้อนหลังฝนตก 5_6เย็นวันนี้ค่ะ มีคนมาถ่ายรูปเยอะมาก  (เขาอกทะลุ) 27/09/61

เจ้าของภาพ…สมใจ ทองรุด

สำหรับภูเขาอกทะลุ หรืออีกชื่อที่ชาวบ้านเรียกกันสั้นๆ ว่า “เขาอกลุ” ตั้งอยู่ในบริเวณใจกลางเมืองพัทลุง ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบล คือ ตำบลปรางค์หมู่ ตำบลคูหาสวรรค์ และตำบลพญาขัน ชาวพัทลุงเปรียบภูเขาอกทะลุเปรียบประดุจเสาหลักและตราประจำจังหวัดพัทลุง

นอกจากนี้ภูเขาออกทะลุแห่งนี้ยังปรากฏอยู่ในคำขวัญของจังหวัดพัทลุงอีกด้วย “เมืองหนังโนร์รา อู่นาข้าว พราวน้ำตก แหล่งนกน้ำ ทะเลสาปงาม เขาอกทะลุ น้ำพุร้อน”

เขาอกทะลุมีลักษณะเป็นเขาหินปูน บริเวณตรงกลางมีช่องขนาดใหญ่เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร สามารถมองทะลุไปยังอีกด้านหนึ่ง จุดนี้แหละครับที่ทำให้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นและหวาดเสียวไม่น้อย ซึ่งจะเห็นบรรยากาศของเมืองพัทลุงได้อย่างชัดเจน

ด้วยความพิเศษในส่วนที่เป็นช่องทะลุของเขาแห่งนี้ จึงทำให้มีความแตกต่างจากภูเขาทั่วไป นอกจากนี้ภูเขาทั่วๆ ไป ที่เราพบเห็นมักจะมีลักษณะเป็นเทือกเขา แต่เขาอกทะลุแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มอยู่ใจกลางเมืองพัทลุง และด้วยความสูงประมาณ 250 เมตร ทำให้สามารถขึ้นไปชมทัศนียภาพของเมืองพัทลุงจากเขาอกทะลุแห่งนี้


ภาพจาก เมือง ทุ่งสง

 

‘สนธยา’ ประชุมสภานัดแรก เปิดใจกระแสโซเชียลแพร่ข้อมูลทำเสียหาย

‘สนธยา’ ประชุมสภาในฐานะนายกเมืองพัทยานัดแรก แถลงนโยบายเร่งยุทธศาสตร์ดันพัทยาเป็นศูนย์กลาง EEC พร้อมเปิดใจกระแสโซเชียลแพร่ข้อมูลทำเสียหาย

จากกรณีที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช ให้พลตำรวจตรี อนันต์ เจริญชาศรี พ้นจากตำแหน่งนายกเมืองพัทยา และให้นายสนธยา คุณปลื้ม เป็นนายกเมืองพัทยาแทน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งนายกเมืองพัทยาหรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่น โดยคำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ณ วันที่ 25 กันยายน พ.ศ.2561

รายงานล่าสุดเช้าวันนี้ (28 ก.ย.) นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยาคนใหม่ เดินทางมายังที่ทำการศาลาว่าการเมืองพัทยา จ.ชลบุรี เพื่อทำพิธีสักการะบริเวณอนุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก่อนที่จะเข้าไปพักในห้องทำงาน พร้อมลงนามแต่งตั้งรองนายกเมืองพัทยาจำนวน 4 คน

เพื่อเป็นผู้ช่วยเหลือนายกเมืองพัทยาในการบริหารราชการของเมืองพัทยา ตามคำสั่งเมืองพัทยาที่ 3208/2561 ซึ่งอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 46 ประกอบมาตรา 48 (3) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารรากชารเมืองพัทยา พ.ศ.2542 ลง ณ วันที่ 28 กันยายน 2561

ประกอบด้วย นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายพัฒนา บุญสวัสดิ์ นายรณกิจ เอกะสิงห์ และนายบรรลือ กุลละวณิชย์ ซึ่งพบว่าหลังการเดินทางเข้าทำงานวันแรกของนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ปรากฏว่าตัวแทนจากภาครัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชนจำนวนมาก เดินทางเข้าร่วมมอบดอกไม้แสดงความยินดีเป็นจำนวนมาก

กระทั่งเวลา 09.30 น. สภาเมืองพัทยา ได้เปิดประชุมสภาเมืองพัทยาสมัยสามัญที่ 3 ครั้งที่ 3 ประจำปี 2561 โดยมีนายอนันต์ อังคณาวิศัลย์ ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม โดยมีนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา พร้อมคณะผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ และสมาชิกสภาเมืองพัทยา รวมทั้งประชาชนและสื่อมวลชนเข้าร่วมกันอย่างคับคั่ง

ในการนี้ นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา ได้กล่าวแถลงนโยบายต่อที่ประชุมสภาเมืองพัทยาอย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช) กล่าวถึงเมืองพัทยาว่าถึงเวลาในการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยเน้นประเด็นการสนับสนุนให้เมืองพัทยาเป็นศูนย์กลางของยุทธศาสตร์ตามแผนโครงการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC

ซึ่งในส่วนตัว ได้น้อมนำเอาพระราชดำรัสของรัฐกาลที่ 9 ที่ใช้ในการบริหารเมืองพัทยาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  โดยมีองค์ประกอบ 4 ด้าน ได้แก่ เรื่องของ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม ซึ่งทุกด้านต้องดำเนินการไปพร้อมๆ กันเพื่อให้เกิดความสมดุลย์ ด้วยความสุขของประชาชนไม่ได้เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น

สำหรับเรื่องของเศรษฐกิจนั้น จะผลักดันเมืองพัทยาเข้าสู่การเป็นศูนย์กลางของ EEC อย่างเต็มที่ โดยโจทย์สำคัญคือการดำเนินการแผนของภาครัฐ รวมทั้งการกระจายโอกาสด้านการพัฒนาต่างๆ และการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น ซึ่งรวมไปถึงเรื่องของสังคมและการศึกษา ที่จะต้องสร้างโอกาสให้เกิดความเท่าเทียมกัน

เน้นการพัฒนาคน ปลูกจิตสำนึก ดึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพราะเมืองพัทยาในปัจจุบันถือเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ที่ไม่ใช่เป็นคนของพัทยาเพียงอย่างเดียว แต่เป็น “เมืองของคนทั้งโลก” ซึ่งจะเห็นได้จากความหลากหลายของประชาชนที่มาจากถิ่นฐานต่างๆ รวมทั้งนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศที่เดินทางเข้าสู่เมืองพัทยากว่า 10 ล้านคนต่อปี

ซึ่งจากนี้จะต้องยกระดับด้านการมีส่วนร่วม ความรู้ ในทุกชนชั้น เชื้อชาติ และยกระดับให้มีความเป็นสากลมากขึ้น ส่วนปัญหาด้านของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาตินั้น ถือเป็นส่วนสำคัญของเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างเมืองพัทยา ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจและการดึงดูดความสนใจในการเดินทางเข้ามาสู่เมืองพัทยามากขึ้น

ซึ่งกรณีนี้ มีโจทย์ที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ เรื่องการรักษาทรัพยากร การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นทางด้านสิ่งแวดล้อม และการจัดการปัญหาขยะ โดยเฉพาะการแปลงเป็นพลังงานทดแทนที่จะต้องวางแผนและจัดการให้เกิดความมีเสถียรภาพและลดปัญหาที่เกิดขึ้นได้จริง

ขณะที่ด้านวัฒนธรรมนั้น พบว่าเมืองพัทยามีความหลากหลายอยู่แล้ว จะต้องเร่งส่งเสริมและให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนา สร้างคุณค่าเพื่อเพิ่มประ สิทธิภาพทางด้านเศรษฐกิจ เพราะการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอยู่ควบคู่กัน

นายสนธยา กล่าวต่อไปว่าจากภาระตามยุทธศาสตร์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในเรื่องแผนการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC นั้น ในฐานะที่เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมามีคำถามมาตลอดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นจริงและจะเป็นรูปธรรมหรือไม่

ซึ่งกรณีนี้ยืนยันได้ว่าเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพราะมีการประกาศเป็นกฎหมาย EEC ไปแล้ว จึงถือเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกระบวนการ หรือตาม พ.ร.บ. EEC ซึ่งคลุม 4 พื้นที่ ได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง และเมืองพัทยา

โดยในส่วนของโครงการที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างและใกล้จะดำเนินการแล้ว ก็คงจะเป็น รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมต่อ 3 สนามบิน ซึ่งมีการประกาศให้ผู้สนใจมาลงทุนและเตรียมพร้อมในการเซ็นต์สัญญาภายในเดือนพฤศจิกายน 61 นี้แล้ว ซึ่งคาดว่าในปี 2566 ซึ่งสามารถเปิดดำเนินการได้และจะสามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 1.2 แสนคนต่อวัน

รวมไปถึงการสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารและการปรับปรุงสนามบินนา นาชาติอู่ตะเภา ที่กำลังอยู่ในช่วงการจัดทำ TOR ที่ใกล้เสร็จสมบูรณ์ ก็จะทำให้สามารถรองรับผู้โดยสารได้กว่า 50 ล้านคนต่อปี ซึ่งแม้จะเป็นเพียง 2 โครงการหลักในหลายโครงการแต่ก็จะทำให้เมืองพัทยาได้ผลประโยชน์ตอบรับอย่างมหาศาลในอนาคต

ช่วงท้ายของการแถลงนโยบายของนายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ ทั้งในสื่อและโลกโซเชียลบางส่วนในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาว่า กรณีนี้ส่งผลกระทบต่อบุคคลหลายคนและหลายภาคส่วน โดยเฉพาะเรื่องของบิดา ที่มีการกล่าวพาดพิงว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการมาดำรงตำแหน่งในครั้งนี้

ซึ่งแท้จริงแล้วกรณีดังกล่าว ถือว่ามีความชัดเจนและจบสิ้นในกระบวนการยุติธรรมไปแล้วในชั้นศาลตั้งแต่สมัย นายอิทธิพล คุณปลื้ม ยังดำรงตำแหน่งเป็นนายกเมืองพัทยา ปัจจุบันคงเป็นเรื่องของการนำสืบเพื่อชดใช้ทรัพย์สินตามคำสั่งที่ส่งให้กรมบังคับคดีไปแล้ว และคงไม่เกี่ยวข้องกับเมืองพัทยาแต่อย่างใด

ดังนั้นในฐานะที่ตนเองมาทำหน้าที่เป็นผู้บริหาร และในฐานะบุตรจึงมาด้วยความบริสุทธิ์ โปร่งใส และตั้งใจ การสำคัญคือมีการนำข้อมูลไปเสนอที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงกรณีที่ใช้คำว่า “ปลด อิทธิพล” ตาม ม.44 ตั้ง “อนันต์” ดำรงตำแหน่งนายกเมืองพัทยาแทนนั้น

กรณีนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะนายอิทธิพล คุณปลื้ม ลงจากตำแหน่งเพราะครบวาระตามกฎหมายคือในวันที่ 16 มิถุนายน 25559 จึงถือเป็นการดำเนินการตามวาระและขั้นตอนก่อนที่จะมอบหมายให้ปลัดเมืองพัทยามารักษาการแทนและมีการแต่งตั้งคนมาทำหน้าที่นายกเมืองพัทยาในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้นผู้ที่พูดว่ากรณีนี้เป็นการถูกปลดนั้น ผู้พูดต้องรับผิดชอบในสิ่งที่กระทำด้วย เพราะถือว่าผิดจากข้อเท็จจริง เรื่องนี้ต้องขอแจ้งว่าการใช้สิทธิ์ในการให้ข้อมูลถ้าไปลิดรอนสิทธิ์ของผู้อื่นจนเกิดความเสื่อมเสีย ในฐานะผู้เสียหายก็ต้องรักษาสิทธิ์ตัวเองเช่นกัน ขณะที่ส่วนตัวและทีมงานเน้นการทำงานแบโปร่งใสตรวจสอบได้ หน้าที่คือหน้าที่เพราะเป็นคนทำงานจริง

“ในอดีตมีงานที่ทั้งสำเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งจะถือว่าเป็นแนวทางของประสบการณ์และบทเรียนสำคัญ เพื่อนำมาทำวันนี้ให้ดีที่สุด และในอนาคตที่ดีกว่าเดิม” นายสนธยา กล่าวทิ้งท้าย