ชป. แจงกรณีเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรีไม่ทำงาน

กรมชลฯ แจงกรณีข่าวเครื่องผลักดันน้ำในแม่น้ำปราจีนบุรี ไม่ทำงานและขวางทางน้ำ เผย สามารถเดินเครื่องทำงานได้แล้ว

กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีการนำเสนอข่าว ชาวบ้าน ต.วัดโบสถ์ อ.เมืองปราจีนบุรี พากันมารวมตัว ที่บริเวณสะพานข้ามแม่น้ำปราจีนบุรี จุดวัดโบสถ์ พร้อมเอาธูปเทียน เพื่อนำมาไหว้เครื่องผลักดันน้ำของชลประทานที่ติดตั้งไว้นาน 5 วัน แต่ไม่สามารถใช้งานได้ และขวางทางน้ำ นั้น

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เครื่องผลักดันน้ำดังกล่าว กรมชลประทานได้ติดตั้งในแม่น้ำปราจีนบุรี เพื่อเร่งระบายน้ำให้ไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกงให้ไว้ขึ้น เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยในเขตเทศบาลเมืองปราจีนบุรี

โดยกรมชลประทาน ได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำระหว่างวันที่ 7 – 9 ก.ย. 61 ที่ผ่านมา จำนวน 2 จุด ได้แก่ สะพานวัดโบสถ์ 8 เครื่อง และบริเวณสะพานโรงงานกระดาษยูไนเต็ด 8 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 16 เครื่อง ปัจจุบัน(13 ก.ย. 61) สามารถเดินเครื่องทำงานได้แล้ว จากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าของกรมชลประทานที่ได้เคลื่อนย้ายมาจากพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ขอบคุณภาพ/ข้อมูล  ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ

กรมสุขภาพจิต เปิด 4 สาเหตุหลักทำให้ผู้ป่วยจิตเวชอาการกำเริบ

กรมสุขภาพจิต ย้ำผู้ป่วยจิตเวชต้องกินยาต่อเนื่องแม้อาการจะดีขึ้นแล้ว เปิด 4 สาเหตุหลักทำให้ผู้ป่วยจิตเวชอาการกำเริบ

นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตให้ความสำคัญและเน้นหนักการป้องกันปัญหาการก่อเหตุของผู้ป่วยจิตเวชทั้งมีและไม่มีคดี โดยเพิ่มการเข้าถึงบริการรักษาทางยามากที่สุดและฟื้นฟูสมรรถภาพด้านกาย จิตสังคมเพื่อคืนความเป็นมนุษย์ให้กับผู้ป่วย

ผู้ป่วยจิตเวชประมาณร้อยละ 98 สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้การดูแลของญาติหรือบุคคลใกล้ชิดที่บ้านและชุมชน โดยใช้ยาควบคุมระบบการทำงานของสารสื่อประสาทในสมองเป็นไปอย่างสมดุล ผู้ป่วยจะมีอาการที่เป็นปกติ สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้

อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่า ตลอดในปี 2560 มีผู้ป่วยจิตเวชเข้าถึงบริการรักษาแล้ว 2 ล้าน 6 แสนกว่าคน หัวใจสำคัญที่สุดที่จะไม่ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชอาการกำเริบ คือ 1.ต้องกินยาต่อเนื่อง แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว ความผิดปกติที่เคยมีเช่น หูแว่ว ประสาทหลอนจะไม่มีแล้วก็ตาม ก็ยังไม่ได้แปลว่าหายขาด

2. ไม่ใช้สารเสพติดทุกชนิด เช่นเหล้า บุหรี่ และ 3. ไปพบแพทย์ตามนัดทุกครั้ง หากปฏิบัติตามที่กล่าวมา จะไม่มีปัญหาอาการกำเริบและมีโอกาสหายสูง โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการป่วยครั้งแรก แต่หากปล่อยให้อาการกำเริบซ้ำแล้วซ้ำอีก จะมีโอกาสป่วยเรื้อรัง รักษาไม่หายขาด ต้องพึ่งยาตลอดชีวิต เช่นเดียวกับผู้ที่มีเป็นโรคประจำตัวทั่วไป

ทางด้านนายแพทย์กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ จ.นครพนม กล่าวว่า ผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตเวชที่พบมากทึ่สุดคือโรคจิตเภท ตลอดอายุขัยของประชาชนทั่วไปในทุกๆ 100 คน จะพบเป็นโรคนี้ได้ 1 คน หรือร้อยละ 1 ของประชากร คาดว่ามีประมาณ 6 แสนคนทั่วประเทศ

ผู้ป่วยจะมีอาการเด่นที่ไม่พบในคนปกติ คือ หลงผิด ประสาทหลอน พูดจาไม่รู้เรื่อง และพฤติกรรมท่าทางแปลกๆ แต่งกายไม่เหมาะสม ผู้ที่เป็นโรคนี้ไม่ใช่คนน่ากลัวอย่างที่บางคนเข้าใจ มีผลการการศึกษาพบว่าอัตราการก่อคดีอาชญากรรมของผู้ป่วยโรคจิตเภทไม่ได้มากไปกว่าคนทั่วไป ผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวป่วยเป็นโรคนี้ จะต้องให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และลดภาระดูแลของญาติด้วย

ปัญหาหลักที่ทำให้ผู้ป่วยจิตเวชอาการกำเริบ ป่วยซ้ำๆ บางรายมีอาการรุนแรงขึ้นกว่าเดิม อันดับ 1 คือการขาดยา จากสาเหตุ 4 ประการ คือ 1. ไม่ยอมกินยา เพราะคิดว่าไม่ได้ป่วย/ไม่ได้เป็นอะไร 2. กลัวเกิดผลข้างเคียงของยา บางคน กินแล้วมีผลข้างเคียง เช่น ตัวแข็งทื่อ น้ำลายไหล ง่วงมาก ซึ่งขณะนี้มียารักษาสมัยใหม่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าชนิดเดิม

3. กลัวจะติดยา จึงกินบ้างไม่กินบ้าง ซึ่งขอยืนยันว่าผู้ป่วยจิตเวชที่กินยารักษาอาการป่วยจะไม่มีโอกาสติดยาแน่นอนแม้ว่าแพทย์จะสั่งให้กินในขนาดสูงและยาวนานก็ตาม ก็ไม่ทำให้เกิดการติดยา มีเพียงยาจิตเวชบางชนิดเท่านั้นที่อาจเกิดอาการพึ่งพิงยาได้ แต่หากอยู่ในความดูแลของแพทย์ ก็ไม่ต้องกังวล

และ 4. คิดว่าตัวเองหายแล้ว ซึ่งยาจิตเวชหลังจากกินแล้วจะค่อยๆออกฤทธิ์ประมาณ 15 วัน ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นเหมือนปกติ เนื่องจากยาจะควบคุมการทำงานของสมองให้เข้าที่ แต่ยังไม่ได้หายขาดจากโรค จะต้องกินยาให้ครบทุกตัวที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง หากหยุดยาเอง อาการก็จะกลับมากำเริบและรุนแรงขึ้นกว่าเดิม แพทย์ผู้ให้การรักษาจึงต้องนัดผู้ป่วยเพื่อติดตามประเมินผลเป็นระยะๆ

สำหรับญาติ ควรดูแลผู้ป่วยจิตเวช 5 ประการดังนี้ 1. ดูแลให้กินยาต่อเนื่อง 2.สังเกตอาการเตือนที่ต้องนำผู้ป่วยไปพบแพทย์โดยเร็วคือ นอนไม่หลับ ไม่ยอมนอน ไม่รับประทานอาหาร อารมณ์หงุดหงิดหรือครื้นเครงกว่าปกติ พฤติกรรมก้าวร้าว ทำร้ายตัวเอง หรือคนอื่น 3. พูดคุยกับผู้ป่วยด้วยความเป็นมิตร นุ่มนวล ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความรู่สึกมีคุณค่าและยังคงเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

4. กระตุ้นให้ผู้ป่วยมีกิจกรรมอื่นๆ พยายามให้ดำเนินชีวิตใกล้เคียงกับภาวะปกติมากที่สุด 5.ดูแลผู้ป่วยไม่ให้เกี่ยวข้องกับสารเสพติดทุกชนิดทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ยาเสพติด หากมีปัญหาสามารถขอรับคำปรึกษาที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ห้ามนายจ้างให้ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานเวลา 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า

กสร. ย้ำนายจ้างห้ามให้ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 6.00 น. ฝ่าฝืนมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดห้ามไม่ให้นายจ้างให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 6.00 น. เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากกสร.

สำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และเป็นผู้แสดงภาพยนตร์ ละคร หรือการแสดงอย่างอื่นที่คล้ายคลึงกันนั้น นายจ้างอาจให้ทำงานในระหว่างเวลาดังกล่าวได้ แต่ต้องให้ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้นได้พักผ่อนตามสมควร

รองอธิบดีกสร. กล่าวเพิ่มเติมว่า กรณีที่นายจ้างฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด จะมีความผิดโดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 ถึง 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3