กินหมึกย่างควรระวัง หลังมีคนหัวใส ใช้ยาแอสไพริน แช่ให้ดูขาวเต่งตึง

เตือนผู้บริโภคที่ชอบกินหมึกย่างระวัง หลังมีพ่อค้าแม่ค้าบางกลุ่ม ใช้ยาแอสไพรินไปผสมน้ำใช้แช่หมึก เพื่อให้ดูขาว เด้งดึงน่ารับประทาน ชี้กินมากเสี่ยงอันตราย!

วันนี้ (13 ก.ย. 2561) เพจ เคมีฟิสิกส์ของสิ่งทอ อาหาร และของรอบตัว ได้มีการโพสต์ภาพอ้างเป็นข้อความการพูดคุยกันระหว่างลูกค้าและเภสัชกร  ที่ลูกค้าคนดังกล่าวได้มีการสั่งซื้อยาทัมใจ ซึ่งเป็นยาแก้ปวดจำนวนมากไปอย่างน่าสงสัย เภสัชกรจึงสอบถามไปว่าซื้อไปทำไมจำนวนมาก ก่อนจะได้รับคำตอบว่าซื้อไปแช่ปลาหมึกให้เต่งตึง

โดยมีข้อความระบุว่า ++มิติใหม่ของยาทัมใจ เมื่อพ่อค้าหัวใสบางคนซื้อไปเพื่อแช่ปลาหมึกให้เต่งตึง++ จากโพสต์ของเจ้าของโพสต์ที่เป็นเภสัชกร (ซึ่งแอดได้ขออนุญาตเป็นการส่วนตัวแล้ว) ที่บอกว่ามีคนซื้อยาทัมใจไปแช่ปลาหมึกเพื่อให้เด้ง 😅😅


ปกติแล้วเวลาพ่อค้าซื้อปลาหมึกแช่แข็งมานั้น มักจะมีลักษณะเหี่ยวเนื้ออ่อนยวบยาบจนไม่ได้น้ำหนัก และหน้าตาไม่น่ากินเลย ดังนั้นเหล่าพ่อค้าจึงมักจะนำปลาหมึกนั้นมาแกว่งในน้ำแข็งผสมเกลือบ้าง ยาทัมใจบ้าง โซดาบ้าง อะไรงี้ ซึ่งส่วนใหญ่พวกนี้จะทำให้เกิดการ salting in จากการออสโมซิส (osmosis) ของน้ำเข้าไปจนเนื้อปลาหมึกเต่งตึงดูขาวเหมือนใหม่ได้

แต่เดี๋ยว!!! ยาทัมใจเนี่ยนะ 😭😭

ปกติแล้วยาทัมใจก็เป็นยาแอสไพริน (aspirin) ที่มีชื่อทางเคมีว่า acetylsalicylic acid ที่อยู่ในกลุ่ม NSAIDs (nonsteroidal anti-inflammatory drugs) นะครับ มักใช้เป็นยาระงับปวด ยาลดไข้และยาแก้อักเสบ และแถมยังมีฤทธิ์ต้านเกล็ดเลือดได้ด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่า “ห้ามใช้กับคนที่แพ้ NSAIDs“ ด้วย

ดังนั้นพฤติกรรมของพ่อค้าที่นำเอายาทัมใจหรือแอสไพรินยี่ห้ออื่นมาแช่ปลาหมึกนี่ เรียกว่าเป็น#ฆาตกร สำหรับผู้ที่แพ้แอสไพรินได้อย่างเลือดเย็นเลยทีเดียว เพราะแอสไพรินนั้นเป็นกรดที่ขนาดโมเลกุลค่อนข้างใหญ่และมีสัมพรรคภาพ (affinity) กับโปรตีนได้ดีเลยทีเดียว จึงทำให้ล้างออกยากมาก😂

ดังนั้นถ้าจะแช่ปลาหมึกให้เด้งก็สามารถใช้น้ำเกลือประมาณ 5% (แต่มันก็เค็มอ่ะเนอะ) หรือไม่ก็แช่โซดา (ซึ่งก็แพงไปอีก) แต่ก็ปลอดภัยนะครับ

#ยาทัมใจเป็นยารักษาโรค
#ยาทัมใจไม่ใช่ขนม
#แอสไพรินยี่ห้ออื่นก็ด้วย
#อย่าใส่ซี้ซั้วเลย แอดขอร้องล่ะ 😭😭

ข้อมูลจาก เคมีฟิสิกส์ของสิ่งทอ อาหาร และของรอบตัว

รพ.วชิระภูเก็ต แจงคลิปลุงโวยเจ้าหน้าที่พูดจาไม่ดี ฉุนถูกห้ามเยี่ยมญาติ

รพ.วชิระภูเก็ต แจงคลิปลุงโวยเจ้าหน้าที่พูดจาไม่ดี ฉุนถูกห้ามเยี่ยมญาติ ก่อนบุกเข้าห้องฉุกเฉิน ตบหน้า-ด่าทอพยาบาล

จากกรณีที่โซเชียลได้แชร์คลิปเหตุการณ์คุณลุงรายหนึ่ง โวยวายเสียงดังกลางโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต คาดว่าไม่พอใจเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่พูดจาไม่เหมาะสมนั้น อ่านต่อ >> โรงพยาบาลป่วน! ลุงโวยลั่นหน้าห้องฉุกเฉิน เหตุไม่พอใจคำพูดเจ้าหน้าที่

ล่าสุด วานนี้(12 ก.ย.) โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ได้แถลงข่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว ระบุว่า เหตุเกิดขึ้นราว 22.00 น. ขณะที่มีผู้ป่วยหญิงอายุ 35 ปี มีอาการเกร็งถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน โดยชายที่ไม่พอใจในคลิปเป็นญาติของผู้ป่วย ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ห้ามไม่ให้เข้าเยี่ยม เนื่องจากด้านในมีผู้ป่วยภาวะวิกฤตจำนวนมาก แต่เจ้าตัวเกิดความไม่พอใจ ด่าทอพยาบาลหน้าห้องฉุกเฉิน และใช้มือตบหน้า รวมถึงยังตามเข้าไปในห้องฉุกเฉิน โดยยกเก้าอี้เพื่อหวังทำร้ายต่อ ซึ่งมีหลักฐานเป็นคลิปจากกล้องวงจรปิด

ภาพจาก เฟซบุ๊ก Phuketandamannews

ทั้งนี้ เบื้องต้น ทางโรงพยาบาลได้แจ้งความกับชายในคลิปดังกล่าวแล้ว จากการสืบสวนพบว่าปัญหามาจากการสื่อสาร เท่าที่ทราบไม่ได้ใช้คำพูดที่ไม่ดี และก็พร้อมจะรับฟังจากผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์หากมีข้อมูลเพิ่มเติม จากนี้จะมีการปรับปรุงเรื่องของการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจตรงกันของผู้เข้ามาใช้บริการต่อไป

ที่มา เฟซบุ๊ก Phuketandamannews

ชาวบ้านลุกฮือ ต้านเจ้าอาวาสทำสัญญาซื้อขายไม้พะยูงยักษ์

ชาวบ้านชุมชนวัดบ้านเวาะ ต.คูซอด อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ลุกฮือประท้วงเหตุเจ้าอาวาสวัดทำสัญญาซื้อขายไม้พะยูงยักษ์

วันนี้ (13 ก.ย. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดบ้านเวาะ ต.คูซอด อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ชาวบ้านพาผู้สื่อข่าวไปดูป่าต้นพะยูง ขนาดใหญ่หลายสิบปี ซึ่งเหลือเพียง 6 ต้น เท่านั้นในชุมชนแห่งนี้ หลังจากชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าเจ้าอาวาสวัดบ้านเวาะได้ทำสัญญาซื้อขายไม้พะยูงดังกล่าวในราคา 2 ล้านบาท ให้กับนายทุน โดยมีวางเงินมัดจำแล้ว 50,000 บาท ทำให้ชาวบ้านเกิดความไม่พอใจอย่างมาก ที่การทำธุรกรรมของเจ้าอาวาสในครั้งนี้เพียงลำพัง

จึงได้ร้องเรียนไปยังศูนย์ดำรงธรรมอำเภอเมืองศรีสะเกษ ให้ช่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะจากการลงพื้นที่สำรวจต้นพะยูง พบว่ามีการตีตราทำสัญลักษณ์จากสำนักงานป่าไม้จังหวัดศรีสะเกษ ชาวบ้านจึงได้นัดหารือกับฝ่ายปกครองอำเภอเมืองศรีสะเกษ ตัวแทนสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดศรีสะเกษ ตัวแทนจากสำนักงานป่าไม้จังหวัดศรีสะเกษ และได้นิมนต์เจ้าอาวาสวัดบ้านเวาะเข้าให้ชี้แจงด้วย

ภายหลังการหารือระหว่างหน่วยงานและชาวบ้าน โดยได้รับการชี้แจงจาก นายนิตย์ ทวีชื่น เจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญการ สำนักงานป่าไม้จังหวัดศรีสะเกษ ได้ความว่า ตนในฐานะเจ้าพนักงาน หลังจากได้รับคำร้องจากเจ้าของที่คือ เจ้าอาวาส ซึ่งอ้างอิงจากโฉนดในที่ดินของวัด

และมีการขออนุญาตถูกต้องตามขั้นตอนของกรมป่าไม้ตามกฏกระทรวง เรื่องการขออนุญาตและการอนุญาตทำไม้หวงห้าม พ.ศ.2560 ระบุว่า ผู้ครอบครองไม้พะยูงในที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ์ โฉนด หรือ นส.3ก สามารถยื่นคำร้อง เพื่อขอตัดไม้หวงห้ามได้ ซึ่งมี 3 เหตุผล ที่สามารถแจ้งเหตุผลได้คือ เพื่อการค้า เพื่อใช้ส่วนตัว และอื่นๆ การกระทำของเจ้าอาวาสบ้านบ้านเวาะจึงชอบด้วยกฎหมาย

ทั้งนี้การชี้แจงของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทำให้ชาวบ้านเริ่มเข้าใจกฎหมายการตัดไม้มากขึ้น แต่ยังมีชาวบ้านติดใจที่การกระทำของเจ้าอาวาส ไปทำสัญญาซื้อขายไม้พะยูงเพียงลำพังโดยไม่ผ่านการทำประชาคมหมู่บ้าน เพราะชาวบ้านเชื่อว่าหากมีการซื้อขายได้ต้องได้ราคาที่สูงกว่านี้

ด้านเจ้าอาวาสวัดบ้านเวาะ ชี้แจงว่า ตนได้สอบถามชาวบ้านบางส่วนแล้วในวันตักบาตรที่วัด แต่ก็เป็นชาวบ้านส่วนน้อยซึ่งในขณะนั้นก็ไม่มีใครคัดค้านแต่อย่างใด จึงคิดว่าทุกคนในชุมชนเห็นชอบด้วย ภายหลังหาการชี้แจง นายสนั่น โคษา ผู้ใหญ่บ้านเวาะ ได้เชิญลูกบ้านทำประชาคมไปพร้อมๆ กัน และได้ตั้งคณะกรรมการหมู่บ้านขึ้นมา 1
ชุดเพื่อดำเนินการในเรื่องการซื้อขายไม้พะยูง ให้กับนายทุน

โดยที่ประชาคมตกลงราคาที่ 4 ล้านบาท ซึ่งเงินทั้งหมดหากมีการขายได้ต้องนำเข้าบัญชีวัดทั้งหมด ส่วนสาเหตุที่ชาวบ้านต้องทำใจยอมขายพะยูงขนาดใหญ่ เสียงส่วนใหญ่บอกว่าหากการดำเนินการขายได้ภายใต้กฎหมายที่ถูกต้อง
ก็ต้องยอมขาย เพราะหากปล่อยไว้ ก็ต้องถูกลักขโมยตัดอยู่ดี ทำให้ชาวบ้านจึงประชาคมให้ผ่านและตัดขายในที่สุด