อดีตพระพุทธอิสระ รับสารภาพทำร้ายตำรวจในม็อบ กปปส. นัดพิพากษา 29 ต.ค. นี้

อดีตพระพุทธอิสระ รับสารภาพ คดีทำร้ายตำรวจสันติบาลในม็อบ กปปส. แจ้งวัฒนะ นัดฟังคำพิพากษา 29 ต.ค. นี้

วันนี้ (12 ก.ย. 61) ศาลอาญา รัชดา นัดสอบคำให้การจำเลย คดีทำร้ายตำรวจสันติบาลในม็อบ กปปส. แจ้งวัฒนะ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจท ยื่นฟ้อง “นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ” อายุ 59 ปี  หรือ อดีตพระพุทธอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย  จ.นครปฐม และแกนนำ กปปส.เวทีแจ้งวัฒนะ เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยการใดให้เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ ให้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายฯ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310 ประกอบมาตรา 83

ทั้งนี้ นายสุวิทย์ ได้เดินทางมาโดยรถตู้ยี่ห้อโตโยต้า อัลพาร์ท พร้อมผู้ติดตาม 2 คน เมื่อลงจากรถตู้ต้องนั่งรถเข็น พร้อมผ้าปิดตาข้างขวา ดูมีอาการอ่อนเเรงผู้ติดตามต้องพยุงปีกเข้าห้องเวรชี้ใต้ถุนศาลอาญา ซึ่ง นายสุวิทย์ ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงมีคำสั่งให้สำนักงานคุมประพฤติสืบเสาะประวัติเเละพฤติการณ์ของนายสุวิทย์ ประกอบทำคำพิพากษา เเละนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 29 ตุลาคม นี้

ขอบคุณข้อมูล/ภาพ policenews

พ่อแม่กะเหรี่ยง โวยรพ.ทำลูกน้อยตาย พบแขน-คอมีรอยเจาะ จมูกเลือดไหลไม่หยุด

พ่อแม่ชาวกะเหรี่ยง โวยโรงพยาบาลดัง จ.เชียงใหม่ ทำลูกวัย 8 เดือนตาย หลังกินยาที่หมอให้แต่กลับอาการแย่ลง พบที่ศพแขนและคอมีรอยเจาะ จมูกเลือดออกไม่หยุด

พ่อแม่และญาติๆ ของเด็กหญิงพิชญาภา ทวีไชยชยกรรณ์ หรือ น้องพลอย วัย 8 เดือน ได้จัดงานศพให้กับลูกสาวที่บ้านดงดำ ตำบลฮอด อำเภอฮอด จ.เชียงใหม่ ท่ามกลางความเศร้าสลดของครอบครัวและชาวบ้านที่มาร่วมงานศพ หลังจากช่วงเย็นของวันที่ 10 กันยายน น้องพลอย ไม่สบายมีไข้และน้ำมูกไหล ครอบครัวจึงนำตัวไปที่โรงพยาบาลในตัวอำเภอฮอด

หลังตรวจอาการแล้วแพทย์ได้จัดยาฆ่าเชื้อ 1 แคปซูล ให้ 1 กล่อง และยาขยายหลอดลม 1 ขวด ก่อนให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน เมื่อกลับมาถึงบ้าน แม่ของน้องพลอยได้นำยาฆ่าเชื้อ 1 เม็ด ผสมกับน้ำ 6 ซีซี ตามที่แพทย์แนะนำเททิ้ง 1 ซีซี ให้น้องพลอยดื่ม 5 ซีซี จนถึงเวลา 04.00 น. ปรากฏว่า น้องพลอยมีอาการหายใจผิดปกติ ซึมหลับ ครอบครัวจึงรีบนำตัวเข้ารักษาที่ โรงพยาบาลอีกครั้ง โดยแพทย์หญิงคนเดิมเข้ามารักษาอาการนำตัวเข้าห้องฉุกเฉิน มีการเจาะเลือดที่ลำคอ ใช้สายยางสอดเข้าไปในจมูกและปั้มหัวใจ จนเวลาประมาณ 08.00 น. น้องพลอย ได้เสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ

ต่อมาญาติได้นำศพน้องพลอย ออกจากโรงพยาบาล เพื่อนำมาประกอบพิธีตามพิธีกรรมของชาวกะเหรี่ยง ซึ่งมีข้อห้ามว่าเด็กเมื่ออายุต่ำกว่า 1 ปี เสียชีวิตห้ามนำเข้าหมู่บ้าน ให้นำไปฝังที่ป่าช้าก่อน

ขณะที่ นางวนัสนันท์ คำฟู อายุ 32 ปี ผู้เป็นป้า กล่าวว่า น้องพลอยอาศัยอยู่บ้านใกล้กัน เป็นลูกสาวของ นางชญาดา ทวีไชยชยกรรณ์ อายุ 27 ปี น้องสาวของตนเอง เคยทำงานเป็นผู้ช่วยพยาบาลอยู่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่ ส่วนพ่อของเด็กชื่อนายเดชา ทวีไชยชยกรรณ์ อายุ 48 ปี มีอาชีพขับรถทัวร์ ขณะที่น้องพลอย รักษาตัวที่โรงพยาบาลมีอาการทรุดลงเรื่อยๆ แต่แพทย์กลับไม่แจ้งอาการ หรืออธิบายให้ครอบครัวทราบว่าน้องพลอยเป็นอะไร

ตลอดเวลาที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลก่อนจะเสียชีวิต 4 ชั่วโมง โรงพยาบาลมีการเตรียมรถฉุกเฉิน ขณะที่พยาบาลแจ้งว่า ได้ประสานโรงพยาบาลแห่งหนึ่งเพื่อส่งน้องพลอยไปรักษาต่อ แต่ไม่มีโรงพยาบาลไหนรับจนน้องพลอยเสียชีวิตในที่สุด จึงอยากจะทราบว่าช่วงหัวค่ำที่ตนและแม่น้องพลอย พามาที่โรงพยาบาล  เหตุใดแพทย์จึงจ่ายแค่ยาและให้น้องพลอยกลับมาพักรักษาตัวที่บ้าน กระทั่งอาการทรุดหนักจนต้องนำกลับมายังโรงพยาบาลอีกครั้ง

ด้าน นางชญาดา แม่น้องพลอย กล่าวว่า ก่อนฝังน้องพลอย ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าใส่ชุดกะเหรี่ยงให้ใหม่ เมื่อถอดเสื้อผ้าออกพบรอยเข็มฉีดยาเขียวซ้ำที่บริเวณลำคอ ทั้งแขนขา หน้าอกมีรอยเขียวซ้ำจากการปั้มหัวใจ และมีเลือดไหลออกทางจมูกตลอดเวลา ญาติๆ จึงเกิดความสงสัยว่าการที่ น้องพลอย เสียชีวิตอาจเนื่องมาจากความผิดพลาดในการรักษาของทางแพทย์

อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตยาที่แพทย์ให้น้องพลอยเป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ในฉลากยาระบุใช้กับเด็กอายุตั้งแต่ 1-12 ขวบ แต่น้องพลอยอายุเพียง 8 เดือน นอกจากนี้ทางใบมรณะบัตร ระบุสาเหตุการตายจากหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ซึ่งข้อมูลขัดแย้งกัน ทางญาติ จึงได้เรียกร้องความเป็นธรรมไปยังศูนย์ดำรงธรรมอำเภอฮอด และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ส่วนศพของน้องพลอยที่ฝังอยู่ในป่าช้าและจะมีพิธีเผาดิบตามประเพณีของชาวกะเหรี่ยงต่อไป

เตรียมรับมือ! พายุ ‘บารีจัต-มังคุด’ ฝนถล่ม-น้ำท่วม 13-18 ก.ย. นี้

เตรียมรับมือ! พายุ ‘บารีจัต-มังคุด’ ฝนถล่ม-น้ำท่วมฉับพลัน 13-18 ก.ย. นี้

กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเตือนฉบับที่ 6 ระบุ พายุโซนร้อน “บารีจัต” (BARIJAT) บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 21.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.3 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลาง ประมาณ 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กำลังเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 15 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่า พายุนี้จะเคลื่อนผ่านตอนใต้ของเกาะฮ่องกง และเกาะไหหลำ ประเทศจีน ในช่วงวันที่ 13-14 กันยายน 2561

หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำปกคลุมบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยจะมีกำลังแรงขึ้น ลักษณะเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรงขึ้น โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

อนึ่ง พายุไต้ฝุ่น “มังคุด” (MANGKHUT) บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกมีแนวโน้มการเคลื่อนผ่านเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์ และตอนใต้ของเกาะไต้หวัน ในช่วงวันที่ 14-15 กันยายน 2561 หลังจากนั้นจะเคลื่อนลงทะเลจีนใต้ตอนบน และผ่านเกาะฮ่องกง โดยจะเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ในช่วงวันที่ 16-18 กันยายน 2561 ตามลำดับ ซึ่งจะส่งผลให้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มมากขึ้น และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่รับลมมรสุมด้านตะวันตกของภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังผลกระทบจากฝนตกหนักและฝนตกสะสม ที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงดินโคลนถล่ม

สำหรับคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังแรง โดยมีคลื่นสูง 2-3 เมตร ชาวเรือควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงวันที่ 13-18 กันยายน 2561 ไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือ สายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง