มติ กสชท. ไม่เยียวยา Dtac ปมสัมปทานคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ จะหมดสัญญา

กสชท. ไม่เยียวยา Dtac ปมสัมปทานคลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ จะหมดสัญญา แนะเร่งจัดการให้แล้วเสร็จใน 3 วัน

รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมคณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อหารือกรณีเยียวยาผู้ใช้บริการดีแทค เพื่อขอให้ลูกค้าดีแทคได้รับสิทธิเข้าสู่มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการตาม ประกาศ กสทช. จากการที่คลื่น 850 เมกะเฮิรตซ์ที่จะสิ้นสุดสัมปทานวันที่ 15 ก.ย.นี้ แต่ยังมีลูกค้าบางส่วนที่ยังคงใช้คลื่นดังกล่าวอยู่ และจะได้รับผลกระทบหากยกเลิกไป ว่า

ที่ประชุมได้มีมติ 4:2 เสียง ไม่เยียวยาลูกค้าตามที่ดีแทคร้องขอ เพราะเห็นว่าเหตุผลดีแทคอ้างยังไม่น้ำหนักไม่เพียงพอ ที่อ้างลูกค้าคงค้างในคำนิยามว่ามีอยู่จำนวนมาก จึงไม่เข้าข่ายการให้เยียวยา ตอนนี้มีหนังสือให้แจ้งให้ลูกค้าโอนลูกค้าโดยเร็ว ให้โอนภายใน 3 วันตามคาปาซิตี้ต่อวันๆ ละ 60,000 ราย

ด้านนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. กล่าวว่า กสทช.มีความห่วงใยเลขหมายทั้ง 94,625 ราย และห่วงลูกค้ากระทบ เราได้มีหนังสือแจ้งให้ทางดีแทคโอนลูกค้าโดยเร็วตั้งแต่ 20 มิ.ย. ให้โอนลูกค้าไปก่อนหน้านี้แล้ว

ซึ่งระหว่างดังกล่าวล่วงเลยมาช้านานมาก และพิจารณาแล้วว่าการสิ้นสุดสัมปทานที่ผ่านมา เอไอเอส และดีพีซี ก็เคยมีซิมดับ 400,000 และ 200,000 รายตามลำดับ มีการให้ลงทะเบียนซิมไปแล้วแต่กลับไม่มีความคืบหน้า

ยลโฉมโรงหนังเคลื่อนที่คันแรกในไทยและในเอเชีย

หอภาพยนตร์ไทย นำรถฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ ตาม “โครงการรถโรงหนัง” มาฉายให้เด็กนักเรียน และประชาชนได้รับชม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีโอกาสชมภาพยนตร์

หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ในการกำกับดูแลของ กระทรวงวัฒนธรรม นำรถฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ หรือ รถโรงหนัง ตาม “โครงการรถโรงหนัง” มาจอด ที่องค์การบริหารส่วนตำบลบางเสาธง อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อฉายภาพยนตร์ ให้ นักเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสมุทรปราการ เขต 2 ได้รับชม โดยมีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา จากหลายโรงเรียน มาชมภาพยนตร์ที่จัดฉายในรถ

นายวุฒินันท์ แช่มช้อย หัวหน้าผู้ควบคุมรถโรงหนังเคลื่อนที่ เปิดเผยว่า รถคันนี้ เป็นรถฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ สำหรับเดินทางไปฉายภาพยนตร์ เพื่อการเรียนรู้ ความบันเทิง ให้แก่ เด็กนักเรียน และประชาชนทั่วประเทศ ที่อาศัยอยู่ในชนบท หรือพื้นที่ห่างไกล จากโรงภาพยนตร์ โดยรถคันนี้เป็นรถฉายภาพยนตร์คันแรกของ ไทย และทวีปเอเชีย มีขนาด 100 ที่นั่ง ฉายภาพยนตร์ วันละ 2 คือรอบ เช้า , บ่าย

โดย รถฉายภาพยนตร์เคลื่อนที่ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานนามรถว่า “เฉลิมทัศน์” ซึ่งหมายถึง รถโรงฉายภาพยนตร์ เพื่อสร้างโอกาสในการรับชมภาพยนตร์ รวมทั้งเป็นการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 5 รอบ และในวันนี้ (12 ก.ย.) รถคันนี้จะเดินทางไปฉายภาพยนตร์ต่อที่เทศบาลทุ่งสะเดา อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา

ศาลสั่งจำคุก ‘ซินแสโชกุน’ 4,355 ปี คดีฉ้อโกง-ลอยแพทัวร์ญี่ปุ่น

ศาลสั่งจำคุกซินแสโชกุน 4,355 ปี คดีฉ้อโกงหลอกผู้เสียหายกว่า 800 คน สมัครสมาชิกซื้อผลิตภัณฑ์แลกได้รับสิทธิ์บินไปญี่ปุ่น

วันนี้(12 ก.ย.) ศาลอาญารัชดา นัดฟังคำพิพากษาในคดีฉ้อโกงประชาชน ที่พนักงานอัยการคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท เวลท์เอเวอร์ จำกัด โดย น.ส.พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ หรือซินแส โชกุน กับพวกรวม 10 คน เป็นจำเลยที่ 1-10 ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนฯ , ซ่องโจร,พ.ร.ก.กู้เงิน, พรบ.คอมฯ,พรบ.กรมศุลกากร,และ พรบ.อาหารและยา

สืบเนื่องจาก เมื่อเดือน ม.ค.-เม.ย.60 จำเลยกับพวก ชักชวนให้ผู้เสียหายเข้าเป็นสมาชิกของบริษัทผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยระบุให้สมาชิกชำระเงิน 9,700 บาทต่อคน แล้วจะได้อาหารเสริม 2 กระปุก พร้อมกับอ้างว่าสมาชิกจะมีสิทธิได้เดินทางไปท่องเที่ยวประเทศแถบเอเชียด้วย อาทิ ญี่ปุ่น เกาหลี ฮ่องกง แต่ล่าสุดกลับถูกลอยแพที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งคดีพบมูลค่าความเสียหายกว่า 51 ล้านบาท และอัยการ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งหมดเมื่อวันที่ 6 ก.ค.60

ทั้งนี้ ศาลพิเคราะห์แล้วพิพากษา ให้จำคุก น.ส.พสิษฐ์ หรือ ซินแสโชกุน จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 5และ8 รวม 871 กระทงเป็นเวลาทั้งสิ้น 4,355 ปี ตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ. 2527 แต่เมื่อรวมโทษทุกกระทงตามกฎหมายแล้วให้จำคุกสูงสุด 20 ปี

ส่วนข้อหาร่วมกันจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควบคุมฉลากโดยแสดงฉลากไม่ถูกต้อง ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 ให้ปรับจำเลยที่2เป็นเงิน 2 หมื่นบาท

พร้อมสั่งให้ปรับบริษัท เวลท์เอเวอร์ จำเลยที่ 1 ด้วย เป็นเงิน 435,520,000 บาท ฐาน พรบ.กู้ยืมเงิน.พรบ.อาหารและยา และให้ริบของกลางอาหารเสริมทั้งหมด ส่วนจำเลยที่ 3,4,6,7,9,10 ให้ยกฟ้อง

นอกจากนี้ศาลยังสั่งให้จำเลยทั้ง4ร่วมกันชดใช้งินคืนให้กับผู้สียหาย จำนวน871 คน เป็นเงินกว่า 51ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5%

ส่วนบรรยากาศภายในห้องพิจารณาคดีมีญาติมาร่วมรับฟัง โดยเมื่อศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จ ซินแสโชกุน ยังมีสีหน้าเรียบเฉยและพูดคุยกับญาติตามปกติ แต่จำเลยที่ 8 ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการเงินอยู่ในอาการร่ำไห้