ทลายเครือข่ายโกงเงินตำรวจ จ.เลย พบเงินหมุนเวียนกว่าพันล้าน

ตำรวจเข้าตรวจค้นอาคารชุดและบ้านพักหรู กลางเมืองเชียงใหม่ หลังสืบทราบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการโกงเงินตำรวจในจังหวัดเลย พบเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 1 พันล้านบาท

พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และ ตำรวจภูธรภาค 5 เข้าตรวจสอบและอายัดทรัพย์สิน ในห้องของอาคารชุด และบ้านพักหรู ในจังหวัดเชียงใหม่ 4 แห่ง ของ เครือข่ายอดีตผู้บังคับการ กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย ที่ชักชวนให้ตำรวจในจังหวัดเลย นำเงินมาร่วมลงทุนก่อนฉ้อโกง หลังก่อนหน้านี้ ได้ขยายผลจับกุมผู้ต้องหาในจังหวัดอุดรธานี และ จังหวัดขอนแก่น

พลตำรวจตรี สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า ตำรวจได้จับกุมหนึ่งในผู้ต้องหาตามหมายจับ ซึ่งพบว่า เป็นผู้รับโอนเงิน ที่ดำเนินการในลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ มีสมาชิกในกลุ่ม 70 คน มีเงินหมุนเวียนในบัญชี ช่วงปี 2557 ถึง 2561 กว่า 1,000 ล้านบาท แต่ผู้ต้องหายืนยันว่า เป็นการลงทุนโดยเจตนาบริสุทธิ์

รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ยังเปิดเผยอีกว่า คดีนี้ จับผู้ต้องหาได้แล้ว 6 คน ในจังหวัดอุดรธานี, ขอนแก่น และ 4 จุดในจังหวัดเชียงใหม่ และครั้งนี้ ยังเข้าตรวจสอบและอายัดทรัพย์ อีก 6 จุด ในภาคอีสาน หลังสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.พบข้อมูลเส้นทางการเงินของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเข้าข่ายกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 รวมทั้งยังพบว่ามีอดีตนิติกรของศาลจังหวัดเชียงใหม่ เกี่ยวข้อง จึงขอให้ผู้เสียหาย และเคยหลงเชื่อ เข้าแจ้งความ ซึ่งตำรวจจะมีการเฉลี่ยทรัพย์ คืนให้กับผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด

ร่างทรงซิ่งปาเจโร่ พุ่งชนบ้านเรือนประชาชนตาย 1 เจ็บ 10

คณะร่างทรงขับปาเจโร่ พุ่งชนบ้านเรือนประชาชนตาย 1 บาดเจ็บ 10 ราย อ้างมีรถตัดหน้าไม่คุ้นเส้นทาง

เมื่อเวลา 00.15 น. วันที่ 11 ก.ย. 61 ร.ต.อ.เกียรติพงษ์ ติ๊บมา รองสว.สอบสวน สภ.คลองหลวง รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนบ้านเรือนประชาชนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหลายรายที่เกิดเหตุบ้านเลขที่25/8 หมู่ที่15 ถนนเลียบคลองสองก่อนถึงคลองระพีพัฒน์เล็กน้อย ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลังรับแจ้งจึงรุดไปที่เกิดเหตุพร้อมด้วยหน่วยกู้ชีพเทศบาลเมืองท่าโขลง อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สมาคมกู้ชีพบัวเพ็ชร รถกู้ชีพร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติและแพทย์เวรพร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ยี่ห้อมิตซูบิชิ รุ่นปาเจโร่ สีดำ ทะเบียน 2 กก-9288 กทม. พุ่งชนบ้านเลขที่ 25/8 ซึ่งเป็นบ้านสองชั้นครึ่งปูนครึ่งไม้จนได้รับความเสียหายจนเสาบ้านขาด 3 ต้น ความแรงของรถยนต์ได้พุ่งชนห้องนอนที่กั้นด้วยอิฐบล๊อคฉาบปูนจนทะลุไปยังบ้านหลังที่ 2 ซึ่งเป็นเช่าไม้แบบชั้นเดียวไม่มีเลขที่ อยู่ติดกันจนได้รับความเสียหายพังยับเยิน ใต้ท้องรถพบศพผู้เสียชีวิต 1 ราย ทราบชื่อ น.ส.เบญจวรรณ สดเปรม อายุ 40 ปี ซึ่งกำลังนอนหลับสนิทอยู่ในบ้านที่เกิดเหตุชั้นล่าง

นอกจากนี้ยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวน 10 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่ขับขี่และโดยสารมากับรถคันเกิดเหตุและประชาชนที่พักอาศัยบ้านเช่าหลังที่ 2 ที่ถูกชน ทราบชื่อต่อมานายพงศกร ทรัพย์เสือ อายุ 3 0ปี ผู้ขับขี่ศีรษะแตก นายอัครชัย เนียมเฮง อายุ 46 ปี นั่งข้างคนขับได้รับบาดเจ็บแขนซ้ายเกือบขาดอาการสาหัสรถกู้ชีพ รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเร่งนำส่งโรงพยาบาล และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บที่โดยสารมาในรถอีก 3 ราย และผู้พักอาศัยอีก 5 รายถูกลำเรียงส่ง รพ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ

นายพงศกร ทรัพย์เสือ ผู้ขับขี่ให้การว่า ขณะเกิดเหตุตนเองพร้อมพวกเพิ่งเดินทางออกจากบ้านงานย่านวัดแสงสรรค์ ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี หลังไปร่วมงานพิธีไหว้ครู บูชาเทพและระหว่างเดินทางไปส่งเพื่อนที่จ.พระนครศรีอยุธยาและกลับจ.กำแพงเพชร เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีรถกระบะตัดหน้า ประกอบกับตนเองไม่ชำนาญทางทำให้ตนเองพุ่งชนบ้านจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ทางด้านนางปิ่น สดเปรม อายุ67ปี เจ้าของบ้านเปิดเผยว่า ขณะเกิดเหตุตนเองนอนกันอยู่ทั้งหมด5คน โดยที่ลูกสาวนอนที่ห้องชั้นล่าง ขณะนอนหลับสนิทได้ยินเสียงรถยนต์ชนอะไรบางอย่างจึงลงมาดูก็พบว่ามีรถพุ่งชนเข้ามาในบ้านมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจึงร้องเรียกเพื่อนบ้านให้แจ้งตำรวจเพื่อประสานกู้ภัยก่อนจะมาทราบว่าลูกสาวที่นอนในห้องถูกรถพุ่งชนเสียชีวิต

ร.ต.อ.เกียรติพงษ์ ติ๊บมา รองสว.สอบสวนสภ.คลองหลวง เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพร้อมบันทึกภาพไว้เป็นหลักฐานรวมทั้งสอบพยานเบื้องต้น และให้อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งนำร่างผู้เสียชีวิตส่งสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ร.พ.ธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติเพื่อรอญาติรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนาและจะได้สอบปากคำผู้ขับขี่เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาเพื่อดำเนินคดีทางกฏหมายต่อไป

‘พ่อค้าส้มตำ’ ให้ปากคำเพิ่ม ปมถูกตำรวจยัดยา-เรียกเงิน

ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 สั่งเร่งสอบข้อเท็จจริง พ่อค้าขายส้มตำอ้างถูกตำรวจ ยัดยาเสพติดและเรียกเงิน 5 หมื่นบาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัว

นายศักดิ์ชัย แน่นอุดร พ่อค้าขายส้มตำวัย 49 ปี ซึ่งอ้างว่า ถูกตำรวจกองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ยัดยาเสพติด และรีดไถเงิน 50,000 บาท เป็นค่าประกันตัว เดินทางเข้าให้ปากคำเพิ่มเติม ที่สถานีตำรวจนครบาล (สน.)พญาไท

โดยนายศักดิ์ชัย เล่าว่า เมื่อกลางดึกวันที่ 10 สิงหาคม ระหว่างที่ขายของอยู่ที่ร้านส้มตำ บริเวณถนนพระราม 6 ลูกสาวได้มาบอกว่า บ้านพักที่ย่านถนนเพชรบุรี ถูกเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น จึงรีบกลับบ้าน และพบตำรวจนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย อ้างว่า เจอไอซ์ จำนวนไม่มาก ก่อนที่ลูกสาวจะถูกควบคุมตัวไปยังกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เมื่อไปพาลูกสาวกลับมา ปรากฏว่าตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ตามมาจับกุม พร้อมแจ้งข้อหา พาผู้ต้องหาหลบหนี อีกทั้งยังมีหมายจับข้อหา กรรโชกทรัพย์ ซึ่งเจ้าหน้าที่ให้นำเงิน 50,000 บาท มาเป็นค่าประกันตัวออกไป ด้วยความที่กลัวถูกคุมขัง และไม่รู้กฎหมาย จึงให้ลูกสาวนำเงินมาให้เจ้าหน้าที่ ก่อนจะได้รับการปล่อยตัว และเดินทางกลับบ้าน

ต่อมา ตนเองได้เข้าแจ้งความในภายหลัง เพราะรู้สึกว่าถูกเจ้าหน้าที่ยัดยาเสพติด และรีดไถ อีกทั้งยังจำหน้า และรู้จักชุดจับกุมหลายนาย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ “ดาบวรพล” ที่เป็นคนรับเงิน 50,000 บาท และเคยมีเรื่องวิวาทกับลูกชายของญาติ เมื่อหลายปีก่อนด้วย จากนั้น เจ้าหน้าที่ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวมาคืน ซึ่งตอนแรก ตัวเองจะไม่เอาเรื่อง แต่เมื่อได้รับโทรศัพท์ข่มขู่ จึงยืนยันว่า จะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

เบื้องต้น พลตำรวจตรี เสนิต สำราญสำรวจกิจ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 สั่งการให้ผู้กำกับการสอบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เร่งสอบสวนข้อเท็จจริง โดยแยกคดีเป็นในส่วนของคดีของผู้เสียหาย และส่วนความผิดทางวินัย ซึ่งหากพบกระทำผิดจริง จะลงโทษตามกฎหมาย คือไล่ออก