ประชาชน 68% ไม่เห็นด้วยเปิดให้อาชีพอื่นจ่ายยาแทนเภสัช

นิด้าโพล เผยผลสำรวจพ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ประชาชนได้ประโยชน์ ? ชี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นให้สายอาชีพอื่นจ่ายยาแทนเภสัช

วันที่ 9 ก.ย. 2561 นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่อง “พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ ประชาชนได้ประโยชน์ ?” ตัวอย่างเกี่ยวกับการแก้ พ.ร.บ. ยา (ฉบับใหม่ กรกฎาคม 2561) โดยแก้ไขจาก พ.ร.บ. ยา พ.ศ. 2510 มาตรา 21 ผู้รับอนุญาตขายส่งยาแผนปัจจุบันต้องมีเภสัชกรชั้นหนึ่งประจำอยู่ ณ สถานที่ขายยาประจำอยู่ตลอดเวลาที่เปิดทำการ

(เภสัชกรชั้นหนึ่ง หมายความว่า ผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาเภสัชกรรม) เป็น พ.ร.บ. ยา (ฉบับใหม่ กรกฎาคม 2561) ให้ตัดข้อความ “เภสัชกร” เป็น “ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ” ถ้าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ สามารถจัดหาผู้มีหน้าที่ปฎิบัติการ มาทำงานแทนได้ และให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพสามารถจ่ายยาได้

จากการสำรวจเมื่อถามถึงผลดีหรือผลเสียต่อประชาชนกับการที่ “พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่” เอื้อประโยชน์ให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพ สามารถเปิดร้านขายยาได้เหมือนกับเภสัชกร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.20 ระบุว่า ส่งผลเสีย เพราะวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพไม่มีความชำนาญ ความเชี่ยวชาญ เท่ากับเภสัชกรที่จบมาเฉพาะด้าน

ขณะที่บางส่วนระบุว่า ส่งผลทำให้มีร้านขายยาเพิ่มมากขึ้น รองลงมา ร้อยละ 46.48 ระบุว่า ส่งผลดี เพราะจะได้มีทางเลือกเพิ่มมากขึ้น วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพก็มีความรู้ความสามารถ ไม่น้อยกว่าเภสัชกร และเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในการซื้อยามากขึ้น เนื่องจากในบางครั้งเภสัชกรก็ไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ถูกต้องอย่างแพทย์ และร้อยละ 2.32 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ด้านความเชื่อมั่นของประชาชนต่อบุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพว่าจะสามารถจ่ายยา/ขายยาได้เทียบเท่ากับเภสัชกร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 68.00 ระบุว่า ไม่เชื่อมั่น เพราะเภสัชกรมีความรู้ ความชำนาญมากกว่าบุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพ เนื่องจากเรียนตรงตามหลักสูตรและตรงกับสายงาน

ขณะที่บางส่วนระบุว่า ต้องการผู้ที่มีความรู้ ความสามารถเฉพาะทางในการแนะนำหรือจ่ายยา รองลงมา ร้อยละ 29.44 ระบุว่า เชื่อมั่น เพราะบุคลากรวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพมีความรู้ความสามารถเทียบเท่ากับเภสัชกร และร้อยละ 2.56 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการยอมรับให้วิชาชีพอื่นในสายสุขภาพสามารถจ่ายยา/ขายยาโดยไม่มีเภสัชกรควบคุม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 77.04 ระบุว่า ยอมรับไม่ได้ เพราะผู้ที่จะจ่ายยาได้นั้นต้องเป็นเภสัชกร หรือมีเภสัชกรคอยควบคุมการจ่ายยา

ขณะที่บางส่วนระบุว่า ไม่มีความมั่นใจหากเป็นวิชาชีพอื่นที่ไม่ได้จบเฉพาะทาง ไม่มีความเชี่ยวชาญเทียบเท่าเภสัชกร อาจจะจ่ายยาไม่ตรงกับโรคที่เป็นหรือจ่ายยาผิด รองลงมา ร้อยละ 21.12 ระบุว่า ยอมรับได้ เพราะเป็นการเปิดกว้างในด้านอาชีพมากขึ้น เนื่องจากวิชาชีพอื่นในสายสุขภาพก็มีความรู้ ความสามารถเทียบเท่ากับเภสัชกร และร้อยละ 1.84 ไม่ระบุ/ไม่แน่ใจ

กรมชลฯ สั่งพักราชการเจ้าหน้าที่ 4 ราย ส่อทุจริตโครงการชลประทานยะลา

กรมชลฯ สั่งพักราชการเจ้าหน้าที่ 4 ราย เอี่ยวทุจริตโครงการชลประทานยะลา เร่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน ชี้แจงกรณีตรวจพบการทุจริตงานก่อสร้างอาคารป้องกันตลิ่งของโครงการชลประทานยะลา ว่า กรณีที่เกิดขึ้นดังกล่าวเป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 เรื่องมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ให้ดำเนินการทางวินัยต่อข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาดโดยเร็ว

และพิจารณาให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้นั้นออกจากราชการไว้ก่อน หรือออกจากตำแหน่งตามความเหมาะสม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีข้อสั่งการให้ส่วนราชการในสังกัด ปฏิบัติตามมติดังกล่าวอย่างเคร่งครัด และอธิบดีกรมชลประทาน ได้มีข้อสั่งการให้ข้าราชการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี และข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

โดยในชั้นแรกกรมชลประทานได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวน พบว่ามีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าสามารถสรุปความผิดได้ชัดเจนถึงขั้นชี้มูลความผิด กรมฯจึงได้ออกคำสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องจำนวน 4 ราย พักราชการ จนกว่าการสอบสวนพิจารณาจะเสร็จสิ้น ประกอบด้วยผู้ควบคุมงาน 1 ราย และคณะกรรมการตรวจการจ้าง 3 ราย และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 4 ราย

ในขณะเดียวกันกรมชลประทานได้รายงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ทราบในเบื้องต้นแล้ว
สำหรับโครงการที่อยู่ในความดูแลของโครงการก่อสร้างที่ 17 สำนักงานชลประทานที่ 17 ที่มีการตรวจพบการทุจริตเพิ่มเติมตามที่เป็นข่าวรวม 3 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำฝายบ้าน กม.12 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา

2.โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำฝายคลองมูบอ ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และ 3.โครงการปรับปรุงระบบส่งน้ำอาคารบังคับน้ำบ้านบือรอ ตำบลละแอ อำเภอยะหา จังหวัดยะลา กรมชลประทานได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนผู้เกี่ยวข้องทั้ง 5 รายแล้ว เป็นข้าราชการเกษียณอายุปี 2560 1 ราย อีก 4 ราย ได้มีคำสั่งให้ย้ายออกจากพื้นที่โครงการก่อสร้างดังกล่าวแล้ว

หากผลการสืบสวนปรากฏว่ามีมูลเข้าลักษณะความผิดทางวินัยฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือความผิดอื่น จะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย เพื่อดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือในความผิดนั้นๆ ตามระเบียบของทางราชการต่อไป

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอยืนยันว่าได้ตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาการทุจริตภายในหน่วยงาน นอกจากจะได้ดำเนินการตามระเบียบขั้นตอนอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องอยู่แล้ว ยังได้กำหนดเป็นนโยบาย แนวทางปฏิบัติ และบันทึกสั่งการ ตลอดจนสัมมนาให้ความรู้แก่ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานตลอดมา

เก๋ เลเดอเรอร์ นางแบบเซ็กซี่ กินยาฆ่าหญ้า-โดดตึกฆ่าตัวตาย

เก๋ เลเดอเรอร์ นักธุรกิจสาว เจ้าของลาพรีมคลินิก กินยาฆ่าหญ้า ก่อนกระโดดตึกฆ่าตัวตาย เพื่อนสนิทเผย ผู้ตาย เคยบ่นว่ากำลังมีปัญหาชีวิตอย่างหนัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (8 ก.ย.61) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.โชคชัย ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุ ที่ ลาพรีมคลินิก เลขที่ 756 ซอยร่วมน้ำใจ แยก 4 ถนนประดิษฐ์มนูญธรรม แขวงคลองเจ้าคุณสิงห์ เขตวังทองหลาง กทม. 

กรณีมีผู้ตกจากที่สูงเสียชีวิตทราบชื่อต่อมา น.ส.กันยกร ศุภการค้าเจริญ อายุ 30 ปี หรือ เก๋ เลเดอเรอร์ นางแบบเซ็กซี่ และยังเป็นนักธุรกิจสาว เจ้าของลาพรีมคลินิก ตั้งแต่ค่ำวันที่ 7 ก.ย.เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในห้องพักที่ชั้น 3 ของอาคาร พบขวดยาฆ่าหญ้าอยู่ในภายห้องน้ำ

โดยเพื่อนสนิทของผู้ตายให้การกับเจ้าหน้าที่ว่า ผู้ตายเคยบ่นว่ากำลังมีปัญหาชีวิตอย่างหนัก เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าผู้ตายคงเครียดหนักจึงตัดสินใจดื่มยาฆ่าหญ้า ก่อนกระโดดจากอาคารดังกล่าวเพื่อฆ่าตัวตาย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ส่งศพไปชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตให้ชัดเจน รวมทั้งเชิญคนใกล้ชิดมาสอบปากคำ หาสาเหตุการฆ่าตัวตายต่อไป