เพจทนายโพสต์ย้อนเรื่องราว สรุปคดีลุงวิศวะ ยิงเด็ก ม.4 ดับ

เหตุการณ์ดัง คดีลุงวิศวะ ก่อเหตุยิงเด็กชั้น ม.4 จนเป็นเหตุให้เสียชีวิต เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2560 บริเวณริมถนนตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี หลังศาลพิพากษาจำคุก  15 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำนวน 10 ปี ล่าสุด เพจทนายได้โพสต์ย้อนสรุปคดี “ลุงวิศวะ” ลงเพจ

จากกรณีที่ นายสุเทพ โภชนสมบูรณ์ อายุ 50 ปี วิศวกรที่ก่อเหตุยิง นายนวพล ผึ่งผาย หรือ ปอน อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.4 เสียชีวิตริมถนนตลาดอ่างศิลา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 4 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยเรื่องราวดังกล่าวผ่านมากว่า 1 ปี 7 เดือน ล่าสุด วันนี้(27 ก.ย.) ศาลชั้นต้นจังหวัดชลบุรี ได้มีคำพิพากษาจำคุก ลุงวิศวะ จำนวน 15 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำนวน 10 ปีนั้น

เพจเฟซบุ๊กดัง “นักกอดหมอนออนไลน์” ก็ได้โพสต์ย้อนให้ทราบถึงที่มาของคดีดังกล่าวด้วย โดยข้อความระบุว่า “ศาลจังหวัดชลบุรี ได้มีคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 2941/2560 ที่พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรีและนางสาวมณีพร ผึ่งผาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสุเทพ ฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา , พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาต หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “คดีลุงวิศวะ”

ตั้งแต่เกิดเหตุ สังคมต่างวิจารณ์กันไปต่างๆนานา ตามข้อเท็จจริงที่ค่อยๆปรากฎออกมาในสื่อ บ้างก็ว่า “เป็นกูก็ยิง” บางคนใจเย็นหน่อยก็คิดว่า “ควรจะแยกย้ายกลับไปนอนบ้านก็ไม่ต้องมีใครเจ็บใครตาย” กรณีแบบนี้จะอ้างเหตุป้องกัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 68 ได้มั้ย? แล้วการที่ผู้เสียหายมีส่วนร่วมกระทำความผิด (วิวาท) ผลจะเป็นอย่างไร??

คดีนี้ศาลได้ยกเหตุผลประกอบคำพิพากษาไว้โดยสรุปได้ ดังนี้

– จำเลยกับพวกของผู้ตายมีเหตุวิวาทกันที่หนึ่ง โดยผู้ตายและพวกได้ขับรถออกไปแล้ว ทำให้การวิวาทจบลงไป ณ ตรงนั้น
– จำเลยได้เตรียมอาวุธปืน พร้อมขับรถตามผู้ตายและพวกไปในลักษณะวิวาทอีก
– จำเลยมีโอกาสยับยั้งชั่งใจที่จะไม่เข้าวิวาท

ด้วยเหตุข้างต้น จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุป้องกันตาม มาตรา 68 ได้

นอกจากนั้น ยังมีข้อเท็จจริงฟังได้ว่า “จำเลยมิได้มีจิตใจโหดเหี้ยม เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจ… หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีและยอมรับกับตำรวจในทันทีว่าเป็นคนยิงผู้ตาย ประกอบกับผู้ตายมีส่วนกระทำความผิด เห็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบา…”

กรณีทำนองนี้เคยมีคำพิพากษาฎีกาที่ 8347/2554 วางหลักไว้ว่า “จำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหาย และเป็นการกระทำที่จำเลยเข้าสู้ภัยทั้งที่ยังไม่มีภยันตรายมาถึงตน จึงเป็นการกระทำโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกัน ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจที่จะอ้างสิทธิป้องกันได้ตามกฎหมาย และแม้จำเลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจำเลยสมัครใจที่จะไปต่อสู้กับผู้เสียหายเอง ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้เช่นเดียวกัน ”

บางครั้งเหตุการณ์ที่เรามองว่าเป็นภยันตราย แต่หากตั้งสติดีๆ อาจมองเห็นทางที่จะยุติกันได้โดยไม่ต้องมีเหตุรุนแรง ก็ควรตั้งสติให้มากไว้เถอะครับ สุดท้ายแล้วไม่มีฝ่ายใดได้ประโยชน์ มีแต่ต้องบาดเจ็บ เสียชีวิต เสียอิสรภาพ

อย่าปล่อยให้อารมณ์ต้องนำพาเราไปในทางที่ไม่ควรไปเลยครับ

//@แอดแมว//

ปล. ไม่สามารถนำรายละเอียดไปใส่ไว้ในคอมเมนต์ได้ ขออนุญาตแปะในบทความละกัน
——————————————–
คำพิพากษาโดยสรุป

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยพกพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรและไม่ได้รับอนุญาต แล้วใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจริง ส่วนปัญหาที่ว่าการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เหตุคดีนี้สืบเนื่องมาจากพวกของผู้ตายซึ่งเป็นคนขับรถตู้ และรถยนต์ จอดรถที่หน้าร้านขายของฝากกีดขวางทางออกของจำเลย ทำให้มีปากเสียงกันแต่เหตุวิวาทจบลงไปภายหลังจากที่พวกของผู้ตายขับรถตู้ และรถยนต์ ออกไปโดยมิได้ท้าทายจำเลยอีก

หากจำเลยมีสติรู้จักยับยั้งชั่งใจจอดรถรอสักพักหนึ่ง เพื่อให้โทสะคลายลงแล้วค่อยขับรถออกไป เหตุคดีนี้คงไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่จำเลยกลับขับรถตามรถทั้งสองคันไปในทันที พร้อมขับแซงรถตู้บีบแตรยาวใส่แล้วขับไปอยู่ด้านหน้าชะลอความเร็วลงจนเกือบจะหยุดรถเพื่อให้ชนท้าย ทั้งภรรยาจำเลยใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ถ่ายภาพรถยนต์ของพวกผู้ตายไว้อีก เช่นนี้ย่อมเป็นการท้าทายผุ้ตายกับพวกให้เกิดโทสะและเข้ามาวิวาทกับจำเลย

ภาพจาก เพจนักกอดหมอนออนไลน์

เหตุที่จำเลยมีความฮึกเหิมกล้าท้าทาย ก็เนื่องจากจำเลยพกพาอาวุธซึ่งบรรจุลูกกระสุนปืนไว้แล้วติดตัวไปด้วย และเตรียมอาวุธปืนไว้ตั้งแต่ที่หน้าร้านขายของฝาก บ่งชี้ถึงเจตนาขอจำเลยว่าพร้อมจะสมัครใจวิวาท เมื่อพวกของผู้ตายขับรถยนต์มาถึงที่เกิดเหตุ จำเลยได้หักหัวรถอย่างกระทันหันในลักษณะปาดหน้าและขัดขวางมิให้รถยนต์ของพวกผู้ตายขับต่อไปได้ แสดงให้เห้นว่าจำเลยมีเจตนาวิวาทกับผู้ตายและพวกมาตลอดทาง

จนกระทั่งถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นจุดสุดท้ายก่อนที่จะยิงกัน จำเลยก็ยังมีเจตนาวิวาทอยู่ เมื่อจำเลยเห็นว่าผู้ตายกับพวกมากันหลายคนก็เริ่มเกิดความขลาดกลัว แต่ยังคงพูดกับผู้ตายด้วยน้ำเสียงและคำพูดในลักษณะไว้ท่าทีว่าจะเอาเรื่อง ไม่ใช่คำพูดในทำนองขอโทษการกระทำของตนหรือแสดงให้เห็นว่าไม่อยากมีเรื่องให้เลิกแล้วกันไป ประกอบกับจำเลยเตรียมอาวุธปืนไว้พร้อมยิงต่อสู้ฝ่ายผู้ตายจึงต้องฟังว่าต่างฝ่ายต่างสมัครใจวิวาท

แม้ผู้ตายกับพวกทำร้ายร่างกายจำเลยก่อน จำเลยจึงใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แต่เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องเชื่อมโยงกันมาไม่ขาดตอนนับระยะเวลาตั้งแต่ต้นจนจบเพียง 5 นาทีเศษ และตามพฤติการณ์เป็นกรณีที่ต่างฝ่ายต่างสมัครใจวิวาทกัน จำเลยจะอ้างว่ายิงผู้ตายเพื่อป้องกันสิทธิ์ของตนไม่ได้ ทั้งไม่ปรากฏว่าผู้ตายกับพวกทำร้ายมารดา ภรรยา และหลาน ที่มากับจำเลยจึงอ้างไม่ได้ว่า จำเลย ยิงตายเพื่อป้องกันสิทธิ์ของผู้อื่นให้พ้นภยันอันตรายที่ใกล้จะมาถึง

จำเลยจึงมีความผิดฐานพกพาอาวุธปืนและฆ่าผู้อื่นตามฟ้องแต่เนื่องจากจำเลยมิได้มีจิตใจโหดเหี้ยมเยี่ยงโจรผู้ร้าย เพียงแต่ขาดสติยับยั้งชั่งใจในการควบคุม จำเลยจึงยิงปืนไปเพียงหนึ่งนัด หลังเกิดเหตุมิได้หลบหนีและยอมรับกับตำรวจในทันที ว่า เป็นคนยิงผู้ตายประกอบกับผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดเห็นสมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาจำคุก 15 ปี ลดโทษ 1 ใน 3 คงจำคุก 10 ปี ฐานพกพาอาวุธปืนปรับ 4,000 บาทลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงปรับ 2,000 บาทรวมจำคุก 10 ปีและปรับ 2,000 บาท

พร้อมยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของนางสาวมณีพร ผึ่งผาย มารดาผู้ตาย และให้ถือว่า นางสาวมณีพร อยู่ในฐานะผู้ร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเท่านั้น พร้อมสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 340,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันยื่นคำร้องขอ

—————————
ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 68 ผู้ใดจำต้องกระทำการใดเพื่อป้องกันสิทธิของตน หรือของผู้อื่น ให้พ้นจากภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึง ถ้าได้กระทำพอสมควรแก่เหตุ การกระทำนั้นเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นไม่มีความผิด

มาตรา 288 ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุก ตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี

—————————
คำพิพากษาฎีกาที่ 8347/2554

ก่อนเกิดเหตุผู้เสียหายมีเรื่องทะเลาะโต้เถียงกับจำเลยซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่ที่ร้านใกล้ที่เกิดเหตุ จึงเชื่อว่าเป็นสาเหตุให้จำเลยไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก ในวันเกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายออกจากร้านไปแล้ว ผู้เสียหายร้องตะโกนท้าทายจำเลยให้ออกไป จะฟันให้คอขาด จำเลยจึงรีบวิ่งไปหาผู้เสียหาย ถือได้ว่าจำเลยสมัครใจเข้าวิวาทและต่อสู้กับผู้เสียหาย และเป็นการกระทำที่จำเลยเข้าสู้ภัยทั้งที่ยังไม่มีภยันตรายมาถึงตน จึงเป็นการกระทำโดยที่ไม่มีกฎหมายให้อำนาจไว้ แม้ผู้เสียหายจะทำร้ายจำเลยก่อน ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะที่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจวิวาทกัน

ดังนั้น จำเลยจึงไม่อาจที่จะอ้างสิทธิป้องกันได้ตามกฎหมาย และแม้จำเลยมีความไม่พอใจผู้เสียหายเป็นอย่างมาก แต่เมื่อจำเลยสมัครใจที่จะไปต่อสู้กับผู้เสียหายเอง ก็ไม่อาจถือได้ว่าจำเลยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงไม่อาจอ้างเหตุบันดาลโทสะได้เช่นเดียวกัน การกระทำของจำเลยไม่เป็นการกระทำเพื่อป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และไม่เป็นการกระทำโดยเหตุบันดาลโทสะ”


ที่มา นักกอดหมอนออนไลน์

รอลงอาญา! “สมัคร ดอนนาปี” คุก 3 เดือน ปรับ 5 พัน คดีบุกรุกเขามิสก๊อก

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แถลงผลคำพิพากษาของศาลจังหวัดตาก คดีอาญาหมายเลขดำที่ 300/ 2561 นายสมัคร ดอนนาปี จำเลย ในฐานความผิด พ.ร.บ. ป่าไม้พ.ศ.2484 ยึดถือครอบครองพื้นที่ป่าบนเขามิสก๊อก

วันนี้ (27 ก.ย.61) เวลา 10.00.น นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 และที่ปรึกษาหน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า (พญาเสือ) แถลงผลคำพิพากษาของศาลจังหวัดตาก คดีอาญา กรณี นายสมัคร ดอนนาปี จำเลย ในฐานความผิด พ.ร.บ. ป่าไม้ พุทธศักราช 2484 ณ ห้องประชุมชั้น 5 อาคารศูนย์ปฏิบัติการป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

นายชัยวัฒน์ฯ ระบุว่า การแถลงข่าวในครั้งนี้เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง สืบเนื่องจากคณะเจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจปฏิบัติการพิเศษผู้พิทักษ์อุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่า ได้ประสานหน่วยงานต่างๆประกอบด้วย กองกำลังรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดตาก ทหาร ตำรวจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท) ศูนย์ปฏิบัติการพิทักษ์ป่า (ศปก.พป.) กรมป่าไม้ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ เข้าร่วมตรวจสอบบ้านพักตากอากาศบริเวณเขามิสก๊อก เลขที่ 277 บ้านประดาง หมู่ 3 ต.ประดาง อ.วังเจ้า จ.ตาก

เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเคยต้องคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ให้จำคุกจำเลย (นางสวนีย์ ปิยะวี) 4 เดือน ปรับ 20,000 บาทโทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปีและให้จำเลยพร้อมบริวารออกจากที่เกิดเหตุ โดยเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2560 นายชัยวัฒน์ เป็นผู้แจ้งความกล่าวโทษซึ่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรวังเจ้า ได้ทำความเห็นสั่งฟ้อง และพนักงานอัยการจังหวัดตากได้เป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาลจังหวัดตาก ตามพ.ร.บ.ป่าไม้พุทธศักราช 2484 ม.54 ห้ามมิให้ผู้ใด ก่อสร้าง แผ้วถาง หรือเผาป่า หรือกระทำการ ใดๆ อันเป็นการทำลายป่า หรือเข้ายึดถือ หรือครอบครองป่า เพื่อตนเองหรือผู้อื่น คดีอาญาหมายเลขดำที่ 300/2561

นัดฟังคำพิพากษาในวันพุธที่ 26 กันยายน 2561 เวลา 13.30 น. ทั้งนี้ศาลจังหวัดตากมีคำพิพากษาให้นายสมัคร ดอนนาปี จำเลย มีความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้พุทธศักราช 2484 ม.54 ให้จำคุก 3 เดือนปรับ 5,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้เป็นเวลา 2 ปี โดยให้จำเลยและบริวารออกนอกพื้นที่

ข้อมูลจาก ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

หนุ่มโพสต์อ้าง น้องเสียค่าปรับผ่านแอพฯ โอนเข้าบัญชีส่วนตัว

หนุ่มโพสต์อ้าง น้องเสียค่าปรับผ่านแอพธนาคาร พร้อมเผยภาพการโอนเป็นบัญชีชื่อส่วนตัวไม่ใช่บัญชีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ผู้ใช้เฟซบุ๊กท่าหนึ่งได้มีการโพสต์ภาพใบสั่ง พร้อมระบุข้อความอ้างว่า น้องของเขาชำระค่าปรับโดยการโอนผ่านแอพธนาคาร โดยใบบันทึกการโอนเป็นบัญชีชื่อส่วนตัวไม่ใช่บัญชีของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ซึ่งกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์อยู่ในขณะนี้ เนื่องจากชาวเน็ตบางคนได้ตั้งข้อสงสัยว่า เรื่องดังกล่าวอาจถูกแต่งเติมขึ้นเนื่องเจ้าของโพสต์ได้ลบโพสต์ดังกล่าวไป

ทั้งนี้ สำหรับบริการรับชำระค่าปรับออนไลน์นั้น ทางธนาคารกรุงไทยร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พัฒนาระบบรับชำระค่าปรับผ่านธนาคารกรุงไทยทุกช่องทาง

โดยตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2560 ธนาคารสามารถให้บริการรับชำระค่าปรับได้ทั้งใบสั่งจากกล้องจราจร ใบสั่งแบบเล่มที่ไม่ถูกยึดใบขับขี่* และใบเตือนทุกชนิดที่มีบาร์โค้ดและเครื่องหมาย PTM ซึ่งจะมีข้อความระบุว่า “สามารถชำระได้ที่ช่องทางของธนาคารกรุงไทย”

โดยสามารถนำใบสั่ง/ใบเตือนดังกล่าวมาทำรายการผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารได้ ดังนี้

– เคาน์เตอร์ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

-ตู้ ATM และตู้ ADM กรุงไทย

-KTB netbank

-จุดรับชำระที่มีสัญลักษณ์ ชำระค่าปรับจราจร PTM (Police Ticket Management)

*การชำระใบสั่งแบบเล่ม จะชำระได้หลังวันที่ได้รับใบสั่งไปแล้ว 2 วันทำการ

เอกสาร/สลิป / ข้อความ (SMS) ที่ได้จากการชำระเงินผ่าน ธ.กรุงไทยทุกช่องทาง และ/หรือหลักฐานการชำระเงินของหน่วยบริการรับชำระเงินต่างๆ (Banking Agent) สามารถใช้เป็นหลักฐานแทนใบเสร็จรับเงิน โดยไม่จำเป็นต้องส่งหลักฐานการชำระเงินไปที่สถานีตำรวจอีก ระบบจะทำการบันทึกข้อมูลการชำระค่าปรับของท่านโดยอัตโนมัติ

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อยากดังเดี๋ยวจัดให้return V.2