กระทรวงสาธารณสุข ยัน ให้เฉพาะ 3 วิชาชีพจ่ายยาได้

กระทรวงสาธารณสุข ได้ข้อสรุปกรณีกลุ่มเภสัชกรหลายสถาบันออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ให้ยึดกฎหมายยาเดิม ที่ให้เฉพาะ 3 วิชาชีพจ่ายยาได้

ภายหลังการประชุมนานกว่า 3 ชั่วโมง นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ประเด็นที่ยังมีข้อกังวลใจในร่างพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่ของกลุ่มเภสัชกร หลักๆ มีอยู่ 2 เรื่อง คือ การเปิดให้ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นสามารถจ่ายยาเพิ่มได้ ทำให้ไม่มีการเช็คหรือตรวจสอบกันระหว่างผู้สั่งจ่ายและผู้จ่ายยา ความปลอดภัยก็น้อยลง

ที่ประชุมจึงตกลงร่วมกันว่าให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มาตรา 13 (3) กำหนดให้ 3 วิชาชีพ คือ แพทย์ ทันตแพทย์ และสัตวแพทย์ สามารถจ่ายยาให้ผู้ป่วยได้

ส่วนอีกประเด็น คือ การจัดแบ่งกลุ่มประเภทยา ซึ่งร่างฉบับใหม่มีการเพิ่มเติมกลุ่มยาที่ไม่สอดคล้องตามหลักสากล  และแนวทางปฏิบัติยังไม่มีความชัดเจน อาจกระทบกับความปลอดภัยของประชาชนได้ ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดจะนำเสนอต่อคณะกรรมการร่างพ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ไม่ได้ถอนร่างที่เสนอครม.แล้วกลับมา แต่เสนอความเห็นดังกล่าวประกอบเข้าไป

ด้านนายแพทย์สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า ตามหลักสากลแบ่งยาเป็น 3 กลุ่ม คือ ยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย และยาสามัญประจำบ้าน โดยต้องมีใบสั่งยา ส่วนร้านขายยาประเภทที่ 2 ซึ่งเป็นร้านขายยาบรรจุเสร็จ ตรงนี้ต้องไปเขียนเพิ่มเติมในบทเฉพาะกาลให้ชัดเจนว่าเป็นยาประเภทใด และไม่ต้องมีใบสั่งยา

ส่วนเรื่องการโฆษณายาที่กลุ่มเภสัชฯ เสนอให้เป็นระบบของการขออนุญาตเท่านั้นไม่ใช่ทำแค่จดแจ้ง โดยจะจัดทำสรุปและเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในที่ประชุมผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขต่อไป

ขณะที่ เภสัชกรจิระ วิภาสวงศ์ ประธานชมรมเภสัชสาธารณสุขแห่งประเทศไทย พอใจผลหารือระดับหนึ่ง ยืนยันเภสัชกรไม่ได้คัดค้านการแก้ไขร่างพ.ร.บ.ยาทั้งฉบับ แต่มีบางประเด็นที่ต้องปรับแก้ให้เหมาะสมจริงๆ

ส่วนเรื่องการแบ่งประเภทยา เภสัชกรค้านกลุ่มยาแผนปัจจุบันที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ตั้งข้อสังเกตว่าจัดเป็นร้านขายยาบรรจุเสร็จหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 2,800 แห่ง ทั้งนี้กระทรวงสาธารณสุขจะเชิญวิชาชีพอื่นๆ มาร่วมหารือเพิ่มเติมหรือไม่นั้น ขณะนี้ยังไม่มีการกำหนด

ถนนดาวอังคารโผล่ศรีสะเกษ ชาวบ้านจี้เร่งจัดการ หลังทำรถพังบ้านเรือนเปื้อนโคลน

ชาวบ้านที่กระแชง จ.ศรีสะเกษ รวมตัวร้องรัฐเร่งแก้ไขถนนเข้าหมู่บ้าน เหตุเป็นหลุมเป็นบ่อทำมอเตอร์ไซค์พัง ใช้งานลำบากมานานกว่า 5 ปี

ผู้สื่อข่าว MThai รายงานว่า ที่ จ.ศรีสะเกษ ได้มีชาวบ้านบ้านกระแชง หมู่ที่ 2 ต.กระแชง อ.กันทรลักษ์ จำนวนหนึ่งเข้าเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเป็นการด่วน หลังจากพบว่าถนนทางเข้าหมู่บ้านพังเสียหาย ยากต่อการใช้สัญจรไปมานานกว่า 5 ปีแล้ว

ถนนพัง, ข่าวจังหวัดศรีสะเกษ
ถนนพัง

โดยถนนเส้นทางดังกล่าว  กลายเป็นหลุมขนมครก นับพันหลุม ชาวบ้านที่ใช้รถใช้ถนน สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าว ต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะฤดูฝน จะมีน้ำขังเต็มหลุม รถจักรยานยนต์ของนักเรียน และบ้านเรือนราษฎร ต่างถูกรถยนต์ที่เร่งรีบ ขับด้วยความเร็ว ไม่ทันระวังเหยียบน้ำกระเซ็น เปียกปอนเปรอะเปื้อนไปตามๆ กัน

ถนนพัง, ข่าวจังหวัดศรีสะเกษ

ทั้งนี้การที่ชาวบ้านออกมารวมตัวกันครั้งนี้ ก็เพื่ออยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบความเดือดร้อน เพื่อว่าสักวันจะมีงบประมาณเข้ามาปรับปรุงแก้ไข ให้สามารถสัญจรอย่างสะดวกสบาย เหมือนกับถนนเส้นทางสายอื่นๆ เพราะรอ และทนใช้มานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการเหลียวแล

ให้ออกจากราชการ ตร.เรียกรับเงินคดีเมจิกสกิน

ผู้บังคับการกองปราบปราม มีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนกองปราบฯ ออกจากราชการ กรณีเรียกรับเงินผู้เสียหายคดีเมจิกสกิน พร้อมสั่งฟันวินัยและอาญาร้ายแรง

นี่คือแชทไลน์ที่มีการพูดคุยกันระหว่างผู้เสียหายคดีเมจิก สกิน ในผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลสลิม กับตำรวจกองกำกับ 3 กองปราบปรามนายหนึ่งหลุดออกมา ซึ่งข้อความการสนทนาเป็นลักษณะของการเรียกรับเงินเป็นจำนวน 2 ล้านบาท เพื่อเร่งรัดให้คดีเร็วขึ้น

ซึ่งเรื่องนี้พลตำรวจตรีไมตรี ฉิมเฉิด ผู้บังคับการกองปราบปราม ยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง และมีพยานหลักฐานจากแชทไลน์และคลิปเสียงการสนทนาระหว่างพนักงานสอบสวนคนดังกล่าวกับผู้เสียหาย

โดยจากการสอบถามไปยังเพื่อนผู้เสียหายที่อยู่ในเหตุการณ์ ยืนยันว่ามีการเรียกรับเงินค่าอำนวยความสะดวก ในการแก้ไขและเพิ่มเติมข้อมูลในสำนวนจำนวน 15,000 บาท และผู้เสียหายได้จ่ายเงินจำนวน 5,000 บาท เข้าบัญชีพนักงานสอบสวนคนดังกล่าวแล้ว เมื่อพยานหลักฐานปรากฎชัดเจน ตนในฐานะผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง พร้อมพิจารณาให้ออกจากข้าราชการไว้ก่อน และดำเนินคดีอาญากับพนักงานสอบสวนคนดังกล่าว

สำหรับคดีเมจิกสกินนั้น ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนขึ้นมา โดยมีกองปราบเป็นหน่วยงานหลัก ส่วนที่เป็นปัญหาเรียกรับเงินนั้น เป็นผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน “แอปเปิ้ลสลิม” มีผู้ต้องหา 7 ราย แบ่งเป็นตัวบุคคล 5 ราย นิติบุคคล 2 ราย มีผู้เสียหาย รวม 111 คน

ทั้งนี้ หลังจากได้รวบรวมพยานหลักฐานและสรุปสำนวนจึงสั่งฟ้องในข้อหาฉ้อโกงประชาชน , ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และข้อหาผลิตอาหารปลอม โดยมีการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา จากนั้นเมื่อวันที่ 12 ก.ค. อัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม