DSI ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกป่า ‘รังเย็นรีสอร์ท’ จังหวัดเลย

DSI บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงาน เข้าตรวจสอบการบุกรุกป่าของรังเย็นรีสอร์ท จังหวัดเลย

สืบเนื่องจาก กรมป่าไม้ได้ร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ดำเนินคดีกับบริษัท ซี.พี.เค.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในความผิด ร่วมกันบุกรุกป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 เนื้อที่ประมาณ 6,000 กว่าไร่ ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษได้รับไว้เป็นคดีพิเศษที่ 56/2561 จากนั้นจึงได้ประสานขอรับสำนวนการสอบสวนคดีอาญาที่ 15/2561 จากสถานีตำรวจภูธรโคกงาม มาเป็นพยานหลักฐานในคดีพิเศษนี้

จากการสอบสวนพบว่า พื้นที่เกิดเหตุเคยมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) จำนวน 147 แปลง รวมเนื้อที่ 6,229 ไร่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีความเห็นสั่งฟ้อง และทราบว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มีการหลบหนี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้น ยังไม่มีการดำเนินคดีกับผู้ยึดถือครอบครองที่ดิน ในความผิดบุกรุกป่าแต่อย่างใด ต่อมา กรมที่ดิน ได้มีคำสั่งเพิกถอน น.ส.3 ก. ดังกล่าวทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า เป็นการออก น.ส.3 ก. โดยใช้หลักฐาน ส.ค.1 ของที่ดินแปลงอื่นมาเป็นหลักฐานในการออก

นอกจากนี้ ยังได้มีการออกเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 9516 ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งของรังเย็นรีสอร์ท หมู่ 7 ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และปัจจุบัน กรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดิน ตามคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2462/2561 เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2561 จึงทำให้พื้นที่บริเวณรังเย็นรีสอร์ท เป็นพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์

กรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับกรมป่าไม้ บินถ่ายภาพทางอากาศในบริเวณพื้นที่เกิดเหต พบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ มีการเข้าครอบครองทำประโยชน์ มีสิ่งปลูกสร้าง มีพืชผลทางการเกษตร ได้แก่ ต้นแมคคาดาเมียร์ ต้นยูคาลิปตัส ผลไม้อื่นๆ มีการสร้างอ่างเก็บน้ำ ถนน ตลอดจนมีระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา เข้าไปถึงในพื้นที่ นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่าพื้นที่ที่อยู่นอก น.ส.3 ก. มีร่องรอยการถูกบุกรุกเพิ่มเติมอีกด้วย

ล่าสุด ในวันนี้ (วันอังคารที่ 4 กันยายน 2561) เวลา 09.30 น. กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย พันตำรวจเอก ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ร่วมกับพ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ หน.ชป.ศปบ.4 กอ.รมน., นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า, กรมป่าไม้, ลกรมที่ดิน, กรมพัฒนาที่ดิน และเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ ร่วมกันเข้าตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ และสอบสวนพยานบุคคลที่ถูกกล่าวอ้าง เพื่อประกอบการสอบสวนในคดีนี้ต่อไป

ทั้งนี้ “การทวงคืนผืนป่า” ถือเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล, กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่จะนำทรัพย์สินซึ่งเป็นของแผ่นดิน ที่มีการนำไปยึดถือครอบครองเป็นของส่วนตัว กลับมาเป็นสมบัติของประเทศชาติต่อไป

เมียนมา จำคุกนักข่าวรอยเตอร์ส 7ปี ปมข่าวโรฮีนจา

เมียนมา ตัดสินลงโทษนักข่าวรอยเตอร์สองคน จำคุก 7 ปี ฐานกระทำความผิดตามกฎหมายความลับราชการ ระหว่างพยายามรายงานข่าวสังหารหมู่ชาวโรฮีนจา 

ผู้พิพากษาศาลแขวงย่างกุ้งเหนือตัดสินว่า นายวา โล วัย 32 ปี และนายจอ โซ อู 28 ปี ฐานละเมิดกฎหมายความลับราชการ ตัดสินจำคุก 7 ปี โดยให้เริ่มนับตั้งแต่ระยะเวลาที่ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคมปีที่แล้ว นายวา โล บอกกับสื่อหลังทราบคำตัดสินว่า ไม่กลัวเพราะไม่ได้ทำผิด และจะรับมือกับสถานการณ์ด้วยสติให้ดีที่สุดในการอุทธรณ์

กลุ่มเคลื่อนไหวด้านเสรีภาพสื่อ สหประชาชาติ สหภาพยุโรป และประเทศต่างๆ ที่รวมถึงสหรัฐฯ แคนาดา และออสเตรเลีย ได้เรียกร้องให้มีการตัดสินปล่อยตัวนักข่าวรอยเตอร์สให้พ้นจากข้อกล่าวหา

ขณะที่นายสตีเฟน เจ แอดเลอร์ บรรณาธิการบริหารรอยเตอร์ แถลงว่า การพิพากษาเป็นที่น่าผิดหวังมาก และการตัดสินในศาลวันนี้ชัดเจนว่าเป็นการจัดฉาก เพราะไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนและมีการเขียนโน๊ตเพื่อให้เจ้าหน้าที่ให้การในศาลโดยไม่ลืม นี่คือวันน่าเศร้าของเมียนมา นักข่าวรอยเตอร์ทั้งสอง และสื่อมวลชนทุกแห่ง

นักข่าวทั้งสองคนถูกควบคุมตัวในเรือนจับนับตั้งแต่ถูกจับกุมตัวเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ระหว่างทั้งสองรวบหลักฐานเกี่ยวกับการสังหารชายชาวโรฮีนจา 10 คน ในหมู่บ้านอินดิน รัฐยะไข่ ที่เชื่อว่าเป็นฝีมือของกองทัพ โดยนักข่าวทั้งสอง ให้การในศาลว่าพวกเขาถูกจับขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายเสนอที่จะให้เอกสารแก่นักข่าวทั้งสอง ในร้านอาหารกรุงย่างกุ้ง แต่กลับถูกจับกุมทันทีหลังรับเอกสารดังกล่าว

ด้านตำรวจนายหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ ให้การว่า เหตุดังกล่าวในร้านอาหารเป็นการจัดฉากขึ้นเพื่อจับกุมสองนักข่าว ท่ามกลางผู้ฟังคำพิพากษามากกว่า 80 คน ซึ่งรวมถึงเจ้าหน้าที่ทางการทูตระดับสูงหลายคน

ขณะที่นายแดน ชักก์ ทูตอังกฤษประจำเมียนมา กล่าวแสดงความผิดหวังอย่างมากต่อคำตัดสิน เช่นเดียวกับนายสก็อต มาร์เซียล ทูตสหรัฐประจำเมียนมา ที่ระบุว่าคำตัดสินของศาลได้สร้างปัญหาให้กับทุกคนที่พยามต่อสู้อย่างหนักเพื่อเสรีภาพสื่อ

อย่างไรก็ตาม นางมิเชล บาเชเลต ข้าหลวงใหญ่ประจำสำนักงานด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่า การรายงานข่าวเกี่ยวกับการสังหารชาวโรฮีนจาเป็นเรื่องที่สาธารณชนสนใจ เธอเห็นว่ากระบวนการทั้งหมด รวมถึงชั้นศาลเป็น “การบิดเบือนความยุติธรรม” เธอจึงขอเรียกร้องให้ทางการเมียนมาปล่อยตัวนักข่าวทั้งสองทันที

สาวฟอร์จูนเนอร์อ้างไม่เห็น ก่อนชนช้ำทำคนกระเด็นตกทางด่วน

ตำรวจเตรียมแจ้ง 2 ข้อหา สาวฟอร์จูนเนอร์ขับรถชนซ้ำบนทางด่วน ทำคนกระเด็นตกเสียชีวิต ด้านเจ้าตัวอ้างมองไม่เห็นรถจอดเสีย ก่อนพุ่งชนอย่างแรง 

ความคืบหน้าจากเหตุการณ์ น.ส.ธัญญพัทธ์ วิพันธ์พงษ์ อายุ 68 ปี ถูกรถฟอร์จูนเนอร์สีขาวชนซ้ำรถของเธอ จนทำให้กระเด็นตกจากทางด่วนเสียชีวิต หลังจากลงไปดูอาการของรถที่เกิดเสียบนทางด่วนฉลองรัช (ขาเข้าเมือง) ก่อนถึงทางลงสุขุมวิท 50 แขวงพระโขนงเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร โดยเหตุเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 3 ก.ย. ที่ผ่านมานั้น

ภาพจาก Sarunyu Yamsuntra

ในวันเดียวกัน คนขับรถฟอร์จูนเนอร์คันเกิดเหตุได้เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ทราบชื่อคือ  น.ส.นุชนาฏ พรหมณะ อายุ 36 ปี โดยเธอเผยว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุนั้นเป็นเพราะเธอมองไม่เห็นรถที่จอดเสียอยู่ด้านหน้า จึงทำให้ชนเข้าอย่างแรงจนมีคนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุดังกล่าว ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ได้เล่นโทรศัพท์ขณะขับรถแต่อย่างใด

ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจเตรียมแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินเสียหาย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ให้กับสาวคนขับรถฟอร์จูนเนอร์คันดังกล่าว  ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรักษาตัว