แค่ร่าง ก็รุ่ย เมื่อกระแสสังคมสวนกลับ ไม่พกใบขับขี่ ปรับ 5 หมื่น แพงเกินไป! ไม่เหมาะสม! ฯลฯ
—————————
กลายเป็นประเด็นใหญ่โตที่ถูกกระแสสังคมโจมตีอย่างหนัก สำหรับกรณีที่กรมการขนส่งทางบก จะปรับปรุงกฎหมาย 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.รถยนต์ ปี 2522 และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ปี 2522 โดยรวมกฎหมายทั้งสองเข้าเป็นฉบับเดียวกัน คือ การเพิ่มโทษปรับสูงสุดถึง 50,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือน สำหรับผู้ขับขี่รถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ หวังลดอุบัติเหตุที่มีมากขึ้นในปัจจุบัน
กฏหมายเก่าระบุไว้ แต่ไม่เยอะ
หากย้อนไปดูร่างกฎหมายเกี่ยวกับ พ.ร.บ.รถยนต์ ปี 2522 และ พ.ร.บ.การขนส่งทางบก ปี 2522 มาตรา 64 ผู้ขับขี่รถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน ปรับสูงสุด 1,000 บาทเท่านั้น ส่วนมาตรา 65 ขับรถระหว่างใบอนุญาตสิ้นอายุ ถูกพักใช้ ถูกเพิกถอนใบอนุญาต หรือถูกยึดใบอนุญาต โทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท
ความแตกต่างระหว่างโทษที่เพิ่มขึ้นดังกล่าว ทำให้สังคมส่วนใหญ่มองว่า อัตราโทษที่เพิ่มจากเดิมนั้น จะไม่ช่วยให้ผู้ขับขี่มีจิตสำนึกมากขึ้น รวมทั้งปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุ อาทิ ความประมาท เมาแล้วขับ ซึ่งมีมากกว่าแค่พกใบขับขี่ใบเดียว
เผือกร้อนถึงนายกฯ
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอเพิ่มโทษผู้ที่ไม่พกใบขับขี่ว่า เรื่องนี้เป็นความคิดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรัฐบาลต้องมาศึกษารายละเอียดดูว่าเหมาะสมหรือไม่ โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ ต้องไปหาประเด็นอื่นๆ เพิ่มด้วย อย่ามองแค่ว่าเป็นการเพิ่มความรับผิดชอบให้กับคนที่จะต้องพกใบขับขี่ หรือไม่ก็ต้องต่อทะเบียนรถ
ล่าสุด นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ประเด็นบทลงโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 5 หมื่นบาท กรณีไม่พกใบขับขี่ซึ่งมีการแสดงความคิดเห็นจากหลายภาคส่วนอย่างกว้างขวางว่าเป็นอัตราโทษปรับที่สูงเกินไป เบื้องต้นคงจะต้องปรับลดอัตราโทษลง แต่ปรับลดลงเท่าไหร่ กรมจะต้องหารือกับหน่วยงานกลางที่มีส่วนร่วมในการร่วมออกและใช้กฎหมายให้รอบคอบก่อน
ต้นแบบโมเดลค่าปรับ อเมริกา-ญี่ปุ่น
ในต่างประเทศเองก็มีการตั้งค่าปรับกรณีไม่พก-ไม่มีใบขับขี่ไว้ โดยอันดับแรกๆ คือ อเมริกา ที่มีการตั้งค่าปรับไว้สูงสุดคือ 25,000 เหรียญสหรัญ คิดเป็นเงินไทยก็ราว 8 แสนกว่าบาท หรือจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรืออย่าง ญี่ปุ่น ซึ่งตั้งค่าปรับไว้สูงถึง 3 แสนเยน หรือเกือบแสนบาท
แต่ถ้าหากดูในบ้านใกล้เรือนเคียงประเทศไทย เช่น มาเลเซีย ก็มีการตั้งโทษปรับไว้ราวหมื่นกว่าบาท จำคุกไม่เกิน 1 ปี
โดย สหรัฐ และญี่ปุ่น นั้นถือว่า เป็นประเทศที่มีความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนค่อนข้างสูง จึงถือเป็นแนวทางหนึ่งในการนำมาตั้งอัตราค่าปรับ ของการใช้รถโดยไม่มีใบขับขี่นั่นเอง ซึ่งจากข้อมูลจากอย่างอเมริกา ที่มีการตั้งค่าปรับไว้สูงถึงพบว่า ผู้ที่ไม่มีใบขับขี่นั้น มีโอกาสเสียชีวิตได้มากกว่า ผู้มีใบขับขี่ถึง 2 เท่า ยังไม่นับข้อมูลการเสียชีวิตของผู้ขับขี่ที่มีอายุระหว่าง 15-19 ปี มีอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนมากที่สุดอีกด้วย
ค่าปรับแพง ใต้โต๊ะพุ่ง?
คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ในปัญหาค่าปรับจราจรที่เกิดขึ้นหากปรับขึ้นจริง มีหลายฝ่ายต่างตั้งข้อสังเกต และเป็นห่วงในเรื่องนี้ด้วย โดยในปัจจุบัน ปัญหาการรับเงินใต้โต๊ะเพื่อให้จนท. ช่วยเหลือ-อำนวยความสะดวก แลกกับการที่ไม่ต้องถูกดำเนินคดีนั้น ยังมีอยู่ให้เห็น
“สมมุติว่า กฏหมายฉบับนี้ออกมาจริงๆ เราอาจจะเผชิญกับปัญหาใต้โต๊ะข้างทางมากขึ้น เพราะเมื่อรัฐเรียกค่าปรับ 50,000บาท แต่ใต้โต๊ะเรียกรับ 10,000 บาท ใครจะไปจ่ายให้รัฐ ประหยัดกว่ากันตั้งเยอะ”
นั่นเป็นหนึ่งความเห็นจากผู้สันทัดกรณีที่มีอาชีพขับรถขึ้นเหนือ-ล่องใต้อยู่เป็นประจำ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เราต้องห่วง หรือคิดให้มากขึ้นกว่า แค่การปรับขึ้นของค่าปรับในการทำผิดนี้

เสียงจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ
ทีมข่าว MThai ได้สัมภาษณ์ นางสาวธัญพร (สงวนนามสกุล) ประชาชนผู้ขับขี่ เผยว่า ส่วนตัวมองว่า ถ้าไม่ได้ศึกษาข้อกฎหมายให้ละเอียดก็อาจตกใจกับจำนวนตัวเลขที่สูงถึง 50,000 บาท แต่ในความเป็นจริงมันคงไม่ถึงขนาดนั้น น่าจะเป็นเคสบายเคส
ซึ่งตนเองเพิ่งขับรถเป็นเมื่อไม่นานมานี้ ยังไม่มีใบขับขี่ ยอมรับว่า ก็มีบ้างที่ขับออกไปตามท้องถนนด้วยความจำเป็น แต่ไม่ใช่ว่าไม่อยากไปทำใบขับขี่ แต่เป็นเพราะว่า คิวของการเข้าอบรมทำใบขับขี่ยาวไปจนถึงเดือน ม.ค. ปี 2562 ทำให้ไม่สามารถทำใบขับขี่ได้ ต้องรอเวลา ทั้งนี้ มองว่า อาจจะต้องปรับควบคู่ให้ไปในทางเดียวกันได้ หากจะปรับโทษสูงสุดแพงขนาดนี้ ก็ควรมีระบบการสอบใบขับขี่ที่เอื้ออำนวยกว่านี้เช่นกัน
สำหรับการขอรับใบอนุญาตขับรถ หรือ ใบขับขี่ ในปัจจุบัน มีขั้นตอนที่ควรรู้ ดังนี้ คือ
-
- การขอรับใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราว ขอใหม่ ต้องเตรียมบัตรประชาชนตัวจริงและใบรับรองแพทย์
- การขอเปลี่ยนประเภทใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลชั่วคราว เป็นใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล (5 ปี) หรือเรียกกันแบบเข้าใจง่ายๆ เปลี่ยนใบขับขี่ชั่วคราวเป็น 5 ปี เตรียม บัตรประชาชนตัวจริง ใบรับรองแพทย์ และใบขับขี่ใบเดิมที่หมดอายุ
- การขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล (5 ปี) เตรียมแค่ บัตรประชาชนตัวจริง และใบขับขี่ใบเดิมที่หมดอายุ แต่ถ้าปล่อยให้หมดอายุเกิน 3 ปี ต้องใช้ใบรับรองแพทย์ประกอบด้วย
- การขอใบอนุญาตขับรถหรือต่ออายุใบอนุญาตขับรถสาธารณะ จะต้องเตรียมสำเนาบัตรประชาชน บัตรประชาชนตัวจริง ใบรับรองแพทย์ และต้องแสดงใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคลหรือใบอนุญาตขับรถสาธารณะด้วย
ทั้งนี้ การขอใบอนุญาตขับขี่ใหม่และต่ออายุ สามารถดำเนินการได้ที่สำนักงานขนส่งทุกแห่งทั่วประเทศ และใช้เอกสารแบบเดียวกันทั้งหมด
มีใบขับขี่ ไม่มีปัญหาจราจร?
ในปัญหาด้านการจราจรของไทยนั้น การไม่มีใบขับขี่นั้น เป็นเพียงปัญหาเดียวในหลายร้อยปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขับรถจักรยานยนต์บนฟุตบาท ขับสวนเลน เปิดเลนเอง ฝ่าไฟแดง ยังไม่นับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในช่วง สงกรานต์ หรือวันหยุดยาว ซึ่งในจำนวนนั้น หลายคนมีใบขับขี่ และได้รับการอบรมจากกรมการขนส่งทางบกอย่างครบถ้วน
ดังนั้น ปัญหาด้านการจราจรในบ้านเรา จึงมิใช่การไม่มีใบขับขี่เสียทีเดียว หากแต่เป็นการไม่เคารพกฏจราจร ประมาทเลินเล่อ หรือไร้สำนึกในการใช้รถใช้ถนน จนนำมาซึ่งปัญหาและอุบัติเหตุ
ในอนาคต กฏหมายจะแรงขึ้นหรือไม่ อุบัติเหตุจะลดลงหรือไม่นั้น ยังคงเป็นปัญหางูกินหางต่อไป ซึ่งในการแก้ไขนั้น ต้องพึ่งพาในหลายๆ ภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ตร. ที่จะต้องเคร่งครัดในด้านการบังคับใช้กฏหมายมากขึ้น โดยไม่มีการละเว้น, ขนส่งฯ ก็ควรมีการบังคับใช้การตัดแต้มให้เข้มงวดขึ้น พร้อมๆ กับการเปิดช่องทางให้มีการอบรม-สอบใบขับขี่ที่ง่ายขึ้น สะดวกขึ้นด้วย
และสุดท้าย ประชาชนผู้ใช้รถ ใช้ถนน ควรจะต้องปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด โดยไม่นำเอาสะดวก-รวดเร็วส่วนตัว มาเป็นข้ออ้าง ในการฝ่าไฟแดง วิ่งบนฟุตบาท วิ่งสวนเลน หรือเปิดเลนพิเศษเอาเอง เป็นต้น ซึ่งเราคงได้แต่หวังว่า หากทุกฝ่ายร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังแล้ว อุบัติเหตุ หรือปัญหาการจราจรในบ้านเราน่าจะลดลงไปอย่างมาก ในรุ่นลูก รุ่นหลานเราสักรุ่นหนึ่งในอนาคต


